วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

1. สุ่ม 2. วีสาน 3. ก้งเกลือ 4. ข้อง 5. ตุ้ม
6. เพียด 7. กล่องข้าว 8. แคง 9. บุ่ง 10. แมวขูดมะพร้าว
11. ส้อหล้อ 12. ก็อกหมาก 13. กวัะข้าว 14. ขิง 15. โคมบอก
16. ปุ่ม 17. ไม้ด้ามข้าว 18. หวด หรือ ซ้า 19. ซ้าเข้าบาตร 20. ฝาเจิบ
21. วีกาบหมาก 22. ไหข้าว 23. โอ 24. ตาง 25. พุง
26. ลันดักปลาไหล 27. ลอบ 28. จั่นใย 29. จั่นดักสัตว์ 30. งอบกะโล่
31. เคียว 32. เครื่องสีข้าว 33. คราดมือเสือ 34. คราด 35. ครกไม้
36. ครกกระเดื่อง 37. อีจู้ 38. เบ็ดพาน 39. ไถ 40. เตาฟืน
41. ไซ 42. ชนัก 43. ชงโลง 44. จิบไซ 45. ทุง
46. น้ำบวย หรือกระบวย 47. โคม 48. ไม้นวดข้าว 49. ขลุบ หรือ ล้อปั้นจี่ 50. เกวียน
51. กะโห้ 52. ไหซอง 53. กระด้ง 54. เหิง 55. หม้อดิน
56. หม้อกา 57. หม้อแกง 58. หม้อน้ำ 59. หม้อนึ่ง 60. เรือ
61. เสื่อลำแพน 62. เสิง 63. อิ๊ว 64. ตะลุ่มยิงฝ้ายและกงยิงฝ้าย 65. ไม้กระดานและไม้ล้อมฝ้าย
66. หลา 67. เปีย 68. กวัก 69. กงกวักฝ้าย 70. เผือ
71. ฟืม 72. เหา 73. ไม้ก้อหลอด 74. กระสวย 75. กี่ทอผ้า
76. ไม้กี่พั้น 77. ไม้หาบเหา 78. ไม้หย่ำตีน 79. หลักบ๊ากา 80. ไม้แป้นกี่
81. ไม้โป้งเป้ง 82. ซ้าหลอด 83. ขนเม่น 84. ไม้แป้นขิด 85. ไม้ผัง
86. บ๊าเหง็น 87. หวีหูหมู 88. เชือกมัดหูก 89. ไม้ไขว้หูก 90. ไม้หาบข้าว
91. คอกน้ำเต้า 92. อีดฝ้าย
93. ล้อเกวียน 94. รอก 95. ตุ้มปลาไหล
96. ไม้กวาด 97. ตู้ยาประจำบ้าน 98. เบ็ดก่อง 99. กบไสไม้ 100. น้ำต้น
101. กุบ 102. ขันโตก 103. ก๋วย 104. ฝักมีด 105. เครื่องโม่แป้ง
106. ตะกร้าหรือซ้า 107. ฮอก 108. ไซหัวหมู 109. กวัก

110. สาด

111. เฝื่อนปั่นผ้า 112. ก๋าวีข้าว 113. กระบุง 114. ถุงผ้าทอ 115. สวิง
116. ตะกร้าหวาย 117. บุ้งกี้ 118. เฝี่ยคู่ 119. สุ่มไก่ 120. เฝี่ย
121. หิ้งไม้        
         

 

คณะผู้จัดทำ
1. นายชำนาญ แสงจันทร์
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเสด็จ
ที่ปรึกษา
2. นายสะอาด กันทะ
ครู คศ.3 โรงเรียนวัดเสด็จ
ให้ข้อมูลเว็บไซด์
3. นายศรีรัตน์ ธุระ
ครู คศ.2 โรงเรียนวัดเสด็จ
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ล้านนา
4. นางสาววิชรี จันดาหาร
ครู อัตราจ้าง โรงเรียนวัดเสด็จ
ผู้รวบรวมข้อมูล เรียบเรียงและจัดพิมพ์

 

.

 สุ่ม

เป็นเครื่องมือสำหรับครอบปลา สานด้วยซี่ไม่ไผ่เป็นตา ๆ หรือถักหวายเถาวัลย์และลวด สานนับเป็นของใช้พื้นบ้านที่อยู่ทั่วทุกภาค หากแต่มีการเรียกชื่อแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น สุ่มโมง เป็นสุ่มมีขนาดกว้างใหญ่กว่าสุ่มชนิดอื่น โมงมาจากภาษาถิ่น คือ โม่ง มีความหมายว่าใหญ่โต สุ่มโมงบางพื้นที่เรียกว่า สุ่มซี่ หรือสุ่มก่องซึ่งเรียกตามลักษณะการทำงานของชาวบ้าน สุ่มโมงจะใช้ไม้ไผ่ยึดติดกันโดยมีวงหวาย ประมาณ ๕๐ - ๑๐๐ ซี่ หากสุ่มใหญ่ก็ใช้ซี่ไม้ไผ่มากขึ้น หรือวงไม้ไผ่ทำเป็นกรอบไม้ภายใน ดารถักเส้นหวายเถาวัลย์หรือลวด จะถักซี่ไม้ไผ่รัดกับวงภายในให้แน่น บางทีชาวบ้านเรียกการถักร้อยสำหรับยึดให้แน่นนี้ว่า “ ก่อง ” จึงเรียกสุ่มก่อง และลักษณะที่ก่องเป็นซี่ ๆ นี้เอง จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุ่มซี่

สุ่มสาน เป็นสุ่มขนาดแคบกว่าสุ่มโมง เหลาซี่ไม้ไผ่จำนวนมาก สานเป็นลายขัดตาสี่เหลี่ยมห่าง ๆ แต่ไม่ให้ปลาลอดออกได้ บางทีก็เรียกว่า สุ่มขัด สุ่มชนิดนี้ไม่ต้องใช้หวายเถาวัลย์ หรือลวดถักยึดใด ๆ

สุ่มกลอง มีรูปเล็กกว่าสุ่มสานเล็กน้อย การทำสุ่มจะใช้หวายเถาวัลย์หรือลวดถักสุ่มส่วนบน ส่วนล่างใช้ซี่ไม้ไผ่สานขัดเป็นสี่เหลี่ยม

สุ่มงวม หรืออีงวม มีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน สุ่มภาคอื่น ๆ มีขนาดใหญ่กว่าสุ่มโมงมาก สุ่มบางอันสูงเกินกว่า ๑ เมตรก็มี สุ่มงวมจะมีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ปลายตีนสุ่มกว้างออกเล็กน้อย ด้านบนทำเป็นวงกว้างเพื่อใช้มือ ๒ ข้าง ล้วงจับปลาในสุ่มได้สะดวก การสานสุ่มงวมจะสานด้วยตอกผิวไม้ไผ่บาง ๆ สายลายขีดทึบโดยตลอด

การสุ่มปลามักสุ่มในห้วงน้ำไม่กว้างและลึกนัก สุ่มไปเรื่อยๆ เหมือนคำว่า สุ่มสี่สุ่มห้า แล้วเอามือล้วงควานภายในสุ่ม ถ้าครอบปลาได้จะควานจับใส่ข้องที่มัดสะพายติดตัวไป สมัยก่อนนั้นการสุ่มปลาใช้คนลาก “ ไม้ค้อน ” ซึ่งเป็นไม้ท่อนกลมจนน้ำ ใช้เชือกมัดท่อนไม้ ๒ ข้าง ใช้คน ๒ คน ลากในห้วงน้ำ คนถือสุ่มหลาย ๆ คนจะเดินตามไม้ค้อน ปลาเมื่อเห็นไม้ค้อนลากมาใกล้ตัวหรือถูกตัวจะกระโดดหนี บางทีมีฟองน้ำเป็นทิวๆ ไปข้างหน้า การกระโดดและว่ายหนีนี้จึงเป็นข้อสังเกตให้สุ่มปลาได้ถูกต้อง ในนิราศสุพรรณบุรีของสุนทรภู่ยังได้กล่าวถึง เรื่องสุ่มปลาไว้ว่า

ศรีศะเสียงเสียงแซ่ล้วน พวกลาว
แก่หนุ่มสุ่มปลาฉาว แช่น้ำ
ผ้าบ่นุ่งพุงขาว ขวยจิต รอดเอย
เดกด่วนชวนเพื่อนค้ำ ค่ามให้ใกล้ลาว

สุ่มนอกจากใช้ครอบปลาแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์บีบนวดตาลสุกทำขนมตาล ใช้ครอบเด็กเกิดใหม่ไม่ให้ผีเข้า ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวพื้นบ้านบางถิ่น และยังใช้ครอบลูกไก่ได้ด้วย

 

 

    วีสาน


มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือ เป็นเครื่องใช้ของชาวบ้านทั่วไป ทุกบ้านเรือนจะสานวีชนิดนี้ไว้ใช้อย่างน้อย 1 ใบ พระชาวอาหมใช้วีสานด้วยตอกเป็นรูปกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 ซม. ขลิบริมด้วยผ้า เสียบตั้งบนไม้จิง เวลาทำพิธีทางศาสนาจะวางไม้ฐานของวีไว้ที่พื้นตรงหน้า โดยวีจะมีความสูงจากพื้นขึ้นถึงประมาณอกเท่านั้น ไม่ได้ปิดหน้าอย่างพระไทย

วิธีทำ
เอาไม้ไผ่เฮี้ยที่ไม่แก่จนเกินไป มาจักเป็นตอกบางๆ ความใหญ่ประมาณครึ่งเซนติเมตร ยาวประมาณ 30-50 ซม. เมื่อจักตอกแล้วนำไปตากแดดให้แห้งเพื่อให้ตอกหดตัวเต็มที่ คนที่ชอบความสวยงามก็จะย้อมตอกให้เป็นสีเขียว สีแดง เมื่อจะลงมือสานก็เอาตอกไปชุบน้ำเสียก่อนเพื่อให้เหนียว แล้วสานด้วยลายสองให้มีรูปเป็น 6 เหลี่ยมยาว เมื่อสานได้ขนาดที่ต้องการแล้ว โดยทั่วไปใบวีส่วนบนจะมีความใหญ่ประมาณ 20 ซม. ยาวประมาณ 22 ซม. จึงพับขอบโดยรอบ แล้วใช้ไม้ไผ่ผ่าเป็นกีบกว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาวประมาณ 30 ซม. เหลาส่วนโคนให้กลมเรียวลงไปหาส่วนปลายให้เล็กและบาง แล้วเอาเสียบกับตัววี ตรงกึ่งกลางของวี บางอันแยกลายสานออกเป็น 2 ลาย คือครึ่งหนึ่งสานด้วยลายทาน อีกครึ่งหนึ่งสานด้วยลายสอง

การใช้งาน วีสานถือว่าเป็นวีชั้นดี ดีกว่าวีกาบหมาก มักนำติดตัวในเวลาเดินทางเพื่อไว้พัดให้ความเย็น เมื่ออากาศร้อนจับตรงด้ามแล้วพัดไปมา จะพัดจากล่างขึ้นบน หรือพัดจากซ้ายไปขวาก็ได้ พัดนานก็ไม่เจ็บมือเพราะมีด้ามที่เล็กและกลม ไม่เหมือนกับวีกาบหมาก ที่มีที่จับใหญ่แต่บาง เมื่อพัดนานๆ จึงเจ็บมือ

 

   

  ก้งเกลือ

ก้ง มาจากคำว่า "กะหล้ง" คือกะลามะพร้าว บางแห่งเรียก กะลามะพร้าวว่า ก้งบ่าพร้าว บางแห่งว่า กะหล้งมะพร้าว ก้ง กับ กะหล้ง มีความหมายเดียวกัน ก้งเกลือมีใช้กันทั่วไปในจังหวัดภาคเหนือตอนบน ในสมัยก่อนนั้น ภาชนะที่ทำด้วยพลาสติกยังไม่มีใช้ จึงใช้วัตถุธรรมชาติสำหรับใส่เกลือที่มีความเค็มและชื้นตลอดเวลา ถ้าใส่เกลือจำนวนมากใช้หม้อดินเผาเคลือบ ถ้าจำนวนน้อยใช้กะลามะพร้าว

วิธีทำ
ใช้กะลามะพร้าวแก่ที่เปลือกแห้งสนิท ปอกเปลือกออกจนถึงกะลา แล้วตัดแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยให้ค่อนไปทางด้านหัว ขูดเอาเนื้อมะพร้าวออกให้หมด ด้านในขูดด้วยเหล็กงอมีคมจนถึงเนื้อดำของกะลา ด้านนอกใช้มีดขูดเส้นใยออกจนถึงกะลาเช่นกัน ส่วนล่างเจาะรูใกล้กับปาก 2 รู ส่วนบนเจาะรู 2 รู ตรงกันกับส่วนล่าง ใช้เชือกปอฟั้นร้อยรูส่วนล่างและส่วนบนเข้าด้วยกัน คือส่วนล่างเป็นตัว ส่วนบนเป็นฝา เชือกด้านบนผูกติดกันเป็นสายสะพายได้

ประโยชน์การใช้งาน
ใช้เป็นภาชนะเก็บเกลือ ปิดฝาแขวนไว้ที่หิ้งข่าของเตาไฟ คุณสมบัติของกะลามะพร้าวอยู่ที่ป้องกันความชื้นได้ดี แถมยังแขวนไว้ตรงข่าไฟซึ่งได้รับความร้อนตลอด ทำให้เกลือแห้งสนิท สามารถเก็บไว้ได้นาน ต่อมาคนที่มีฐานะดีใช้ภาชนะขนาดเล็กลักษณะคล้ายไห ทำด้วยดินเผาเคลือบ ใส่เกลือแทนก้งเกลือ แต่ก็ยังเรียกภาชนะดินเผาเคลือบใส่เกลือนั้นว่า "ก้งเกลือ"

 

 

  ข้อง

ข้อง เป็นเครื่องจักสาน ใช้สำหรับใส่ปลา สานด้วยไม้ไผ่ ถ้ามีขนาดใหญ่เรียกว่า “ข้องหลวง” ถ้ามีรูปทรงแนวนอนเรียกว่า “ข้องเป็ด”

วิธีทำ
จักตอกไม้ไผ่เป็น 2 ขนาด ขนาดที่ 1 ความกว้างประมาณ 0.5 มม. ขนาดที่ 2 ความกว้างประมาณ 0.3 มม. มีข้องตัวแม่พิมพ์สำหรับขึ้นรูปอยู่ข้างใน เริ่มก่อส่วนก้นใช้ตอกขนาด 0.5 มม. เป็นตอกตัวยืน ใช้ตอกขนาด 0.3 มม. เป็นตอกตัวขวาง สานด้วยลายทาน เมื่อสานก้นได้ขนาดตามแม่พิมพ์แล้ว จึงพับตอกขึ้นเพื่อสานส่วนลำตัวของข้อง เมื่อสานขึ้นไปถึงบ่าจะขึ้นเป็นส่วนคอที่ต้องให้คอดกิ่วเข้าไป ให้ถอดแม่พิมพ์ออกก่อนแล้วจึงพับตอกตัวยืนเข้าไปพร้อมกับสานตอกตัวขวางให้รัดคอดเข้าไป เมื่อได้คอที่คอดกิ่วแล้วให้กลับตอกออกมาให้ปากผายออก แล้วจึงพับตอกที่ปากเพื่อเก็บตอกตัวยืนเสียบซ่อนไว้กับตอกตัวขวางที่ปาก ที่บ่าข้องใช้หวายทำเป็นหูสำหรับสอดสายผูกเอว หลังจากนั้นจึงสานงาเพื่อเป็นฝาปิด เริ่มจากการใช้ตอกที่แข็งขดเป็นวงกลมให้เข้าไปในขอบปากของตัวข้อง แล้วจึงใช้ตอกพับกับขอบปากที่เป็นวงกลมนั้นโดยให้ปลายของตอกสอบเข้าหากัน เวลาที่ปิดตอกจะลงลึกไปในตัวของข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่ในข้องออกมาได้
ถ้าเป็นข้องเป็ดซึ่งเป็นแนวนอน จะเริ่มสานส่วนซ้ายหรือส่วนขวาด้านใดด้านหนึ่งก่อน แล้วพับตอกสานไปตามนอน โดยด้านบนสานให้เป็นตาๆ จะมองเห็นสิ่งที่อยู่ในข้องได้ เมื่อถึงอีกด้านหนึ่งให้พับตอกขึ้นแล้วสานเป็นส่วนคอและปาก ส่วนฝาปิดทำเช่นเดียวกับฝาข้องธรรมดา
การใช้งาน
ใช้ใส่ปลา กุ้ง หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาที่ออกหาปลา โดยผูกข้องไว้ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง ปลาจะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้นาน ถ้าขังปลาด้วยข้องเป็ดแล้วนำไปแช่น้ำที่ไหล ยิ่งจะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้หลายวัน

ตุ้ม

ตุ้มมีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน สานด้วยไม้ไผ่บงหรือไผ่ซาง มี 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนปากยาวแคบ ส่วนล่างอูมใหญ่ ตุ้มขนาดเล็กส่วนล่างเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนปากเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร สูงประมาณ 40 เซนติเมตร ตุ้มขนาดใหญ่ส่วนล่างเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนปากเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร สูง ประมาณ 80-100 เซนติเมตร

วิธีทำ
ตุ้มขนาดเล็กใช้ตอกความยาว 2 ขนาด คือตอกชั้งสั้นกว่าตอกสานหรือตอกเกี้ยว เมื่อจักตอกและเหลาเรียบร้อยแล้วจะสานก้นก่อน โดยใช้ลายทาน เมื่อได้ก้นแล้วนำไปติดกับก้นของแม่พิมพ์ จากนั้นลงมือสานไปจนถึงคอ แล้วเริ่มบีบเข้าไปเป็นส่วนคอและปาก จากนั้นดึงแม่พิมพ์ออก เมื่อสานได้ขนาดความสูงที่ต้องการ จึงเม้มปาก ตรงกลางลำตัวที่ป่องเจาะเป็นรูเพื่อใส่งาเล็กๆ และใช้หวายสอดทับงาให้ติดกับตัว ที่ตัวของตุ้มถักเป็นห่วงไว้ 2 ข้าง สำหรับใส่สายสะพาย หรือเป็นที่เสียบไม้ปักในน้ำเพื่อให้ตุ้มจมในน้ำเวลาดักปลา ถ้าเป็นตุ้มขนาดใหญ่ ใช้ตอกซั้งและตอกเกี้ยวเกือบจะยาวเท่ากัน วิธีสานเหมือนกับสานตุ้มขนาดเล็ก

ประโยชน์การใช้งาน
ตุ้มขนาดเล็กใช้ดักปลาไหล วางตามร่องน้ำที่น้ำขอดเกือบจะแห้ง หรือร่องน้ำที่น้ำแห้งเหลือแต่โคลนตม ใช้เหยื่อ เช่นปู เนื้อหอย หรือลูกไก่ที่ตายแล้ว ใส่ลงไปข้างใน แล้วปิดด้วยผ้าหรือเปลือกมะพร้าว เมื่อปลาไหลออกหากินได้กลิ่นเหยื่อก็จะพยายามเข้าไปกินเหยื่อ โดยลอดผ่านงาของตุ้มเข้าไป กลุ่มหนึ่งมีกี่ตัวก็จะลอดผ่านงาเข้าไปแย่งกันกินเหยื่อแล้วก็กลับออกมาข้างนอกไม่ได้
ตุ้มขนาดใหญ่ บางแห่งเรียกตุ้มงาไหว ใช้ดักปลา โดยใส่เหยื่อ เช่นกุ้ง มันปู ไข่มด ลงไปข้างใน แล้วมีปลาตั้ง อย่างปลาช่อนขนาดเล็ก สัก 4-5 ตัว ใส่ไว้ข้างใน เมื่อจะดักปลาก็นำไปแช่ในลำเหมือง ลำห้วย หรือบ่อปลา ใช้ปลายไม้ไผ่แหลมเสียบเข้ากับหูของตุ้มปักไว้กับฝั่งเพื่อกดให้ตุ้มจมน้ำลงไปประมาณค่อนตัว เมื่อปลาว่ายผ่านไปมาเห็นเหยื่ออยู่ข้างในและเห็นปลาตัวอื่น อยู่ข้างในด้วย ก็จะแหวกงาของตุ้มเข้าไปแย่งกินเหยื่อ ในที่สุดจะออกมาข้างนอกไม่ได้ถูกขังไว้เหมือนกับปลาตั้งเหล่านั้น

 

เพียด (อ่าน เปี้ยด)

มีใช้กันทั่วไปในจังหวัดภาคเหนือตอนบนและบริเวณใกล้เคียง เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ขึ้นไปทางเหนือถึงสิบสองพันนา เชียงรุ่ง เชียงตุง เมืองยอง เพียด แบ่งตามรูปทรงได้ 2 ลักษณะ คือ

1. เพียดอ๊อบ ปากสอบเข้า มี 3 ขนาด คือ

1.1 เพียดหลวง รูปทรงกระบอก ปากกับลำตัวเกือบจะเท่ากัน ก้นเป็น 4 มุม ใส่ ข้าวเปลือกได้ ประมาณ 2 ถัง

1.2 เพียดราม ลักษณะเหมือนกับเพียดหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่า ใส่ข้าวได้ประมาณ 1.5 ถัง


1.3 เพียดหน้อย ลักษณะเหมือนเพียดหลวง แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก

2. เพียดแบน รูปทรงต่ำ ปากผายกว้าง ใส่ข้าวได้ประมาณ 1 ถัง

เพียดสานด้วยไม้ไผ่บงหรือไผ่เรี้ย ถ้าสานด้วยไผ่บงเรียกว่า “เพียดไม้บง” ถ้าสานด้วยไผ่เรี้ยเรียกว่า “เพียดไม้เรี้ย” เพียดที่สานด้วยไผ่บงจะทนทาน แข็งแรงและมีราคาแพงกว่า



วิธีทำ
การสานเพียดใช้ตอก 3 อย่างคือ ตอกก้นหรือตอกซั้ง ความกว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร ความยาวตามขนาดของความสูงของเพียดแต่ละชนิด ตอกเกี้ยวหรือตอกสำหรับสาน มีขนาดกว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร ความยาวประมาณ 1.50 เมตร ตอกไพ คือตอกสานต่อจากตอกเกี้ยวขึ้นไปจนถึงปาก มีขนาดเล็กดูเกือบจะเป็นเส้นกลม ก่อก้นและสานใช้การสานแบบลาย 2 คือยก 2 ข้าม 2 และมี “ดี” คือตอกก้นที่เศษจากคู่เป็นเส้นเดี่ยว เมื่อยก 2 ข้าม 2 ไปถึงดีจะต้องยกเส้นหรือข้ามเส้น ไม่เช่นนั้นการสานในรอบต่อไปจะไม่ถูก เมื่อก่อก้นแล้วนำก้นไปติดกับแม่พิมพ์ และสานขึ้นด้านบนด้วยตอกเกี้ยว จนความสูงได้ขนาดแล้วจึงไพด้วยตอกไพขนาดเล็กต่อไปจนได้ที่จึงตัดตอกซั้งที่เหลือออก แล้วนำ “ปากเพียด” (ไม้ขอบปาก) ซึ่งเหลาด้วยกีบไม้ไผ่บงดัดให้เป็นวงกลม ความกว้างพอดีกับปาก แล้วนำไปวงรอบปากเพียด ด้านนอกของปากยังมีไม้เล็กๆ แทรกอยู่ใต้ปาก เรียกว่า “ไม้คิ้ว” หลังจากติดขอบปากแล้วจึงคาดด้วยหวายให้เป็นระยะห่างกันประมาณ 7 เซนติเมตร ที่มุมด้านนอกทั้ง 4 มุม มีหวายหรือไม้ทาบ เรียกว่า "จังมัง" แล้วจึงคาดติดยึดกับตัวเพียดให้แน่น ใต้ปากด้านนอกทั้ง 4 ด้าน ทำหูด้วยหวายเป็นห่วงเล็กๆ คาดติดไว้สำหรับสอดสาย

การใช้งาน
เพียดหลวง เพียดราม เพียดแบน ใช้งานได้หลายอย่าง เช่น ใช้หาบข้าวเปลือกที่กองไว้ในตารางนำมากองไว้ที่ใกล้ทางเกวียนเรียกกันว่า "หาบเข้าท้อ" ใช้ตักข้าวเปลือกขึ้นเก็บในยุ้ง ใช้หาบข้าวของไปค้าขายตามตลาด ใช้หาบเสบียงในยามเดินทางไกล อย่างเพียดแบนโดยมากจะใช้ใส่สินค้าไปตลาดหรือใส่สินค้าจากตลาดกลับบ้าน สรุปแล้วเพียดเป็นภาชนะที่ใช้งานได้สารพัด ส่วนเพียดหน้อยใช้สำหรับใส่ของเล็กๆ น้อยๆ เช่นพริก เป็นต้น ในสมัยก่อนนิยมสานเพียดหน้อยเพื่อเป็นเครื่องไทยทานถวายพระสงฆ์ในงานสลากภัตต์ เรียกว่า “สลากก๋วยซอง”

 

  กล่องข้าว หรือก่องเข้า

ภาชนะสำหรับใส่ข้าวเหนียว สมัยโบราณมีใช้กันทั่วไปในเขตล้านนา ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น สานด้วยตอกไม้ไผ่ สานด้วยใบลาน และสานด้วยใบตาล มีหลายขนาด ขนาดใหญ่มีถึง 70-80 ซม. เรียกกล่องข้าวหลวง

วิธีทำ
เลือกใบตาลที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป นำมาผึ่งลมไว้ใต้ถุนบ้านให้แห้ง แล้วฉีกหรือแหกเอาก้านตรงกลางออก ความกว้างเลือกตามขนาดของกล่องข้าวที่จะสาน นำใบตาลที่ได้มาเรียงซ้อนกันเป็นคู่ๆ แล้วสานลายทานเป็น 2 ชั้น เริ่มจากก้นแล้วสานเฉียงขึ้นไปจนถึงปากแล้วพับใบตาลที่เหลือเก็บชายไว้ที่ตัวของกล่อง ส่วนฝาปิดก็สานอย่างเดียวกันแต่ให้กว้างกว่าตัวเพื่อจะได้สวมลงไปได้

การใช้งาน
กล่องข้าวเป็นภาชนะสำหรับเก็บข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ข้าวเหนียวที่เก็บในกล่องข้าวจะไม่แฉะและเก็บได้นานตลอดวัน ถ้าเป็นกล่องข้าวที่มีขนาดใหญ่กว้างประมาณ 70-80 ซม. ใช้ใส่ข้าวเหนียวเมื่อมีงานใหญ่ในชุมชน ถ้าเป็นกล่องข้าวขนาดกลาง ความกว้างประมาณ 30 ซม. ใช้ใส่ข้าวเหนียวในครัวเรือน ถ้าเป็นขนาดเล็กความกว้าง ตั้งแต่ 20 ซม. ขึ้นไป ใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียวพกพาเวลาเดินทางหรือออกนอกบ้าน เช่น ออกไปไถนา ไปค้าขาย เป็นต้น

 

 

  แคง

แคง มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน บางครั้งมักเรียกชื่อคู่กับ ก็อก ว่า "ก็อกแคง" บางแห่งเรียกคู่กับเครื่องตวงว่า “ตวงแคง” สานด้วยตอกไม้ไผ่

วิธีทำ
ใช้ตอกขนาดเล็ก สาน "ลายทาน" คือยกเส้นข้ามเส้น ปากหักพันเป็นเกลียวด้วยตอกตัวยืนส่วนที่เหลือ บางคนสานขอบปากด้วยหวายเส้นเล็กๆ ก็มี รูปล่างลักษณะทั่วไปคล้ายกับเพียดหลวง

ประโยชน์การใช้งาน
สมัยโบราณใช้ตวงข้าวสาร หรือตวงเมล็ดพืช แต่ภายหลังจนใช้ลิตรตวงข้าวสารแทน จึงเลิกใช้แคงไปโดยปริยาย 1 แคง ตวงข้าวสาร ได้ประมาณ 1.5 ลิตร

 

 

  บุ่ง

สมัยก่อนบุ่งมีใช้กันทั่วไปในจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน แต่ปัจจุบันบุ่งเป็นของที่หาดูได้ยาก จะคงยังมีใช้อยู่ในชนบทที่อยู่ห่างไกลเท่านั้น บุ่ง สานด้วยไม้ไผ่ รูปทรงกลมสูง เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 50-70 เซนติเมตร ตรงกลางป่องออก ส่วนปากและก้นแคบแต่ไม่มากนัก ที่ตั้งของบุ่งมักจะตั้งไว้ตามชานของยุ้งข้าวหรือตามใต้ถุนบ้าน

วิธีทำ
นำไม้ไผ่ ส่วนใหญ่ใช้ไผ่บง มาจักเป็นตอกยาวหลายปล้องไม้ แยกเป็นตอกซั้งและตอกสานหรือตอกเกี้ยว ตอกซั้งมีขนาดใหญ่ประมาณ 1 เซนติเมตร ตอกเกี้ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ ครึ่งเซนติเมตร สานด้วยลายสอง คือยกสองข้ามสอง บางท้องที่สานด้วยลายทาน คือยกเส้น ข้ามเส้น ก็มี เมื่อสานเสร็จแล้วทาด้วยน้ำรัก แต่ส่วนใหญ่ทาด้วยมูลวัวควายผสมกับดินเหนียว

ประโยชน์การใช้งาน
บุ่งมีประโยชน์หลายอย่าง เช่นเก็บเมล็ดพันธุ์เข้าเปลือกที่เรียกว่าเข้าเชื้อเป็นที่เก็บดอกฝ้ายเก็บฝักนุ่น และปุยนุ่นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิด

 

  แมวขูดมะพร้าว

แมวขูดมะพร้าว หรือที่คนภาคกลางเรียก กระต่ายขูดมะพร้าว คนพื้นเมืองล้านนาเรียก งอง คงเรียกตามรูปร่างลักษณะของเหล็กขูด ซึ่งมีรูปงอ "กองงอง" แมวขูดมะพร้าวมีใช้กันทั่วไป เพื่อขูดมะพร้าวสำหรับทำอาหารทั้งคาวและหวาน

วิธีทำ
มีวิธีการทำฐานหรือขาหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนทำแบบง่ายๆ คือทำฐานเหมือนค่อม (ก๊อบไม้ – ม้านั่งเตี้ย))โดยให้ขาด้านหนึ่งสูง ด้านหนึ่งต่ำ เจาะรูหน้าไม้ด้านสูง แล้วนำเหล็กขูดเสียบเข้าไปก็จะได้ที่ขูดมะพร้าว บางคนที่มีฝีมือและเป็นคนช่างคิดช่างทำ จะนำไม้เป็นท่อนมาถากมาฟันให้เป็นรูปสัตว์ รูปสัตว์ที่นิยมทำก็คือแมว ทำเป็นแมวนั่ง ขาหน้าตรงจึงทำให้ส่วนหัวสูง เจาะรูตรงปากแล้วนำเหล็กขูดเสียบเข้าไปในปากให้แน่นก็จะได้แมวที่น่ารัก และยังขูดมะพร้าวได้เก่งอีกด้วย บางคนก็มีวิธีทำที่ง่ายกว่าทำเป็นรูปแมว ดังในภาพประกอบ คือหาไม้ท่อนที่มีลักษณะคดนิดหน่อย แล้วตัดผ่าส่วนที่เป็นท้องออก ก็จะเป็นเหมือนกับขาสัตว์ 4 เท้า ส่วนที่เป็นหัวจะเจาะเพื่อเสียบเหล็กขูด จึงได้ที่นั่งขูดมะพร้าวอย่างสบาย สำหรับเหล็กขูดนั้นเมื่อก่อนจะจ้างช่างตีเหล็กในหมู่บ้านทำให้ ปัจจุบันพ่อค้าขายมีดจะนำออกขายไปทั่วจึงเป็นของที่หาได้ไม่ยาก

ประโยชน์การใช้งาน
แมวขูดมะพร้าวเป็นสิ่งที่จำเป็นใช้ในครัวเรือน ยิ่งหน้างานบุญยิ่งจำเป็น เพราะต้องขูดมะพร้าวทำขนม หรือทำแกงที่ปรุงด้วยกะทิ แต่ปัจจุบันหาแมวขูดมะพร้าวได้ยาก เพราะเมื่อต้องการใช้กะทิเมื่อใดจะไปซื้อมะพร้าวที่โม่ขายตามตลาด เป็นความสะดวกของคนในปัจจุบัน บางรายยิ่งง่ายและสะดวกกว่านั้นอีก โดยใช้นมสดแทนกะทิ

 

  ส้อหล้อ

ส้อหล้อ รู้จักกันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน ใช้สำหรับดักปลา สานหรือถักด้วยปล้องไม้ไผ่เฮี้ย

วิธีทำ
ใช้ไม้ไผ่เฮี้ยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ซม. นำมาตัดเป็นปล้อง ส่วนปลายของแต่ละปล้องให้เหลือข้อไว้ ผ่าจากด้านโคนไม้ออกเป็นซีกๆ ด้านล่างติดอยู่กับข้อของไม้ จากนั้นจึงใช้ตอกเส้นเดียวสานจากด้านล่างที่ติดกับข้อไม้ โดยสานวนขึ้นด้านบนให้ส่วนบนค่อยๆ ขยายกว้างออกจนถึงปากกระบอก ให้ปากกว้างประมาณ 6-7 ซม.

การใช้งาน
ส้อหล้อ ตามปกติใช้เป็นเครื่องมือดักปลาตามลำเหมืองที่ไม่กว้างมากและมีน้ำไหลแรง เริ่มจากการทำพนังกั้นน้ำ แล้วเสียบกระบอกส้อหล้อไว้กลางลำเหมือง ให้ตัวส้อหล้อจมน้ำ เมื่อปลาว่ายตามน้ำมาจะหลุดเข้าไปในส้อหล้อและกลับออกไม่ได้ แต่ปลาที่ติดอยู่ในส้อหล้อมักจะตายถ้าเจ้าของปล่อยให้ปลาติดอยู่นาน
ต่อมามีการใช้รูปแบบของส้อหล้อมาใช้ประโยชน์อื่น คือใช้ไม้ไผ่ซางมาทำส้อหล้อขนาดใหญ่ ใช้สำหรับตั้งหม้อน้ำดื่มเมื่อมีงานในชุมชนต่างๆ ปัจจุบันยังนำส้อหล้อมาทำเป็นที่เสียบดอกไม้สดประดับในงานต่างๆ อีกด้วย

ก๊อกหมาก


ภาชนะสำหรับรองรับน้ำลาย น้ำหมาก ใส่เศษขยะเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเป็นก็อกหมากที่กษัตริย์ใช้จะทำด้วยทองคำ หรือเงิน ถ้าเป็นพระภิกษุเป็นครูบาสังฆะก็จะใช้ก็อกหมากที่ทำด้วยทองสำริดบ้าง ทำด้วยดินเผาบ้าง ทำด้วยดินเคลือบบ้าง

วิธีทำก็อกหมากทองสำริด
นำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปทรงก็อกหมาก ขนาดเล็กใหญ่แล้วแต่ความพอใจ ขูดผิวดินหรือแต่งผิวดินให้เรียบ ตั้งไว้คว่ำส่วนปากลงข้างล่าง แล้วใช้ขี้ผึ้งแผ่เป็นแผ่นหุ้มลงไปบนดินที่เป็นแม่แบบนั้นให้ทั่ว และแต่งผิวขี้ผึ้งให้หนาบางเสมอกัน เว้นแต่ส่วนก้นที่ต้องใส่ขี้ผึ้งให้หนา และส่วนปากใส่ขี้ผึ้งให้หนาและและทำขอบด้วย เมื่อใส่ขี้ผึ้งแล้วจึงเอาดินเหนียวพอกทับชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง ดินชั้นนี้พอกปิดให้หมด เจาะรูที่ปากขนาดกว้างครึ่งเซนติเมตร 2 รู จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาเผาไฟ เมื่อขี้ผึ้งถูกความร้อนจะละลายไหลออก เมื่อได้แม่พิมพ์แล้วจึงทำการหลอมทองเหลือง ทองแดง หรือสำริดตามต้องการ สำหรับสำริดก็หลอมทองผสมกันคือใส่ทองเหลือง ทองแดง และผสมเงินลงไปด้วย เมื่อทองละลายเป็นน้ำแล้ว ก็เทน้ำทองลงรูที่ปาก น้ำทองก็จะเข้าไปแทนที่ขี้ผึ้ง พอเย็นแล้วก็แกะแม่พิมพ์ออก ขัดแต่งผิวให้เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง

วิธีทำก็อกหมากดินเผา
นำดินขาวมาหมักดองให้เหนียว แล้วใช้ฝ้ายผูกกับไม้ให้ตึงสับเข้าไปในดินเหนียวเพื่อดึงเศษใบไม้หรือเศษหญ้าออก แล้วดองไว้ให้ดินเหนียวนิ่ม จากนั้นนำมาวางบนแป้นหมุน ปั้นเป็นรูปก็อกหมากตามรูปทรงที่ต้องการ นำไปผึ่งลมไว้ในร่ม เมื่อดินด้านนอกแข็งแล้วจึงนำมาเขียนลวดลายต่างๆ เป็นพุ่มดอกบ้าง เป็นลายเครือเถาบ้าง แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง เผาไฟให้สุก จากนั้นจึงทาด้วยน้ำเคลือบที่เตรียมไว้ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำเข้าเตาเผาอีกทีหนึ่ง ก็จะได้ก็อกหมากดินเผาตามต้องการ

การใช้งาน
ก็อกหมากที่นิยมกันทั่วไป ไม่ว่าพระหรือชาวบ้าน คือก็อกหมากที่ทำด้วยดินเผา เพราะทำได้ง่าย และมีราคาถูกกว่าด้วย

 

  กัวะเข้า


กัวะเข้า หรือกวัะข้าว มีใช้กันทั่วไปในถิ่นที่มีคนกินข้าวเหนียว โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนบน กัวะข้าวมี 2 ชนิด คือ กัวะข้าวที่ทำด้วยไม้จิงส่วนใหญ่จะเป็นไม้สัก และกัวะข้าวที่สานด้วยตอกไม้ไผ่

วิธีทำ
การทำกัวะข้าวไม้จิงนั้นตัดไม้สักให้เป็นท่อนบาง ขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร กว้างตามความต้องการใช้ หรือเท่าที่จะหาไม้ได้ โดยมากจะเลื่อยเอาส่วนของโคนไม้สักขนาดใหญ่หรือเลื่อยจากตอไม้สัก เมื่อได้แผ่นไม้มาแล้วขีดเส้นในให้เป็นวงกลม เจาะขุดตามรอยขีดให้ส่วนปากกว้างกว่าส่วนก้น แต่ไม่มาก ขุดลึกลงประมาณ 6 เซนติเมตร เมื่อส่วนในเสร็จแล้วจึงมาแต่งส่วนนอก ไม้ส่วนไหนที่หนาออกไปมากที่สุดจะกันเอาไว้สำหรับทำเป็นที่จับถือ หรือทำเป็นที่แขวน แล้วจึงถากส่วนอื่นให้กลมตามส่วนใน เมื่อเสร็จแล้วจะได้กัวะข้าวที่ใช้การได้

กัวะข้าวไม้ไผ่ จักตอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วนำมาสานด้วยลายสอง ส่วนปากขอบใช้ไม้ไผ่ที่เหลาเป็นปาก ขอบทั้ง 2 ด้านคือด้านนอกและด้านใน ปากสูงประมาณ 3-4 เซนติเมตร รูปล่างลักษณะของกัวะข้าวไม้ไผ่คล้ายกับกระด้งฝัดข้าว

ประโยชน์การใช้งาน
กัวะข้าวใช้เป็นภาชนะรองรับข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วเทออกจากไห จากนั้นคนข้าวเหนียวกลับไปกลับมาเพื่อให้ข้าวสุกนิ่ม และเพื่อให้ข้าวเหนียวเย็นลงจะได้ไม่แฉะในเวลาที่เก็บไว้ โดยก่อนที่จะเทข้าวออกจากไหนึ่งลงไปนั้น ใช้น้ำประพรมให้กัวะข้าวพอชื้นเสียก่อน ป้องกันไม่ให้ข้าวติด กวัะ เมื่อคนข้าวเสร็จแล้วจะแขวนเก็บไว้เพื่อใช้งานในวันต่อไป

 

\

 

  ขิง

ขิง เป็นเครื่องมือดักนกเขา ทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้จิง ในสมัยก่อนชาวบ้านชาวเมืองนิยมเลี้ยงนกเขาไว้ขัน ว่ากันว่าสำหรับคนที่ชอบฟังเสียงขันของนกเขาแล้ว การได้เลี้ยงนกเขาจะมีความสุข สนุกไม่น้อย เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ดักจับนกเขาได้ดี คือ "ขิง"

วิธีทำ
วิธีทำอย่างพิถีพิถัน คือ นำไม้สักหรือไม้อย่างอื่นมาถากให้เป็นคันยาวประมาณ 80 เซนติเมตร ส่วนหัวจะแต่งเป็นรูปนกหรือรูปอะไรก็แล้วแต่ถนัด จากส่วนหัวเข้าไปประมาณ 1 ใน 3 ทำให้เป็นปมสูงกว่าคัน เข้ามาอีกประมาณ 2 ใน 3 ทำเป็นปมสูงยาวตลอดถึงปลาย แล้วเจาะตรงกลางออกให้ดูเป็นไม้ 2 อัน แล้วใช้กิ่งไม้เสียบส่วนหลังยาวตามคันไปข้างหน้า ทำเป็นคอน เมื่อได้ไม้คันเรียบร้อยแล้ว ส่วนก้นของคันใช้ไม้เสียบและสานให้เหมือนกับกรงนก หรือจะใช้โลหะเส้นเล็กๆ ทำเป็นโครงแล้วใช้ตาข่ายคลุมอีกทีหนึ่ง ตรงส่วนหัวใส่แกนแล้วใช้เหล็กดัดกว้าง ประมาณ 30 เซนติเมตร ทำให้คันนี้ยกขึ้นลงได้ ส่วนท้ายของคันผูกยางยืดให้คันนี้พับอยู่ตลอดเวลา แล้วจึงคลุมด้วยตาข่ายให้ตาข่ายหย่อนมากๆ มีไม้คอนเสียบกับปมหลัง คันคอนด้านหลังใส่อหมินกลอนหรือสลักไว้

ประโยชน์การใช้งาน
วิธีใช้ เอานกต่อใส่ในกรงส่วนหลัง มีอาหารและน้ำใส่ไว้ด้วย การติดตั้งให้ดึงคันขึ้นแล้วใช้ หมินไขว้ระหว่างคันกับคอน ใช้เชือกเล็กๆ และยาวขนาดปลายต้นไม้ลงถึงดิน ข้างหนึ่งผูกขิง ข้างหนึ่งปล่อยลง ใช้ไม้ไผ่รวกยาวทั้งเล่ม เสียบเข้ากับขิง แล้วยกขึ้นไปแขวนไว้บนต้นไม้ ให้ปลายเชือกที่ผูกกับขิงเกี้ยวพันกับกิ่งไม้ 1 รอบ ส่วนปลายเชือกหย่อนลงจนถึงดิน สถานที่ตั้งดักนกเขาเป็นบริเวณป่าที่มีนกเขามาหากิน เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้วจึงมาแอบดูอยู่ข้างล่าง เมื่อนกเขาป่าได้ยินเสียงนกตั้ง หรือนกต่อกู่ร้อง ก็จะบินมาในบริเวณนั้น แล้วเข้าไปไกล้นกตั้งกู่เสียงร้องตอบกันไปมา เรียกว่านกเขากำลังส่งเสียงคู่กัน ความสนุกเพลิดเพลินการดักนกเขาจะสนุกตอนนกเขาคู่กันนี่แหละ ดังมีเรื่องเล่าว่า “ลุงคนหนึ่งไปตั้งดักนกเขา เมื่อนกเขาป่ามาแล้วกำลังคู่กันอยู่ ลุงก็แหงนดูด้วยใจจดใจจ่อโดยไม่ยอมกระพริบตา และดูเพลินจนอมหมากหลุดจากปาก แกจึงใช้มือคลำหาอมหมากส่วนตาก็จ้องอยู่ที่นกเขา แกคลำได้ขี้หมาแห้งนึกว่าอมหมาก กผ็หยิบมาอม ตอนหลังเมื่อรู้ว่าเป็นอะไรแกถึงกับอาเจียนทีเดียว” เมื่อนกเขาคู่กันไปมานกเขาป่าขึ้นเหยียบคอนที่ดักไว้เมื่อใด หมินที่ใส่ไว้จะหลุด คันพับจะพับลงครอบนกเขาไว้ ผู้ดักจะหย่อนเชือกเอาขิงลงจากต้นไม้ แล้วจับนกเขาที่ดักได้นำไปเลี้ยงหรือขายต่อไป

 

  โคมบอก

มีใช้กันทั่วไปเกือบทุกบ้าน โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางในเวลากลางคืน เป็นโคมที่ทำง่าย ราคาไม่แพง แต่ใช้ประโยชน์เกินคุ้ม

การประดิษฐ์ก็ไม่ยุ่งยากอะไร นำไม้ไผ่ที่ผ่าแล้วเป็นกีบมีลักษณะคดงอเล็กน้อย ความกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 80 เซนติเมตร กะตรงกลางตามความยาวเจาะรูขนาด 1 x 1 เซนติเมตร ส่วนโคนไม้ที่ต้องทำเป็นด้านล่างนั้นถากเหลาให้แหลม แล้วจึงใช้ไม้จิงหรือไม้ไผ่ก็ได้ ความกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ด้านยาวทำเป็นเดือยออกแล้วสอดเดือยเข้ากับรูของด้ามโดยให้ด้ามที่คดไปด้านหลัง บางคนใต้แป้นนี้ทำเป็นช่องสำหรับใส่ไม้ขีดได้ด้วย แป้นด้านบนเจาะให้เป็นรอยบุ๋มลงความใหญ่เท่ากับตัวตะเกียงที่จะใช้ เมื่อทำด้ามเสร็จแล้ว เอากระป๋องที่มีความกว้างของปากประมาณ 9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร มาเจาะรูด้านหลังของกระป๋องให้เป็น 2 รูเพื่อร้อยลวดให้ติดกับด้าม ด้านข้างที่จะเอาเป็นด้านบนเจาะรูเล็กๆ สัก 8-9 รู อีกด้านหนึ่งเจาะรู 1 รูให้ใหญ่พอที่จะสอดกับหลอดตะเกียงได้ ใช้ตะเกียงนำมันก๊าซขนาดเล็กตั้งบนแท่นแล้วเลื่อนกระป๋องลงสอดกับหลอดตะเกียง คันไม้ที่ให้คดไปด้านหลังเพื่อไม่ให้ร้อนในเวลาที่จับถือไป

โคมบอก หรือ ตะเกียงบอกนี้ ใช้ส่องหาปลาหากบในเวลากลางคืน ไฟจากโคมบอกจะพุ่งออกเป็นลำผ่านปากกระป๋อง ทำให้ข้างหน้ามีแสงสว่าง มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ดี และเมื่อมีลมพัดไฟก็ไม่ดับด้วย เมื่อต้องการใช้มือทั้ง 2 ข้างเวลาหาปลาหรือทำอย่างอื่น ก็ปักคันโคมลงกับดิน ก็สามารถใช้มือทั้ง 2 ข้างได้ นอกจากใช้ในการส่องสัตว์แล้ว ยังใช้ในการทำงานเกี่ยวกับทุ่งนาในเวลากลางคืน เช่น เอาหญ้านา ถอนต้นกล้า ส่องจับตัวแมลงที่มารบกวนพืชผล และยังใช้ส่องในการเดินทางในเวลากลางคืนได้ดีอีกด้วย

 

  ปุ่ม

ปุ่ม มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน สานด้วยไม้ไผ่บงหรือไผ่ซาง สานส่วนก้นก่อนที่เรียกว่าก่อก้น แล้วจึงพับตอกซั้งขึ้นสานลำตัว ส่วนล่างมีลักษณะกลมป่อง คอแคบยาว ตรงปากบิดเป็นเกลียวและมีงาปิด ลักษณะโดยทั่วไปเหมือนกับตุ้มงาไหวที่ใช้ดักปลา ปุ่มใช้สำหรับขังปลาในน้ำไหล โดยจุ่มลงไปในร่องน้ำ ลำเหมือง หรือขังปลาในระหว่างหาปลา ปลาหลายชนิดที่ขังในน้ำเหมืองที่ไหลจะมีชีวิตอยู่ได้หลายวัน

 

  ไม้ด้ามเข้า

ไม้ด้ามเข้า หรือไม้ด้ามข้าว ใช้สำหรับคนข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ๆ ยาวประมาณ 35-40 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 4 เซนติเมตร หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ลักษณะส่วนลำตัวและส่วนปลายแบน ส่วนโคนทำให้กลมเพื่อให้จับสะดวกและไม่เจ็บมือ มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน ทำขึ้นจากไม้ไผ่หรือไม้จริง ส่วนใหญ่จะใช้ไม้จริง ไม้ที่นิยมนำมาทำไม้ด้ามเข้าคือ ไม้ "เหมือดคน" ถ้าหาไม่ได้จะใช้ "ไม้ซ้อ" หรือไม้ "เหม้าสาย" นอกจากบางคนที่มักง่ายเท่านั้นจึงใช้ไม้ไผ่มาทำไม้ด้ามเข้า

วิธีทำ
เมื่อได้ไม้ตามที่ต้องการมาแล้วจะถากส่วนโคนให้กลมเพื่อเป็นที่จับ ประมาณเอาว่ายาวเศษ 1 ส่วน 4 ของความยาวทั้งหมด เหลือ 3 ส่วน จะถากเหลาให้แบน บางคนถากให้แบนทั้ง 2 ด้านเข้าหากัน บางคนถากแบนด้านเดียว เหลาปลายให้มนโค้ง

ประโยชน์การใช้งาน
ไม้ด้ามเข้าใช้คนข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ๆ เมื่อเทออกจากไหลงสู่ภาชนะที่เรียกว่า "กวัะเข้า" ใช้ไม้ด้ามนี้คนข้าวกลับไปกลับมา เพื่อให้เข้าเหนียวนุ่มน่ากิน และคนเพื่อให้เข้าเหนียวใหม่กับเข้าเย็นที่เหลือจากวันก่อนให้เข้ากัน จะทำให้ข้าวไม่แข็งหรือไม่เหนียวจนเกินไป ไม้ด้ามเข้า นอกจากใช้คนข้าวแล้ว ยังใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วย เมื่อมีคนป่วยด้วยโรคลมขึ้นชักจนคางแข็ง คนเมืองเรียกโรคลมนี้ว่า "สันนิบาตคางคับ" เพื่อป้องกันคนป่วยกัดลิ้นตัวเอง หรือเพื่อกรอกยารักษา จึงใช้ไม้ด้ามข้าวงัดปากให้อ้าและคาไว้อย่างนั้นจนกว่าจะรู้สึกตัว อีกประการหนึ่ง เมื่อมีคนเบื่อเห็ด (กินเห็ดพิษ) ให้นำไม้ด้ามเข้าที่ทำด้วยไม้เหมือดคน มาฝน แล้วให้คนที่เบื่อเห็ดกิน เชื่อว่าจะทุเลาและหายจากการเบื่อเห็ดได้ชะงัด

 

 

    หวด, ซ้าหวด

หวด หรือ ซ้า มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบน คือ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก สานด้วยตอกไม้ไผ่ โดยทั่วไปใช้ไผ่เรี้ย หรือ ไผ่บง การใช้ตอกเรี้ยและตอกบงมีข้อดีข้อเสียต่างกัน หวดที่สานด้วยไผ่เรี้ยจะมีความเหนียว ยืดหยุ่นอ่อนตัวได้ดี เวลาบีบปากหวดจะอ่อนตัวตามไม่หัก ส่วนหวดที่สานด้วยไผ่บงมีความแข็งแรงกว่า ข้อเสียคือหักง่าย ส่วนใหญ่นิยมใช้หวดที่ทำด้วยไผ่บงมากกว่า ลักษณะของหวดส่วนที่เป็นก้นจะสานให้ตาห่างกันพอเมล็ดข้าวสารไม่หลุดลอดออกได้ มีมุม 4 มุม ส่วนลำตัวของหวดจะเป็นทรงกลม ปากผายออกกว้างกว่าส่วนก้น ขนาดของหวดมีตั้งแต่ 20 เซนติเมตรไปจนถึง 40-50 เซนติเมตร

วิธีทำ
นำไผ่บงหรือไผ่เรี้ยมาผ่าแล้วจักเป็นตอก 3 ขนาดด้วยกัน คือตอกตัวยืนเรียกกันว่า "ตอกซ้าง หรือ ตอกซั้ง" มีความใหญ่ประมาณ 6 มิลลิเมตร ตอกสานตามขวางเรียกว่า "ตอกเกี้ยว หรือ ตอกอ้อม" มีขนาดใหญ่ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และ “ตอกไพ” สำหรับขัดสานส่วนบน ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ใช้ตอกขนาดใหญ่ก่อก้นเป็นตอกซ้าง แต่ละซ้างใช้ตอก 2 เส้นคู่กัน สานส่วนที่เป็นก้นด้วย "ลายสอง" จากนั้นนำส่วนก้นมาติดกับแม่พิมพ์หวด ใช้ไม้เสียบทแยงมุมให้ตอกส่วนก้นติดกับแม่พิมพ์ แล้วพับตอกขึ้นตามพิมพ์โดยค่อยแยกตอกซ้างที่คู่กันให้อยู่แต่ละเส้นแล้วสานเกี้ยวขึ้นด้วย "ลายทาน" คือยกเส้นข้ามเส้น สานสูงขึ้นตามความต้องการ แล้วใช้ตอกไพไพต่อขึ้นไป การไพใช้ตอกไพ 2 เส้นต่อ 1 รอบ เกี้ยวขัดตามกันไป ไพสูงประมาณ 5 เซนติเมตรแล้วจึง "เม้มปาก" คือเอาตอกซ้างที่เหลือขึ้นไปนั้นพับลงขัดเข้ากับตอกซ้าง ไปทางขวา ม้วยปลายตอกเสียบลงกับตอกไพให้แน่น ก็จะได้หวดไว้ใช้งานตามความต้องการ

ประโยชน์การใช้งาน
หวด หรือ ซ้าหวด ใช้ใส่เข้าสารที่แช่แล้วที่เรียกว่า "ข้าวหม่า" ในตอนเช้าก่อนจะนึ่งข้าวจะต้องเอาข้าวหม่าออกล้างน้ำก่อน โดยการใช้มือวักข้าวหม่าใส่ลงในซ้าหวดแล้วราดน้ำทำความสะอาด และเขย่ากลับไปกลับมาระหว่างที่ล้าง เมื่อน้ำข้าวหม่าออกหมดแล้ว จึงเอาหวดที่ใส่ข้าวตั้งเอียงไว้เพื่อให้น้ำไหลออกจากข้าว จากนั้นจึงเทข้าวออกจากหวดลงสู่ไหโดยบีบปากหวดให้แบนเล็กเพื่อข้าวจะได้ลงสู่ไหได้สะดวกแล้วนึ่งต่อไป นอกจากนี้ หวดยังใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วย ใช้ล้างผักสด ใส่ผักต้มจิ้มน้ำพริกเพื่อให้ผักต้มสะเด็ดน้ำ

  ซ้าเข้าบาตร

ซ้าเข้าบาตร หรือ ซ้าข้าวบาตร ใช้ใส่ของที่ศรัทธาชาวบ้านนำไปใส่บาตร หรือข้าวปลาอาหารที่ล้นบาตร มี 2 แบบ คือ แบบปากอ๊อบ และแบบปากผาย ซ้าเข้าบาตรสานด้วยไม้ไผ่บง สานลายทานคือยกเส้นข้ามเส้น แต่เป็นตาห่าง โดยตอกไม่ชิดกัน สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ ข้างในได้ ปากคาดด้วยไม้ไผ่โดยรอบจึงทำให้ยกได้สะดวกและแข็งแรง บางท้องถิ่นมีหู 2 หู เหมือนหู "ก๋วยก้า" บางแห่งก็ไม่มีหู

วิธีใช้งาน บางท้องถิ่นล่ามวัด หรือคนเก็บข้าวใช้ไม้สอดที่หูหาบไปเก็บเข้าปลาอาหารจากศรัทธาในตอนเช้าเพื่อถวายแด่พระภิกษุในวัด บางแห่งใช้ใส่เข้าปลาอาหารเข้าต้มเข้าหนม ที่ศรัทธาชาวบ้านนำมาตักบาตรที่วัด

ฝาเจิบ

บางแห่งเรียก ฝาเอิบ สมัยโบราณใช้กันทั่วไป ทำด้วยไม้จิง ส่วนมากจะเป็นไม้สัก คงเพราะเจาะสลักได้ง่ายกว่า ด้านในสลักเจาะลงให้มีลักษณะเป็นฝา ด้านนอกทำเป็นปุ่มจับไว้ตรงกลาง คล้ายฝาหม้อน้ำดินเผา บางคนบางครอบครัวสานฝาเจิบด้วยไม้ไผ่ สานลาย 2 ข้างบนแหลมคล้ายกับฝาชีครอบอาหารกันแมลงวัน ส่วนปากบางแห่งกลม บางแห่งเป็นรูป 3 เหลี่ยม
ฝาเจิบหรือฝาเอิบ ใช้เป็นที่ปิดไหข้าว ทั้งเวลาที่นึ่งข้าว และเวลาที่เก็บข้าวในไห และยังใช้แทนจานได้อีกด้วย คือคดข้าวสุกจากไหใส่ในฝาเจิบให้แก่คนที่นั่งห่างจากไหข้าว เมื่อกินอิ่มแล้วก็นำปิดไหข้าวไว้ตามเดิม

วีกาบหมาก


ได้ชื่อตามวัตถุที่นำมาทำ คือกาบของต้นหมาก มีลักษณะเป็น 4 เหลี่ยมผืนผ้า ตัดมุมทั้ง 4 ให้กลมงาม ขนาดกว้างประมาณ 15 ซม. ยาวประมาณ 30 ซม.

วิธีทำ
ใช้กาบหมากแก่และแห้ง ที่ตกลงมาจากต้น ตัดเอาเฉพาะส่วนโคนของกาบหมาก แล้วใช้มีดตัดเหลาโคนให้มีลักษณะ 4 เหลี่ยมผืนผ้า ความใหญ่เล็กแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้ เฉือนให้มีหัวกลม หรือตัดมุม ส่วนที่เป็นแผ่นยาวประมาณ 18 ซม.แล้วจึงเฉือนให้เรียวเล็กลงสำหรับเป็นคันจับกว้างประมาณ 6 ซม. ยาวประมาณ 12 ซม.

การใช้งาน
ใช้พัดให้ความเย็น และ พัดไล่แมลงที่มาตอมรบกวน เช่น พัดให้เด็กขณะนอนหลับ โดยการจับด้าม แล้วจึงพัดโบกไปมา วีกาบหมากเป็นของใช้พื้นบ้านที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้กันเอง สำหรับชาวบ้านทั่วไปใช้กัน ทุกบ้านเรือนทำไว้ใช้โดยเฉพาะในหน้าร้อน หรือในช่วงที่มีอากาศร้อนอบอ้าว เพราะเป็นวีที่ทำขึ้นง่ายและทำได้รวดเร็ว

 

ไหเข้า

ไหเข้า หรือ ไหข้าว ใช้ในการนึ่งข้าว รูปทรงกระบอก มีใช้ทั่วไปในถิ่นที่มีคนกินข้าวเหนียว รวมไปถึงในภาคอีสาน แต่ในภาคอีสานเรียกไหข้าวว่า หวด มีวิธีใช้เหมือนกัน ไห มี 3 ชนิด คือ ไหที่ทำด้วยไม้จิง เช่นไม้สัก ไม้ซ้อ ไม้ฉำฉา เป็นต้น ไหที่ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่สีสุก และไหที่สานด้วยตอกไม้ไผ่

วิธีทำ
ไหไม้จิงนั้นทำยากและใช้เวลาทำมากกว่าชนิดอื่น คือเมื่อได้ไม้ท่อนขนาดที่ต้องการแล้ว นำมาเจาะขุดเอาส่วนในออกเหมือนกับการทำกลอง ส่วนก้นทำเป็นเหงือก เมื่อเจาะเอาส่วนในออกหมดแล้ว ถากส่วนนอกตบแต่งให้เรียบและสวยงาม ความหนาของไหประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนก้นใช้ไม้แผ่นกระดานทำเป็นแผ่นกลมแล้วเจาะรูเล็กๆ สัก 4-5 รู เพื่อใช้เป็นแผ่นปิดก้นไห เรียกแผ่นนี้ว่า "ตาดไห"

ไหกระบอกไม้ไผ่ ทำได้ง่ายเพียงแต่หาไม้ไผ่สีสุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และปล้องที่สวยไม่คดงอ ด้านหนึ่งตัดให้เหลือข้อไม้ไว้เป็นส่วนก้นไห อีกด้านหนึ่งตัดไม่ไห้มีข้อเป็นส่วนปากไห แล้วเจาะรูเล็กๆ ที่ข้อไม้ที่เป็นส่วนก้นไหสัก 4-5 รู

ไหสาน ใช้ตอกไม้ไผ่มีขนาดเส้นใหญ่ประมาณ 2 เซนติเมตร สานด้วยลาย 2 หรือลาย 3 ลักษณะปากผายนิดหน่อย คาดปากทั้งด้านในและด้านนอกด้วยไม้ไผ่ ส่วนก้นใช้ไม้เสียบเป็นรูปกากบาท เพื่อรับแผ่นก้นที่สานด้วยไม้ไผ่เช่นกัน

ไหทุกชนิดก่อนที่จะตัดส่วนสูง หรือสานส่วนสูง มีเคล็ดในการทำโดยการคำนวณด้วยวิธีนับ นิ้วหัวแม่มือของเจ้าของบ้านคือผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว วางตามขวางตั้งแต่ก้นไหขึ้นไปโดยการนับว่า อิ่ม อยาก สลับด้วยหัวแม่มือซ้ายและขวาจนถึงปากไห เมื่อถึงปากไหให้ได้จบคำว่า อิ่ม ถ้าจบด้วยคำว่า อยาก ไม่ดี อนึ่งแม้จะไม่ได้ทำไหเองหากแต่ซื้อตามที่เขาทำขาย ก็จะใช้วิธีนับหัวแม่มือเช่นกัน โดยเลือกซื้อไห ใบที่จบด้วยคำว่า อิ่ม จึงจะเป็นไหที่ดี ไม่อดไม่อยาก แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าตอนวางหัวแม่มือครั้งแรก นับคำว่า อิ่มก่อน หรืออยากก่อน

ประโยชน์การใช้งาน
ไห ใช้นึ่งข้าวเหนียว และใช้นึ่งได้ทั้งผักและเนื้อ สำหรับการใช้นึ่งข้าววันหนึ่งจะนึ่งเพียงตอนเช้าครั้งเดียวกินได้ทั้ง 3 มื้อ เมื่อยกหม้อนึ่งที่ใส่น้ำตั้งไฟแล้ว เอาตาดไหใส่ไว้ที่ก้นไหที่เป็นเหงือกขยับไปมาให้เข้าที่แน่นดีแล้ว จึงเทข้าวหม่าที่แช่ไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนใส่ลงไป อย่ากดหรือเขย่าไหเป็นอันขาด จะทำให้ข้าวแน่น ทำให้ข้าวสุกช้า หรือสุกไม่ทั่วถึง เมื่อใส่ข้าวแล้วยกขึ้นตั้งบนหม้อนึ่ง ระหว่างรอยต่อของปากหม้อนึ่งและก้นไหพันด้วยผ้าชุบน้ำจนเปียกโดยรอบ ป้องกันไม่ให้ไอน้ำออก เรียกผ้าชุบน้ำนี้ว่า "เตี่ยวหม้อนึ่ง" เมื่อข้าวสุกแล้วยกลงเทบนกัวะข้าวคนไปมา ถ้าเป็นไหไม้จิงจะเอาไหนั้นเป็นที่เก็บเข้าสุกอีกทีหนึ่ง คือเป็นทั้งไหนึ่ง และไหเก็บข้าวสุก ส่วนไหไม้ไผ่ และไหที่สานด้วยไม้ไผ่ ใช้นึ่งอย่างเดียว เมื่อเข้าสุกแล้วคนให้นิ่ม จึงเก็บข้าวสุกไว้ในภาชนะอื่น เช่น ก่องข้าว แอ็บข้าว เป็นต้น

 

 

โอ

โอ มีรูปลักษณะคล้ายกับขันน้ำ ปากกว้างก้นกลม ขนาดโดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 20-40 เซนติเมตร สูงประมาณ 20 เซนติเมตร สานด้วยไม้ไผ่บงหรือไผ่เรี้ย สมัยก่อนมีใช้กันทั่วไปในจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน

วิธีทำ
การสานใช้วิธีสานแบบใช้ตอก 2 เส้นข้ามกันไปมากับตอกซั้ง เมื่อสานเสร็จแล้วทาด้วยน้ำรักผสมหาง (ชาด) ด้านนอกเขียนลวดลายประดับให้สวยงาม

ประโยชน์การใช้งาน
โอ ใช้งานได้หลายอย่าง ใส่เข้าตอกดอกไม้ลำเทียนไปทำบุญที่วัด ใส่ดอกไม้เครื่องหอมไปในงานกินแขกแต่งงาน ใส่ของไปในงานบุญต่างๆ ใส่น้ำอบน้ำหอมน้ำส้มป่อยไปสระเกล้าดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในวันสงกรานต์ ใช้เป็นขันตักน้ำอาบ การใช้งานเหมือนกับการใช้ "สลุง" คือขันน้ำในปัจจุบัน

 

 

ตาง

คำว่า “ตาง” หมายถึง แทน หรือต่างในปัจจุบัน สานด้วยไม้ไผ่บง รูปร่างลักษณะคล้ายเพียด บางท้องที่มีขนาดเล็กแต่สูงกว่าเพียด สันนิษฐานว่าในชั้นแรกมีภาชนะอย่างหนึ่งใช้ตวงข้าวเปลือกหรือตวงพืชผลทางการเกษตร ต่อมาเมื่อเลิกใช้ภาชนะนั้น หรือหาไม่ได้แล้ว จึงใช้ภาชนะที่คล้ายกับเพียดนี้แทน และเรียกภาชนะที่ใช้แทนนี้ว่า ตาง มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือตอนบนเหมือนกับเพียด

วิธีทำ
วิธีสานทำเหมือนกับสานเพียด แต่ความหนาของตอกหนากว่า เพราะต้องการความแข็งแรงทนทานมากกว่าเพียด การคาดด้วยหวายจะแน่นหนากว่าเพียด

ประโยชน์การใช้งาน
ใช้ตวงเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ มีข้าวเปลือก ข้าวสาร เป็นต้น การซื้อการขายข้าวจะนับตามจำนวนของตางเป็นมาตรฐาน 1 ตาง ตวงข้าวเปลือกได้ประมาณ 1.5 ถังในปัจจุบัน

 

 

พุง

พุง หรือ ปุง ชื่อนี้คงเรียกตามวิธีใช้หรือลักษณะของวัตถุ คือมีลักษณะเป็นพุงสำหรับเก็บของอย่างกับพุงปลา หรือพุงหมู สำหรับเป็นที่เก็บปัสสาวะ พุงมีรูปลักษณะกลม ส่วนปากคอดเล็กกว่าลำตัว มีใช้กันทั่วไปในล้านนาสมัยก่อน ทางเหนือถึงสิบสองพันนา เชียงรุ่ง เชียงตุง

วิธีทำ
พุงสานด้วยไม้ไผ่เรี้ย สานด้วยลายสอง ขนาดของพุงมีความกว้างเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 20 เซนติเมตรขึ้นไป ความสูงประมาณ 1 เท่าครึ่งของความกว้าง ด้านบนเป็นปากสานให้เป็นบ่าหยักเข้าไปด้านในประมาณ 5 เซนติเมตร สำหรับให้ฝาครอบลงได้ ส่วนก้นมีไม้ไผ่หรือไม้จิงไขว้กันเป็นรูปกากบาทเพื่อเป็นขาตั้งกับพื้น ส่วนคอทั้ง 2 ข้างถักด้วยหวายให้เป็นห่วง เพื่อสอดเชือกผ่านทางก้นสำหรับแขวน หรือสะพายในเวลาเดินทาง เมื่อสานเรียบร้อยแล้วทาด้วยน้ำรัก หรือน้ำรักผสมหาง (ชาด) ทั้งด้านนอกและด้านใน เมื่อรักแห้งแล้วใช้หวายสานทับด้านนอก อีกชั้นหนึ่งเพื่อความคงทนและสวยงาม

ประโยชน์การใช้งาน
โดยมากตั้งไว้ในห้องนอน ใช้เป็นภาชนะเก็บของ เพราะป้องกันแมลงได้ดี เช่น เก็บของใช้ขนาดเล็กตั้งแต่เข็มและด้าย ไปจนถึงเครื่องเงินเครื่องทอง เสื้อผ้า เป็นต้น

 

ลันดักปลาไหล

ลันดักปลาไหล เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของชาวบ้าน ใช้สำหรับดักปลาไหล ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ การทำลอบดักปลาไหลนั้นจะต้องเตรียมไม้ไผ่ลำโต ๆ โดยตัดไว้ประมาณ ๓ - ๔ ปล้อง ให้เหลือข้อไผ่ไว้ด้านหนึ่ง เพื่อทำเป็นก้นล้น ไม่ให้ปลาไหลหนีออกไปได้ ใช้ท่อนไม้หรือมีดทะลวงไม่ไผ่ด้านในให้เป็นรูทะลุถึงกัน เว้นไว้เฉพาะข้อไม่ไผ่ที่ทำเป็นก้นเท่านั้น การทำลันในช่วงนี้มีลักษณะเหมือนกระบองน้ำ ใช้มีดกรีดลำไม้ไผ่ส่วนปล้องที่เป็นก้นให้เป็นร่องเล็ก ๆ ทะลุเนื้อไม้ไผ่ มีความกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร อาจกรีดเป็นร่อง ๓ - ๔ ร่อง การกรีดร่องหรือเจาะร่องกระบอกไม่ไผ่เช่นนี้ เพื่อที่จะให้กลิ่นเหยื่อซึ่งใช้ดักปลาไหลกระจายไปในพื้นน้ำ ในบริเวณนั้นได้สะดวก และจะล่อไปลาไหลเข้าลันได้

วิธีดักปลาไหล ชาวบ้านจะแบกลันไปดันปลาไหลครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่า ๑๐ กระบอก ใช้ ด้านปากลันสานงาด้วยไม้ไผ่ เจาะรูกระบอกไม้ไผ่ให้ทะลุถึงก้นทั้ง ๒ ด้าน เดือยสลักยาวเสียบผ่านงาเพื่อยึดงาและใช้ปักดินเพื่อยึดลันในเวลาดันด้วย

เหยื่อล่อปลาไหลให้ว่ายเข้าไปกิน เช่น ทุบหอยให้แตก ทุบกระดองปูให้แหลก หรือสับตัวปลาให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็นต้น แล้วนำใส่ในน้ำลึก นำงาที่สานมาปิดไว้ที่ปากลัน โดยใช้ไม่สลักสอดใส่ในรูกันไม่ให้งาหลุด การดักปลาไหลจะเอาลันไปไว้มนน้ำลึกประมาณท่วมหัวเข่า ให้ลันอยู่ในแนวนอนกับพื้นดิน มักดักลันในบริเวณน้ำขุ่น ๆ เมื่อปลาไหลได้กลิ่นที่ล่อไว้ในลัน ปลาไหลจะหาหนทางเข้าไปกินเหยื่อ และเข้าทางด้านมีงาได้เท่านั้น ตอนรุ่งเช้ารุ่งขึ้นชาวบ้านไปกู้ลันที่ดักเอาไป เมื่อลันก็จะดึงสลักไม้ที่ขัดงาออกแล้วจึงดึงงาออกมายกปากกระบอกลันใส่ในรู ข้อง ปลาไหลที่ติดอยู่จะร่วงลงไปในข้องพอดี

 

ลอบ

ลอบ เป็นเครื่องมือดักจับปลาที่สานด้วยไม้ไผ่ ใช้หวาย เถาวัลย์ หรือลวดรัดโครงไม้ ลอบมีช่องว่างให้ปลาว่ายเข้าไปติดภายใน ลอบที่ใช้อยู่ในพื้นบ้านมีอยู่ ๓ ประเภท คือ ลอบนอน ลอบยืน และลอบกุ้ง

ลอบนอน ใช้ดักปลาสำหรับน้ำไหล มักจะมีหูช้างอยู่ในปากลอบด้วย โดยใช้แผงเฝือกต่อจากหูช้างทั้งสองข้างกั้นขวาง แม่น้ำ ลำคลอง วางลอบอยู่ในแนวนอน ลอบนอนมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ก้นลอบเป็นรูปรี ๆ สามารถปิดเปิดเอาปลาออกทางก้นลอบได้ ลอบนอนมีความยาวตั้งแต่ ๑ - ๒ เมตร เหลาซี่ไม้ไผ่กลม ๆ ประมาณ ๒๐ ซี่ มัดด้วยหวาย เถาวัลย์ หรือลวด ไม้ไผ่แต่ละซี่ห่างกันเกือบถึง ๓ เซนติเมตร หากจะดักปลาตัวเล็กก็เรียงซี่ไม้ไผ่ให้ชิดกัน ปากลอบดักปลาทำงา ๒ ชั้น เมื่อปลาว่ายเข้าไปแล้วจะออกมาไม่ได้อีก ลอบนอกใช้กับน้ำไหลไม่ต้องใช้เหยื่อล่อ ลอบนอนอีกประเภทหนึ่งใช้กับน้ำนิ่งในฤดูที่ปลาวางไข่ตามริมหนองน้ำ เรียกว่าลอบเลาะ เวลากู้ลอบนอนก็จะเปิดฝาลอบส่วนก้นลอบ เปิดฝาเทปลาใส่ข้องได้ทันที

ลอบยืน ใช้ดักปลาในน้ำลึก จะใช้แผงเฝือกกั้นแม่น้ำหรือไม่ก็ได้ การดัดลอบยืนจะดักน้ำลึกกว่าลอบนอน หากใช้เฝือกกั้นก็ดักลอบยืนไว้ตามน้ำนิ่งใกล้ ๆ กอหญ้า สุมทุมพุ่มไม้ที่อยู่ในน้ำ ปลาที่เข้าไปมักเป็นประหลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลากด เป็นต้น ลอบยืนมีลักษณะเหมือนกับทรงขวดที่วางตั้งไว้ แต่ส่วนปลายลอบยืนนั้นมัดปลายยืนนั้นมัดปลายซี่ไม้ไผ่เข้ารวมกัน ตรงด้านข้างทำงายาวผ่าเกือบตลอด ลอบยืนมีหลายรูปแบบหลายขนาด อาจจะเล็กหรือใหญ่ต่างกัน ลอบยืนบางชนิดเมื่อวางตั้งแล้วจะสูงท่วมหัวคน

ลอบกุ้ง ใช้ลอบนอนหรือลอบยืนก็ได้ แต่การสานซี่ไม้ไผ่จะต้องมีระยะชิดกัน ไม่ให้กุ้งลอดออกไปได้ บางทีใช้ตาข่ายถี่ ๆ หรือผ้ามุ้งคลุมรอบตัวลอบ กุ้งจะว่ายหนีออกไปไหนไม่ได้ เหยื่อที่ใช้ เช่น กากน้ำปลา รำละเอียดผสมดินเหนียวปั้นเป็นก้อนเป็นต้น

 


 

จั่นใย

จั่นใย เป็นเครื่องมือสำหรับดักปลาตัวใหญ่ ๆ ในน้ำจืด เช่น ปลาค้าว ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลากรด ปลากะโห้ เป็นต้น

จั่นใย สานด้วยตอกผิวไม้ไผ่เหลาเส้นหนายาว ๆ สานเป็นรูปทรงกระบอกก้นกระสอบลึก ปากจั่นใยกว้างประมาณเกือบ ๑ เมตร จั่นใยทำจากไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓ เมตร ผ่าเป็นซี่ประมาณ ๒๐ ซี่ ใช้ตอกผิวไม้สานจากก้นมาถึงปากการสานเป็นลายขัดห่าง ๆ กัน ๓ - ๕ เซนติเมตร ส่วนปลายปากจั่นใช้ซีกไม้ไผ่มัดด้วยหวายประกบทำเป็นขอบ ปากจั่นใยจะทำประตูไม้ไผ่ปิดเปิดได้ ที่ประตูจะใช้ไม่ไผ่ลำยาว ๆ สูงท่วมหัวคน ๒ ท่อน เพื่อทำเป็นหลักยึดคาน และใช้เส้นหวายพาดคานแล้วนำปลายเส้นหวายไปมัดกับปิ่น ซึ่งทำเป็นเดือยขัดกับไม้ขวางอีกท่อนหนึ่ง ภายในจั่นใย มีเส้นหวายมัดขวางอยู่ตรงกลาง ๔ - ๕ เส้น เรียกว่า สายใย เส้นหวายดังกล่าวจะยึดกับไม้ขวางที่นำมาขัดเดือยกับปิ่น เวลาปลาตัวใหญ่ ๆ เข้าไปในจั่นใย ปลาจะว่ายไปชนหวาย ๔ - ๕ เส้น เส้นที่เป็นสายใยนั้น ไม้ขวางขัดกับปิ่นจะหลุดออกจากกัน ประตูจั่นที่เปิดล่อปลาจะปิดอย่างรวดเร็ว การที่จะให้ประตูปิดอย่างเร็วนี้ ต้องใช้ก้อนหินถ่วงไว้ด้านบนประตูปากจั่นใย ไม้ไผ่ที่เป็นลำ ๆ ๒ ท่อนด้านปากประตูจะผูกเกราะติดไว้เวลาปลาติดอยู่ในจั่น ปลาจะดิ้นและเขย่าเกราะให้ดังขึ้นด้วยจึงเป็นสัญญาณทำให้รู้ว่าปลาติดจั่นใย แล้ว

วิธีใช้ จะนำจั่นใยไปดักในแม่น้ำลำคลอง ให้ปากประตูหันไปตามทิศทางที่แม่น้ำไหล ดักจั่นใยในบริเวณน้ำลึกระดับปริมาณแค่สะเอว หรือแค่คอคนเท่านั้น มักจะดักริมฝั่ง ในฤดูที่มีน้ำไหลแรงเพราะปลาจะว่ายเลาะริมตลิ่ง ใช้ใบไม้ กิ่งไม้ ปักเป็นแนวเรียกว่า หูช้าง ให้ปลาว่ายเข้าไปในช่องทางที่ดักจั่นใยไว้ ภายในจั่นไม่ใช้เหยื่อล่อใด ๆ จั่นใยในทุกวันนี้ไม่ค่อยจะมีใช้กันอีกแล้ว เพราะปลาตัวใหญ่ ๆ ลดน้อยไปทุกขณะ อีกทั้งชาวบ้านจะใช้อวนลาก และใช้เครื่องมือชนิดอื่น ๆ จับปลา เช่น ไฟฟ้าช๊อตหรือระเบิดขว้าง เป็นต้น

จั่นดักสัตว์

จั่นดักสัตว์ เป็นเครื่องมือดักสัตว์ตัวขนาดปานกลาง เช่น พังพอน อีเห็น เม่น ชะมด เป็นต้น โดยทำกรงไม้ไผ่ให้สัตว์เข้าไปทางช่องประตู เมื่อไปกินอาหารภายในไม้ปืนหรือไม้เดือยซึ่งขัดไว้หลุด ประตูจะปิดกั้นสัตว์ทันที

การดักสัตว์ชนิดการใช้ แร้วทำบ่วงรัดคอ เช่น แร้วธนู แร้วสวรรค์ ตานั่ง รวมทั้งการขัดห้างยิงสัตว์ต่าง ๆ ที่ดักได้มักตายเพราะถูกบ่วงรัดหายใจไม่ออก หรือถูกยิงด้วยลูกศรตาย เป็นต้น กว่าจะกลับบ้านเนื้อสัตว์อาจมีกลิ่นเน่าเหม็นได้ง่ายเพราะการออกไปล่าสัตว์ แต่ละครั้งบางทีต้องเข้าป่าลึก รอนแรมไปในป่าหลายวัน เนื้อที่ได้อาจไม่สดกินไม่อร่อย ฉะนั้นชาวบ้านจึงคิดทำกรงจับสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นเรียกว่า “ จั่นดักสัตว์ ”

จั่นดักสัตว์ทำกรงซี่ ไม้ไผ่ ขนาดคนสามารถแบกไปดักสัตว์ในป่าได้ มีความยาวประมาณ ๒ เมตร กว้างประมาณ ๑ เมตร ใช้หวาย เถาวัลย์ หรือลวด ถักมัดเป็นซี่กลมขนาดนิ้วก้อย มัดห่างกัน ๒ - ๓ เซนติเมตร มีโครงไม้ไผ่ด้านในยึดเป็นช่วง ๆ ทำให้โครงไม้แข็งแรงขึ้น จั่นมีรูปโค้งกลม ด้านล่างกรงจั่นมีพื้นแบนวางกับพื้นดินไม่พลิกได้ ประตูทางเข้าจั่นดักสัตว์ใช้แผ่นไม้กว้างประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑ เมตร ทำร่างประตูเลื่อนขึ้นเลื่อนลง เปิดปิดประตูได้ง่าย ใช้เส้นหวายขนาดยาวประมาณ ๒ เมตรกว่า มัดกับปลายไม้ประตูด้านบน ปลายหวายอีกข้างหนึ่งมัดไม้ปิ่นไว้ขัดกับไม้ขวางตรงห่วงโค้งด้านหลังจั่นดัก สัตว์ ไม้ขวางขัดไม้ปิ่นจะมีใยเส้นหวายเล็ก ๆ แวนกระแตใส่อาหารสัตว์ไว้ อาหารดักสัตว์แล้วแต่ว่าต้องการดักสัตว์ชนิดใด หากดักอีเห็น พังพอน ชะมด เม่น ต้องใช้กล้วยสุกหรือปลาเป็นเหยื่อ เมื่อสัตว์เดินเข้าไปทางประตูที่เปิดไว้ เข้าไปกินอาหารในกระแต กระแตอาหารจะแกว่งทำให้เส้นหวาย ซึ่งมัดไม้ขวางและขัดอยู่กับปิ่นอย่างหมิ่นเหม่หลุดออกจากกัน ประตูจะหล่นลงปิดสัตว์ออกไม่ได้ ผู้ดักสัตว์ต้องหมั่นไปดูกรงจั่นอยู่เสมอ เพราะสัตว์บางชนิดมีฟันคมอาจกัดซี่ไม่ไผ่หนีออกไปได้ ในขณะนี้ไม่มีการใช้จั่นดักสัตว์ชนิดนี้ในหมู่บ้านแล้ว

 

 

งอบกะโล่

งอบ กะโล่ หรือหมวกกะโล่ เป็นเครื่องสวมหัวสำหรับกันแดด กันฝน สานด้วยตอกไม้ไผ่ มีลักษณะใบกลมกว้างเท่ากระด้ง กะโล่ หรือร่ม ด้านนอกกรุใบค้อ ทำรังเหมือนงอบสวมหัว

อาชีพหลักของชาวบ้านโดยทั่วไป ได้แก่ การทำนา ทำไร่ และทำสวน ซึ่งสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้เหมาะแก่การเกษตร อาชีพดังกล่าวนี้ชาวบ้านต้องทำงานกรำแดดกรำฝนในช่วงระยะเวลาอันยาวนาน เช่น พอถึงต้นฤดูทำนา ฝนตกชุกมาก และเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวอากาศจะร้อนจัด ชาวบ้านต้องก้ม ๆ เงย ๆ ใช้เคียวเกี่ยวข้าวตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนกลายเป็นสำนวนพูดกันติดปากว่า “ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ” การทำงานหนักกลางเปลวแดดและกลางสายฝนนี้เอง ชาวบ้านจึงคิดวิธีการป้องกันขึ้น ในช่วงแรกอาจใช้ใบไม้ใบใหญ่ ๆ เช่น ใบตองตึง ใบกล้วย ใบตาล ใบสัก ใบค้อ มาเย็บเป็นรูปกรวยสวมหัว ต่อมาได้พัฒนารูปแบบเป็น งอบกะโล่ งอบ หมวก และร่ม เป็นต้น

งอบกะโล่ หรือหมวกกะโล่ มีใบปีกกว้างมาก ภายในทำเหมือนรังงอบ สานด้วยตากไม้ไผ่เป็นรูปทรงทรงกระบอก ขนาดสวมศีรษะได้พอดี จะสานปีกขยายออกไปเป็นวงกลม มีลายขัดต่าง ๆ เช่น งอบหรือไม่ก็ได้ หากมีโครงสานตอกไม้ไผ่ทำเป็นปีกงอบหรือปีกหมวก ก็จะทำให้วัสดุที่นำมากรุด้านนอกนั้นใช้ได้ทนทานยิ่งขึ้น สำหรับงอบกะโล่ทำง่ายกว่างอบมาก เพราะงอบต้องฉีกใบลานหรือฉีกใบตาลเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ ใช้เข็มเย็บตามโครงปีกงอบอย่างละเอียด ส่วนงอบกะโล่ใช้ใบไม้ที่เรียกว่า “ ใบค้อ ” มีลักษณะใบขนาดใหญ่ขนาดใบตาล แต่ใบอ่อนกว่า ตัดใบค้อทั้งใบตกแต่งให้กลม กรุด้านนอกแล้วถักหรือเย็บด้วยหวาย ตอก ลวด ด้าย เป็นต้น นำงอบกะโล่ไปผึ่งแดดให้แห้ง ใช้น้ำมันยางทาให้เลื่อมเพื่อป้องกันตัวมอดและทำให้ใช้ไดทนทานยิ่งขึ้น

งอบกะโล่ เมื่อสวมแล้วจะป้องกันแดดและฝนได้ดี เพราะมีปีกงอบกว้าง ในปัจจุบันไม่มีการใช้งอบกะโล่หรือหมวกกะโล่อีกแล้ว เพราะใบค้อที่นำมากรุหายากในสมัยนี้

 

เคียว

เคียว เป็นเครื่องมือสำหรับเกี่ยวข้าว เกี่ยวถั่ว และเกี่ยวหญ้าต่าง ๆ แต่จุดประสงค์ที่สำคัญคือ ใช้เกี่ยวรวงข้าวเป็นหลัก

เมื่อชาวนาปักดำต้นกล้าจนกระทั่งออกรวง และเมล็ดแก่จัดรวงข้าวเหลืองไปทั่วทุ่งนา แล้วจะใช้ท่อนไม้ไผ่ยาว ๆ นวดข้าวให้ล้มไปทิศทางเดียวกัน จะได้ใช้เคียวเกี่ยวข้าวได้สะดวก ข้าวไม่พันกัน เคียวเกี่ยวข้าวมีหลายแบบ เช่น

เคียวกระสา ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงกว้างเหมือนคอนกกระสา เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวซึ่งใช้วิธีปักดำ เพราะต้นข้าวแบบปักดำต้นข้าวจะกอใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้เคียววงกว้าง

เคียวกระยาง ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงแคบกว่าเคียวกระสา วงเคียวที่แคบกว่านี้เหมือนคอนกกระยาง ใช้เกี่ยวข้าวนาดำและนาหว่านซึ่งกอข้าวไม่ใหญ่นัก จะทำด้ามจับยาวและนิยมใช้กันมากที่สุด

เคียวงู ลักษณะปลายเคียวเหมือนหัวงู วงเคียวแคบกว่าเคียวกระยาง มีคอคอดตรงคองู เหมาะสำหรับเกี่ยวฟ่างและรวงข้าวที่พันกันยุ่งไม่เป็นระเบียบ จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้าวทีละรวงในบางครั้ง เคียวงูจะทำด้ามงอ เพื่อให้มือจับได้ถนัดมีแรงดึงได้มาก ปกติมักใช้เกี่ยวข้าวฟ่างมากกว่าเพราะต้นข้าวฟ่างค่อนข้างเหนียว

เคียวขอ ส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตร คงได้รับอิทธิพลมาจากเคียวเกี่ยวข้าวของจังหวัดแถบภาคอีสาน และประเทศกัมพูชา เป็นต้น เคียวขอบางทีเรียกว่า “ กรูด ” เคียวขอจะใช้เกี่ยวกิ่งไม้หรือรากไม้เนื้อแข็ง ซึ่งมีลักษณะโค้งงออยู่แล้วถากและเหลาให้เรียบ ให้ส่วนเป็นขอมีความโค้งเป็นวงกว้างมาก เสี้ยมปลายแหลมให้แหลม ขอนี้จะใช้สำหรับกวาดต้นข้าวให้มารวมกัน เมื่อจับรวงข้าวได้แล้วจะพลิกเคียวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับขอมาเกี่ยวรวงข้าว แล้วใช้ขอด้านล่างกองรวม ใช้มือจับประคองฟ่อนรวงข้าวให้ไปกองรวมกัน เพื่อผูกมัดด้วยตอกหรือซังข้าวมัดเป็นฟ่อน

 

  เครื่องสีข้าว

  เครื่องสีข้าว เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสีเปลือกข้าวให้ร่อนออกจากเมล็ด ซึ่งเรียกว่า ข้าวกล้อง แล้วนำไปใส่ครกตำทำให้ข้าวขาวเป็นข้าวสาร วิธีใส่ครกตำเรียกว่าซ้อมข้าว การสีข้าวมีวิธีการคล้ายโม่แป้ง เครื่องสีข้าวสานด้วยผิวไม้ไผ่เป็นรูปกระบอก มีขอบสูงทำเป็นถาดรองข้าวกล้อง ส่วนประกอบที่สำคัญ ๕ ส่วน คือ ท่อนฟันบน ท่อนฟันล่าง แกนหมุน ไม้คาน และ คันโยก ท่อนฟันบน สาน ด้วยผิวตอกไม้ไผ่เป็นรูปทรงกลมสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร วัดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปรขวางเป็นไม้คาน ให้ปลายไม้ทะลุผิวไม้ไผ่ที่สานท่อนฟันบนออกมาข้างละ ๒๕ เซนติเมตร

ไม้คานที่โผล่จะเจาะรูให้ทะลุเพื่อให้สลักคันโยก ซึ่งมีเดือยสอดไว้สำหรับโยกให้หมุนไปโดยรอบ ใช้ดินเหนียวอัดให้แน่นพรมด้วยน้ำเกลือเพื่อให้ดินรัดตัวแน่นขึ้น และป้องกันปลวกไม่ให้เข้าไปกัดเครื่องสีข้าวด้วย ตรงศูนย์กลางท่อนฟันบนทำเป็นรูกลวงไว้ เมื่อเทข้าวเปลือกลงไปภายในท่อฟันบน เวลาท่อนฟันบนหมุนข้าวเปลือกจะไหลลงไประหว่างท่อนฟันบนและท่อนฟันล่างซึ่งทำ ขบกันอยู่ ฟันบนและฟันล่างที่ใช้เสียดสีเปลือกข้าวแตกออกจากเมล็ดจะทำด้วยแผ่นไม้แข็ง บาง ๆ สลับกับดินเหนียวคลุกแกลบอัดจนแน่นหลาย ๆ ซี่จนรอบท่อนฟันบนและฟันล่าง ท่อนฟันล่าง สานด้วยผิวตอกไม้ไผ่ทำเป็นถาดขอบสูงรองรับข้าวกล้องที่สีแล้ว เจาะรูให้ไหลลงมาที่กระบุงหรือถังรองรับตรงกลางท่อนฟันล่างอัดดินเหนียว พรมด้วยน้ำเกลือเช่นกัน ทำฐานรองรับฟันล่าง แกนหมุน ทำด้วยไม้แกนหมุนไว้ตรงศูนย์กลางของท่อนฟันล่างอัดดินให้แน่น แกนหมุนจะเป็นเดือยสอดไม้คานที่ขวางไว้ ไม้คาน ทำด้วยไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปร ยาวประมาณ ๒ เมตร ขวางท่อนฟันบนเจาะปลายไม้เมื่อสอดสลัดคันโยก คันโยก ใช้ลำไม้ไผ่โต ๆ ทำเป็นคันโยกมีมือจับเจาะรูปลายไม้คันโยกทำสลักเดือยสอดกับรูไม้คาน

การสีข้าวจะใส่ข้าวเปลือกเข้าไปในส่วนลึกเว้าของท่อนฟันบน ใช้มือโยกหมุนเวียนไปด้านขวามือของผู้หมุน จนได้เป็นข้าวกล้อง แล้วนำมาซ้อมข้าวเพื่อเก็บไว้สำหรับหุงกินต่อไป

 

คราดมือเสือ


คราดมือเสือ หรือที่เรียกว่า คราดเล็ก เป็นเครื่องมือของชาวบ้านสำหรับชักลากเศษฟางออกจากเมล็ดข้าวเปลือก และสามารถทำความสะอาดลานบ้านโดยการชักใบไม้เศษหญ้า เศษขยะได้อีกด้วย

คราดมือเสือ มีซี่คราดเป็นซี่ ๆ จำนวน ๘ - ๑๐ ซี่ ปลายแหลมรูปลักษณะคล้ายมือเสือจึงเรียกว่า คราดมือเสือ

วิธีทำ ไม้ประกอบเป็นคราดมือเสือ ๓ ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่เจาะทำตัวคราด ใช้ไม้เนื้อแข็งหรือไม้สักก็ได้ ที่เลื่อยเป็นแผ่นแล้วมีขนาดหนาประมาณ ๕ เซนติเมตร ตัดแผ่นไม้มีความยาวประมาณ ๓๐ - ๕๐ เซนติเมตร ผ่าแผ่นไม้กว้างประมาณ ๘ - ๑๐ เซนติเมตร ใช้กบไสให้ผิวเรียบ ใช้สว่านเจาะรูไม้ ส่วนด้านหน้าให้เป็นรูห่างกันเป็นระยะ ๆ จำนวนเท่ากับซี่ไม้ที่เหลากลม จำนวน ๘ - ๑๐ ซี่ ซี่ไม้ดังกล่าวจะยาวประมาณ ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร ใช้โคนซี่ไม้สอดรูที่เจาะเตรียมไว้ ให้ปลายด้านแหลมของซี่ไม้อยู่ด้านล่าง เพื่อจะได้ชักลากเศษฟางหรือเศษผงที่ไม่ต้องการออกได้ง่าย ซี่มือเสือที่เหลากลม ๆ นี้อาจเหลาจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งก็ได้ เจาะรูตรงกึ่งกลางไม้คราดมือเสือ เพื่อสอดไม้ไผ่ที่ทำเป็นด้ามจับมีความยาว ๓ - ๔ เมตร เหลาผิวและข้อให้เรียบร้อย ไม่ให้มีเสี้ยนหนาม

การใช้คราดมือเสือมักใช้ในลานข้าว เวลาใช้พลั่วตัก เมล็ดข้าวเปลือกสาดให้แรงลมพัดเอาเศษผงเศษฟางออกจากเมล็ดข้าวเปลือก ชาวบ้านใช้คราดมือเสือชักลากเศษฟางออกไป เมล็ดข้าวเปลือกจะไม่ติดไปเพราะซี่คราดมือเสือมีระยะห่างกันพอสมควร ทุกวันนี้มีการใช้คราดมือเสือกันน้อยมาก เพราะมีเครื่องจักรแยกเศษผง เศษฟาง ซังข้าว ได้อย่างรวดเร็ว

 

   

คราด

เป็นเครื่องมือใช้สำหรับการทำนาชนิดหนึ่ง โดยใช้ครูดกับดินที่ไถให้ก้อนดินแตกละเอียด ก่อนที่จะปลูกข้าวหรือหว่านเมล็ดข้าวเปลือก

ตัวคราดจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้พะยอม เป็นต้น คราดมีส่วนประกอบ แม่คราด ลูกคราด มือคราด และ คันคราด ส่วน ที่เป็นแม่คราดทำจากแผ่นไม้ค่อนข้างหนาประมาณ ๒ - ๔ นิ้ว หน้ากว้างประมาณ ๑๕ - ๒๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒ - ๔ เมตร ใช้กบไสให้ผิวไม้ที่เป็นแม่คราดเรียบ เจาะรูด้วยสว่านให้รูกว้างพอที่ลูกคราดจะสอดใส่ไปได้ การเจาะรูในตัวแม่คราดให้ทะลุไม้ด้านบน การเจาะรูใส่ลูกคราดจะเว้นระยะห่างพอสมควร คราดอันหนึ่งเจาะรูใส่ไว้ประมาณ ๑๐ - ๑๕ ลูก ถ้าคราดใช้วัวเทียมควายตัวเดียว คราดจะมีขนาดเล็ก ลูกคราดจะมีน้อย แต่ถ้าเทียมวัวเทียมควาย ๒ ตัว คราดยาว ลูกคราดมีมากขึ้น

ส่วนที่เป็นลูกคราด เหลา ให้เป็นซี่ ๆ มีความยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร โคนลูกคราด ปลายที่ครูดกับดินเรียวแหลม ตอกโคนลูกคราดสอดกับรูที่เจาะไว้ในตัวแม่คราด รูที่เจาะจะใช้สิ่วตกแต่งรูให้เป็นสี่เหลี่ยม โคนลูกคราดถากเป็นสี่เหลี่ยมด้วย หากใส่ลูกคราดไปในรูที่เตรียมไว้ไม่แน่นพอ ต้องใช้ลิ่มตอกแซมให้แน่น บางแห่งลูกคราดอาจใช้เหล็กท่อนยาวแทนไม้

มือคราด หรือ ที่จับคราดจะทำเป็นคันยาวเกือบเท่าตัวแม่คราด เจาะรูแม่คราดไว้ ๒ รู ใช้ไม้ ๒ ท่อน ตั้งเป็นเสาเข้าเดือยกับไม้ที่เตรียมไว้เป็นที่เป็นจับมือ มือจับคราดมักเหลาให้กลมเพราะจะได้ไม่เจ็บมือ

คันคราด จะใช้ไม้ไผ่ เช่น ไม้รวก หรือไม้เลี้ยงที่แก่จัด ๒ ลำ ยาวประมาณ ๓ - ๕ เมตร ใช้ไม้ส่วนโคนใส่ในรูที่เจาะไว้ตัวแม่คราด ๒ รู ตอกลิ่มให้แน่น ส่วนปลายคันคราดใช้ลิ่มเจาะรูไม้ไผ่ยึดติดกันเป็นรูปชายธง เวลาใช้คราดผูกเส้นหนัง เช่น หนังวัว หนังควาย ที่ทำเป็นเกลียวเชือก เรียกว่าหัวคราด หรือเส้นเชือกใหญ่ผูกติดที่ปลายคันคราด เพื่อมัดบริเวณกึ่งกลางแอก

วิธีใช้ ให้ลูกคราดครูดกับดินที่ไถให้ร่วนซุย หากจะให้คราดครูดดินให้ลึกต้องใช้แรงกดลงไปที่มือจับคราด หรืออาจใช้เท้าเหยียบตัวแม่คราดก็ได้ นอกจากคราดจะทำให้ดินละเอียดแล้ว คราดยังสามารถปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอกันได้ เช่น ถ้าคราดไปถึงพื้นดินที่เป็นแอ่ง เป็นหลุมก็จะกดคราดเอาดินไปทิ้งไว้บริเวณนั้น ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการใช้คราดไม้กันแล้วเพราะได้มีการใช้เหล็กประดิษฐ์เป็น คราดเหล็กแทน และยิ่งมีรถไถนาชนิดเดินตามซึ่งใช้กันโดยทั่วไป จะมีผาลหรือจานซอยดินให้ละเอียดอยู่แล้วการใช้คราดจึงไม่ค่อยมีความจำเป็น ต่อไป

 

 

 

ครกไม้

ครกไม้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ครกซ้อมมือ ครกตำข้าว เป็นต้น ครกไม้เป็นของใช้สำหรับตำข้าวเปลือก ตำงา ตำถั่ว ตำข้าวเม่า แต่ส่วนใหญ่ในสมัยก่อนมุ่งใช้เพื่อตำข้าวเปลือกเป็นหลัก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงสีข้าวเหมือนในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงต้องหาวิธีตำข้าวเปลือกให้เป็นเม็ดข้าวสารไว้หุงกิน จึงคิดประดิษฐ์ครกไม้ขึ้นมา

ครกไม้จะใช้ท่อนไม้ใหญ่ทั้งลำต้น มักเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้พะยอม ฯลฯ ชาวบ้านตัดท่อนไม้ยาวประมาณ ๑ เมตร ตัดหัวท้ายให้ผิวเรียนเสมอกัน เพราะเมื่อเวลานำครกตั้งไว้จะได้ตั้งได้ตรงไม่กระดกเอียงไปมาได้ จากนั้นเจาะส่วนตรงกลางด้านบนของท่อนไม้ไม่ให้เว้าลึกลงไปเหมือนครกหิน การเจาะลึกจะใช้ขวานโยนและค่อยตกแต่งไปเรื่อย ๆ ให้ปากครกกว้าง ก้นครกลึกสอบเข้าเป็นหลุมลึกประมาณ ๕๐ เซนติเมตร

เมื่อทำครกเสร็จแล้วต้องทำสากซึ่งได้ทำ ๒ วิธีการ
๑ . ทำสากมือชนิดใช้ไม้ท่อนเดียวกลม ๆ ยาวประมาณ ๒ เมตร เหลาให้คอดกิ่วตรงกลาง เพื่อเป็นมือจับปลายสาก ๒ ข้างมน ใช้สำหรับตำข้าว
๒ . ทำสากชนิดใช้ไม้ ๒ ท่อน คือ ท่อนหนึ่งสำหรับตำ อีกท่อนหนึ่งเป็นมือจับ เรียกว่า สากโยนหรือสากมือ

การตำ สิ่งของต่าง ๆ เช่น ตำข้าว ตำงา ตำพริก ตำแป้งขนมจีน และอื่น ๆ อาจตำคนเดียว หรือ ๒ - ๓ คนก็ได้ ถ้าตำหลายคนต้องตำสลับกัน เมื่อตำสิ่งของละเอียดจะมีคนคอยใช้มือกลีบไปกลับมาให้ตำทั่วถึงกัน ในปัจจุบันครกดังกล่าวนี้นับวันจะหมดไป เพราะความไม่สะดวกในการใช้ ยังมีใช้อยู่บ้างตามแถวชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ

 

 

ครกกระเดื่อง

เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าว ตำถั่ว ตำข้าวโพด และตำแป้ง เป็นต้น บางทีก็เรียกครกกระดก หรือเรียกว่า มอง ก็มี

ปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมาก จะมีอยู่ในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าว หรืออาจจะอยู่ห่างไกล พวกชนกลุ่มน้อยบางพวก เช่น พวน โซ่ง แม้ว อีก้อ ซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควร

ตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ ตัดให้เป็นท่อน สูงประมาณ ๕๐ - ๖๐ เซนติเมตร ขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่น ๆ ให้เป็นเบ้าลึกลงไป ให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ ๑ ถัง ทำคานไม้ยาวประมาณ ๓ - ๔ เมตร เพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าวตั้งเสา ๒ ต้นฝังดินให้แน่น อยู่ในแนวเดียวกัน กลางเสาทั้ง ๒ ต้นใช้สิ่วเจาะรู หรือบากไม้ให้เป็นร่อง แล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง ๒ ต้นให้ขนานกับพื้นดิน วางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสาก ใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา ๒ ต้น

วิธีใช้ จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสาก เมื่อใส่ข้าว ข้าวโพดที่เป็นฝักๆไปแล้ว จะใช้แรงเหยียบที่ปลายคาน ด้านที่ยึดติดกับเสา ๒ ต้น เมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไป สากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หก เวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลง สากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครก การตำข้าว ตำฝักถั่ว ตำฝักข้าวโพด จะต้องมีคนช่วยกัน คนหนึ่งเป็นคนเหยียบ อีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึง หากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อย ๆ จะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ด ชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่ง เพื่อฝัดให้เศษผงต่าง ๆ ปลิวออกไป แล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออก ก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป

 

  อีจู้

เป็นเครื่องดักปลาไหลชนิดหนึ่ง สานด้วยไม้ไผ่ มีงาแซงอยู่ริมก้นใส่เหยื่อไว้ในกะพล้อ บางแห่งเรียกว่าอีจู้ว่า กระจู้ หรือจู้

อีจู้ มีลักษณะกลมป่องส่วนก้น แล้วเรียวที่ส่วนบน คล้ายคนโทใส่น้ำบ่างชนิด หรือคล้ายรูปหม้อคอสูง ขนาดของอีจู้โดยทั่วไปวัดตามเส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนก้นมีความยาวตั้งแต่ ๒๐ - ๔๐ เซนติเมตร เมื่อวางตั้งมีความสูงตั้งแต่ ๕๐ เซนติเมตร จน สูง ๑ เมตร การสานอีจู้ใช้ตอกไม้ไผ่เหลาบาง ๆ เริ่มสานที่ก้นเป็นลายขัดสี่เหลี่ยมเป็นตาห่าง ๆ แต่ต้องไม่ให้ปลาไหลลอดออกไปได้ แล้วสานในแนวตั้งขึ้นมาเป็นลายขัดทึบ สานปลายปากอีจู้เรียวแคบลงทีละน้อย ๆ ส่วนริมปลายปากจะบานออกเล็กน้อย เพื่อวางที่ปิดส่วนใหญ่ใช้กะลามะพร้าว หรือเศษฟางเศษหญ้าจุกปากให้แน่น ริมก้นอีจู้ด้านหนึ่งใดจะสานเป็นช่องวงกลมไว้ เพื่อใส่งาแซมให้ปลาไหลเข้า โดยทั่วไปแล้วอีจู้แต่ละอันจะมีงาแซงอยู่ ๑ ช่องเท่านั้น ภายในสานไส้อีจู้จะทำด้วยไม้ไผ่ลายขัดห้างๆทำเป็นกรวยใส่เหยื่อล่อปลาไหล บางทีเรียกว่า “ กะพล้อ ” หรือรอง สามารถดึงเข้าดึงออกได้ เหยื่อที่ใส่ให้ปลาไหลเข้าไปกิน มักใช้เนื้อหอยโข่งนา ปูตายทุบให้แหลกหรือเนื้อปลาสับ

การดักปลาไหลจะดักในน้ำนิ่งตามริมหนอง คลอง บึง หรือตามแปลงนา ความลึกของน้ำไม่มากนัก ต้องให้ส่วนปลายปากอีจู้โผล่พ้นน้ำเพราะปาลไหลจะได้ขึ้นมาไม่ได้ ใช้ใบหญ้าคลุมอีจู้แต่งช่องทางให้ปลาไหลเข้าไปทางงาแซงได้สะดวก ช่องงาแซงอยู่ในระดับพื้นดินใต้น้ำพอดี ปลาไหลซึ่งชองอาศัยอยู่ในโคลนเลน เมื่อได้กลิ่นเหยื่อจะหาทางเข้าไปกิน จนกระทั่งเข้าช่องงาแซงนั้น แต่ก็ไม่สามารถกินเหยื่อได้เพราะใส่ไว้ในกะพล้ออีชั้นหนึ่ง ทำให้เหยื่อไม่หมด ปลาไหลตัวอื่น ๆ จะเข้าไปอีก การกู้อีจู้อาจกู้วันละครั้ง หรือดักไว้หลาย ๆ วันก่อนจึงมากู้ก็ได้

เบ็ดพาน

เบ็ดพาน เป็นเครื่องมือตกปลาชนิดหนึ่ง โดยมัดเบ็ดไว้เป็นจำนวนมากที่ค่าวเชือกเรียงกันเป็นระยะ ๆ แต่ไม่เกี่ยวเหยื่อล่อปลาใด ๆ ทั้งสิ้น บางทีชาวบ้านเรียกเบ็ดประเภทนี้ว่า เบ็ดอนาถา หรือเบ็ดระแวง

การทำเบ็ดพานจะซื้อเบ็ดขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้เบ็ดเบอร์ ๕ ฟั่นเชือกทำเป็นค่าวยาวประมาณ ๕๐ เมตร ใช้เชือกฟั่นมัดกับตัวเบ็ดเป็นเงื่อนเรียกว่า เงื่อนตระกุดเบ็ด สายเบ็ดแต่ละสายจะยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ระยะมัดเบ็ดห่างกันแต่ละสายประมาณ ๑๐ เซนติเมตร

การมัดเบ็ดถี่เช่นนี้ เพราะต้องการให้ปลาตัวใหญ่ ๆ ที่ว่ายผ่านไปมาถูกเบ็ดเกี่ยว โดยเฉพาะในสมัยก่อนมีปลาชุกชุมมาก ดังในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวว่า “ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ” ได้สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง แม้ในสมัยอยุธยา ธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็ยังมีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่มากมาย การใช้เบ็ดพานขนาดใหญ่ไม่เกี่ยวเหยื่อล่อปลา มัดค่าวขวางแม่น้ำไว้ ถ้าในสมัยนี้ยากที่ปลาจะว่ายน้ำมาถูกเบ็ดเกี่ยวตัวได้ เพราะปลาในแม่น้ำตัวใหญ่ ๆ มีน้อยไม่ชุกชุมเหมือนสมัยก่อน

วิธีใช้ ขึงค่าวขวางแม่น้ำให้ตึง มักใช้เรือพายไปขึงค่าวเบ็ด ใช้ก้อนหินมัดถ่วงค่าวเป็นระยะ แต่อย่าให้ก้อนหินถ่วงหนักมากเกินไป บริเวณที่มัดก้อนหินถ่วงที่มัดก้อนหินถ่วงก็มัดทุ่นลอยไว้ตลอดค่าวทุ่นลอย อาจทำจากกระบอกไม้ไผ่ ทุ่นไม้โสน หรือลูกมะพร้าวแห้ง การมัดทุ่นดังกล่าวจะทำให้เบ็ดไม่จมอยู่ใต้ก้นพื้นน้ำ แต่จะจมเท่ากับระยะเส้นเชือกที่มัดตัวเบ็ดกับค่าวนั้น เบ็ดพานจะหย่อนลงไปในแม่น้ำ ถ้าปลาว่ายมาถูกเบ็ด ขอเบ็ดจะเกี่ยวตัวปลา ปลายิ่งดิ้นเบ็ดมัดไว้ในระยะถี่ก็จะเกี่ยวกับตัวปลาอีก ส่วนใหญ่ปลาที่ติดเบ็ดพานมักเป็นตัวปลาตัวใหญ่ไม่มีเกล็ด เช่น ปลาค้าว ปลากด ปลาสวาย เป็นต้น การเก็บเบ็ดพานจะทำไม้ประกบตัวเบ็ดไว้ให้มิดชิด และสะดวกในการใช้ ไม่ทำให้สายเชือกค่าวพันยุ่งติดกัน

ปัจจุบันเบ็ดพานหาดูได้ยาก และไม่มีใช้ในการตกปลาแล้ว

 

ไถ

ไถ เป็นเครื่องมือประกอบการทำนาทำไร่ ใช้ควายหรือวัวลากเพื่อกลับดิน แล้วใช้คราดหรือขลุบทำดินที่ไถให้เป็นก้อนเล็กลง เพื่อเพาะปลูกพืชได้สะดวก

การใช้ไถของชาวบ้านในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ มักใช้ไถเดี่ยวมากกว่าไถคู่ ที่เรียกว่าไถเดี่ยวเพราะใช้ควายลากไถนาเพียงตัวเดียว เหตุที่นิยมใช้ควายลากเพราะว่ามีความแข็งแรงไม่กลัวฝนที่ตกอยู่เสมอ หากใช้วัวเตรียมดินเพาะปลูกมักใช้วัวเป็นคู่สำหรับเตรียมลากคราดและขลุบ

ไถมีส่วนประกอบ คือ


คันไถ เป็นส่วนโค้งงอนเสียบเข้าเดือยกับหางยาม ไม้ที่นำมาทำคันไถจะใช้ไม้แดง ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน โดยเลือกกิ่งต้นที่มีลักษณะโค้งงอคล้ายรูปคันไถอยู่แล้ว ใช้ขวานถากไม้ให้มีขนาดเล็กลง ใช้บุ้งและกระดาษทรายขัดเนื้อไม้ให้เรียบ ปลายคันไถมักจะทำเป็นรูปดอกบัวตูม เจาะรูส่วนปลายเพื่อร้อยเชือกหนังมัดกับแอกน้อยไถควายลากไถ


หางยาม
เป็นส่วนที่เข้าเดือยกับคันไถซึ่งใช้ลิ่มตอกให้สนิทและแน่น โคนไม้หางยามจะเข้าเดือยกับหัวหมู ส่วนปลายหางยามถากและเหลาเล็กลง ปลายงอเป็นมือจับเวลาไถนา


หัวหมู
เป็นส่วนฐานวางติดพื้น มีรูปร่างเหมือนหัวหมู ปลายหัวหมูด้านหน้า ถากเป็นเดือยสอดเข้ากับผาลไถนา ก่อนใส่ผาลกับหัวหมูจะเคียวครั่งจนเหลว ทาครั่งร้อน ๆ บนผิวไม้หัวหมูประกบกับผาลเหล็ก เมื่อครั่งเย็นจะทำให้ผาลและหัวหมูยึดติดกันแน่น


คอม
เป็นไม้โค้งวางพาดคอควายหรือวัว เพื่อมัดเชือกปลายคอม ๒ ด้าน ชาวบ้านเรียกว่า “ เชือกค่าว ” นำปลายเชือกไปมัดกับปลายแอกน้อยอีกทอดหนึ่ง


แอกน้อย
เป็นไม้ท่อนสั้นประมาณ ๕๐ เซนติเมตร เจาะรูตรงกลางแอกน้อยเพื่อร้อยเชือกหนังหรือหวาย ปลายแอกน้อย ๒ ข้าง ควั่นรอยลึกสำหรับผูกเชือกค่าวให้ควายดึงไปข้างหน้า

การไถนา ใช้วัว ควาย ลากไถกลับดินเพาะปลูกเหมือนสมัยก่อน เริ่มหาดูได้ยากขึ้นเป็นลำดับ เพราะเปลี่ยนมาใช้รถไถนาชนิดเดินตามเกือบหมด วัว ควายที่เลี้ยงไว้พลอยลดน้อยลงไปด้วย แม้จะหาปุ๋ยคอกหรือมูลวัว มูลควาย มาใช้ทาหรือยาลานนานวดข้าวยิ่งหาลำบากขึ้น ไถซึ่งเคยใช้ก็กลายเป็นเศษฟืนก่อไฟเกือบหมดแล้ว

 

เตาฟืน

ใช้เป็นที่ก่อไฟสำหรับตั้งหุงข้าวและทำอาหาร การทำเตาฟืนในสมัยก่อนมีหลายลักษณะ เช่น การใช้ก้อนดินวางเป็นเส้า ๓ ก้อน ใช้หม้อวางก็เป็นอันว่าใช้ได้ ต่อมาประดิษฐ์ที่วางหม้อให้สวยงามขึ้น โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อน ปลายเรียวโค้งเข้าหากัน ตากดินให้แห้งใช้ทำเป็นก้อนเส้า การใช้ก้อนเส้าเป็นเตาฟืน มักหุงข้าวและทำอาหารตามใต้ถุนบ้าน ไม่สามารถยกขึ้นไปทำบนบ้านได้ เพราะไฟจะไหม้พื้นกระดานจึงได้คิดฐานดินรองรับก้อนเส้า โดยหมักดินเหนียวกับแกลบ หรือรำหยาบไว้ประมาณ ๗ วัน ทำโครงไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑ เมตร ใช้ดินที่หมักใส่ไปในโครงไม้ให้ดินหมักแผ่ราบเรียบไปกับแบบโครงไม้นั้น ความหนาของดินประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ตากดินหมักให้แห้งเพื่อนำไปใช้เป็นที่รองก้อนเส้า โครงไม้ดังกล่าวนี้เรียก “แม่สีไฟ”

หลังจากการใช้เตาฟืนชนิดก้อนเส้า ๓ ก้อนตั้งแล้ว ก็มาใช้เตาชนิดฟืนชนิดปั้นด้วยดินหมักเป็น รูปวงกลม มีปากช่องว่างสำหรับใส่ฟืนได้สะดวก เจาะรูระบายอากาศรอบ ๆ ด้าน ช่วงด้านบนใช้วางหม้อ หากใช้หุงต้มบนบ้านต้องใช้โครงไม้แผ่นดินหมักอัดรองเป็นพื้นฐานเช่นกัน เตาชนิดใช้เส้า และเตาวางหรือเตารูปวงกลมจะใช้ฐานดินรองคนละชิ้นส่วน โดยไม่ปั้นดินให้เชื่อมติดกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้นจึงมีผู้คิดทำเตาฟืนให้ที่รองรับก้นหม้อกับฐานแผ่นดิน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น เชื่อมติดก้นรองรับกับก้นหม้อที่วางหม้อทำเป็นรูปวงกลม ปล่อยสูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร มีช่องด้านหน้าเปิดสำหรับใส่ฟืนได้เตาวงวางหม้อหนาเหล็กโค้งเป็นวงกลม ใช้ดินพอกเพื่อได้รับน้ำหนักได้มากขึ้น

ปัจจุบันเตาฟืนดังกล่าวนี้หาดูได้ยากในพื้นบ้าน เพราะมีการใช้ไฟฟ้าและแก๊สเข้ามาแทน จึงจะเห็นแต่เตาไฟฟ้าและเตาแก๊สแทนเตาฟืนในอดีต

 

  ไซ

ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ ทำด้วยไม้ไผ่ด้วยหวายเถาวัลย์ ตอกหรือลวด ใส่งาแซงเป็นช่องทางให้ปลา กุ้ง ปู เข้าไปภายใน ไซมีหลายลักษณะ วิธีการทำและการใช้แตกต่างกันไป เช่น

ไซปากแตร ทำเป็นรูปกรวย ปากไซบานออกเป็นรูปปากแตร มักใช้กะลามะพร้าวเป็นฝาปิดเปิด เทปลาออกด้านนี้ ส่วนกลางไซคอดมีงาแซงสำหรับเป็นช่องทางเข้าของปลา ไซปากแตรจะใช้แตรจะใช้หวายผูกร้อยซี่ไม้ไผ่เป็นช่องถี่ ๆ แม้แต่กุ้ง และปลาตัวขนาดเล็กเล็ดออกไม่ได้ ไซปากแตรมีความยาวตั้งแต่ ๑ - ๒ เมตร เวลาดักไม่ใส่เหยื่อล่อไว้ภายในแต่วางดักไว้ตามคันนาหรือใช้เฝือกกั้นเหมาะ สำหรับดักตามช่องน้ำไหล

ไซท่อ สานด้วยผิวไม้ไผ่เป็นลายขัดทึบ รูปลักษณะคล้ายท่อดักปลา แต่ขนาดสั้นกว่ามาก มีความยาวประมาณเกือบ ๑ เมตร ใส่งาไว้ด้วย ดักสัตว์น้ำทุกประเภทในบริเวณน้ำไหล

ไซลอย สานด้วยผิวไม้ไผ่เป็นลายขัดตาสี่เหลี่ยมต่าง ๆ มีรูปทรงกลมก้นด้านบนจะคอดเหมือนคอขวด มีฝาปิดเปิดเอาปลาออก เส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ปากกว้างมีความยาวประมาณ ๑ เมตร ใช้ดักปลาในน้ำนิ่ง โดยวางไซลอยไว้ช่วงน้ำตื้น ๆ แหวกกอข้าวหรือกอหญ้าวางแช่น้ำไว้ ปลาที่กินตามน้ำตื้น ๆ หรือไปวางไข่จะเข้าทางช่องงา ปลาที่เข้าไซลอยมักเป็นปลากระดี่ ปลาสลิด และปลาหมอ เป็นต้น

ชนัก

เป็นเครื่องแทงจระเข้ ทำด้วยเหล็กปลายแหลมเป็นรูปลูกศร มีด้ามเป็นไม้ไผ่ยาวใช้เชือกมัด เวลาพุ่งไปถูกจะปล่อยเชือกผ่อนไปเรื่อย ๆ จนจระเข้ดิ้นหมดแรงจึงดึงเข้ามาใกล้ฝั่งแล้วแทงให้ตาย

สมัยก่อนบึงบอระเพ็ดในจังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้จำนวนมาก เวลาน้ำเหนือไหลบ่าท่วมท้นฝั่งจระเข้จะหนีออกจากบึงว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมา ทางต้นน้ำลำธาร มีนิทานพื้นบ้านเกิดขึ้นคือ ไกรทองชาละวัน ผู้สูงอายุเล่าว่าจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นมาจากลำน้ำน่านมาอาศัยอยู่ในคลองคเชนท์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร กินคนสัญจรไปมาทางเรืออยู่เสมอ ในที่สุดก็มีหมอจระเข้อาสามาปราบและแทงด้วยหอกไม้ จระเข้ตัวใหญ่ตาย เรื่องดังกล่าวจึงผูกเป็นเรื่องราวเล่าสืบทอดกันมา จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในรัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละครนอกเรื่องไกรทองขึ้น นอกจากนี้ชาวบ้านแถบอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ยังเล่าเรื่องคลองหนึ่ง ในสมัยก่อนมีจระเข้ว่ายน้ำไปอาศัยอยู่ในบึงกะโล่มากมาย ชาวบ้านจะไปทำไร่ทำนาต้องขี่ควายข้ามคลอง มักจะถูกจระเข้กินบ่อย ๆ จระเข้ที่อาศัยอยู่ในคลองว่ายมาจากลำแม่น้ำระหว่างอยู่ในน้ำ จระเข้ได้กลิ่นจะไม่กล้าเข้ามาทำอันตราย เวลาพายเรือหาปลา หรือข้ามฟากแม่น้ำจระเข้ก็มักหมุนเรือทำให้เรือล่ม แล้วกัดกินคน

เมื่อจระเข้มีจำนวนมากจึงเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง รวมทั้งผู้คนด้วย การฆ่าจระเข้จะช่วยลดภัยจากการสัญจรทางน้ำและยังได้ประโยชน์จากตัวจระเข้ คือหนังนำไปทำเครื่องใช้มีราคาแพงมาก การฆ่าจระเข้ที่อยู่บนบกจะใช้ไม้ทุบหรือใช้คันหลาวเสี้ยมปลายแหลมคมแทง ต่อมาพัฒนาเป็นหอกไม้มีเงี่ยงเหมือนลูกศรแทง หากจระเข้อยู่ในวังน้ำวนไหลเชี่ยวอยู่ใกล้ ๆ ตลิ่ง ชาวบ้านจะต้มฟัก คั่วทราย คั่วกรวดให้ร้อนจัด โยนใส่ปากจระเข้ จะทำให้จระเข้ตายหรือหนีออกจากบริเวณนั้น

ชนัก เป็นอาวุธอย่างหนึ่งใช้แทงจระเข้โดยเฉพาะ พัฒนามาจากการทำหอกไม้เป็นเงี่ยงเป็นหอกเหล็ก ใช้เหล็กขนาด ๔ หุน เผาไฟตีปลายแบบทำเป็นลูกศรแหลมคม ตัวชนักหรือหอกเหล็กยาวประมาณครึ่งเมตรครึ่งเมตร ส่วนโคนเหล็กทำรอยคอดไว้มัดเชือกพวนเส้นยาว ๆ สวมโคนเหล็กกับไม้เนื้อแข็ง หรือลำไม้ไผ่ซึ่งเจาะรูไว้ ทำเป็นด้ามยาวประมาณ ๓ เมตร การล่าจระเข้ต้องใช้เรือลำใหญ่เป็นพาหนะ ใช้คนพายหัวพายท้ายคนแทงอยู่ตรงกลาง เมื่อเห็นจระเข้จะต้องพายคู่ขนานกันไปจะแทงได้สะดวก หากจระเข้หนุนเรือก็แทงได้ง่ายขึ้น มักใช้ชนักแทงที่ปาก ลำตัว ด้ามชนักจะหลุดออก ผ่อนเชือกพวนมัดกับเหล็กไปเรื่อย ๆ คนพายจะรีบพายเรือเข้าหาฝั่ง มิเช่นนั้นจระเข้อาจหนุนเรือคว่ำ ดึงจระเข้ขึ้นฝั่งได้แล้วฤทธิ์เดชอันตรายจะน้อยกว่าอยู่ในน้ำมาก

ชนักแทงจระเข้หาดูได้ยาก เพราะจระเข้ตามแม่น้ำลำคลองและบึงไม้มีแล้ว นอกจากอาศัยตามแหล่งสงวนสัตว์น้ำเท่านั้น การใช้ชนักจึงหมดสิ้นไป

 

 

ชงโลง

ชงโลง บางทีก็เรียกว่า โชงโลง กะโซ้ หรือที่โพงน้ำ ชงโลงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของชาวบ้าน ซึ่งใช้สำหรับวิดน้ำหรือโพงน้ำ ส่วนใหญ่ใช้วิดน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกพืชพรรณต่าง ๆ หรือวิดน้ำจับปลาไว้เป็นอาหาร ชงโลงมีลักษณะคล้ายเรือครึ่งท่อน แต่มีลักษณะเล็กกว่า วัสดุที่นำมาทำชงโลงใช้ผิวไม้ไผ่จักเป็นตอก และมักจะสานเป็นลายสองหรือลายสาม ที่ปลายขอบจะเหลาไม้ไผ่หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วใช้ไม้ไผ่ประกบตอกที่สานสานในส่วนปลายขอบ เพื่อให้มีความคงทนถาวรไม่หลุดลุ่ยได้ง่ายไม้ไผ่ที่ใช้สำหรับประกบนั้นจะมัด ด้วยหวาย ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกว่า การขอดหัวหรือการขอดหัวแมลงวัน เป็นการผูกมัดเงื่อนหวายให้แน่นวิธีหนึ่ง

ชงโลงมีด้ามยาว ๆ ทำด้วยไม่ไผ่เช่นกัน ไม้ไผ่ส่วนปลายที่ติดกับปากชงโลงใช้ไม้จริงค่อนข้างเหนียว สมัยโบราณนิยมใช้ไม้ข่อยเจาะรูไม้ไผ่แล้วใช้ไม้ข่อยสอดรูให้ได้พอดิบพอดี มีลักษณะเหมือนไม้กางเขน ใช้หวายผูกมัดไม้ข่อยอีกครั้ง ส่วนปลายบนอาจจะทำในลักษณะค้ำยันด้วยไม้ไผ่สามเส้า ชาวบ้านเรียกขาหยั่ง เอาปลายเชือกมัดหลักที่ค้ำยันนั้น เวลาโพงน้ำหรือวิดน้ำจะจับด้ามชงโลงตักน้ำสาดไปข้างหน้า

ปัจจุบัน การใช้ชงโลงวิดน้ำเพื่อการเกษตรหรือการจับสัตว์น้ำ มักไม่ค่อยใช้กันเหมือนในอดีตแล้ว เพราะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาใช้แทนที่ บางสถานที่ยังมีการใช้ชงโลงอยู่บ้าง แต่ชงโลงแทนที่จะสานด้วยไม้ไผ่ จะใช้กระป่องหรือปี๊บทำเป็นชงโลงใช้วิดน้ำแทน

 

 

จิบไซ

จิบไซ เป็นเครื่องมือดักปลาซึ่งใช้จิบและไซประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อดักปลาในบริเวณที่มีน้ำไหลแรง ๆ

ในช่วงฤดูน้ำหลากฝนตกชุก ชาวบ้านต่างกักเก็บน้ำไว้เพื่อการเกษตร หากเป็นแปลงนาก็จะทำคันนากั้นน้ำไว้ ตามห้วย หนอง คลองบึง จะสร้างฝายทำนบไว้เป็นคันสูง ๆ เพื่อทดน้ำเข้าแปลงนา เมื่อใช้น้ำเพาะปลูกข้าวเพียงพอมีน้ำไหลท่วมท้นฝั่งทำให้พืชพรรณอื่น เสียหาย จึงมีการทำช่องระบายน้ำขนาดกว้างระบายน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว ปลาที่ว่ายมาตามน้ำในช่วงนี้มีมาก เพราะผสมพันธุ์และเจริญเติบโตมาจากต้นน้ำลำธาร การที่จะใช้เครื่องดักปลาประเภท ท่อปลา ลอบ ไซ จั่น ฯลฯ จึงไม่สะดวกด้วยเหตุที่ช่องระบายน้ำกว้าง และมีน้ำไหลแรงเชี่ยวมาก

จิบไซ เหมาะสำหรับดักปลาในช่องน้ำไหลแรง ๆ จิบใช้เส้นเชือกพันถักเป็นตาแหสี่เหลี่ยม ปากจิบกว้างตั้งแต่ ๑ - ๓ เมตร ขึงให้พอดีกับช่องระบายน้ำหรือประตูน้ำ ปลายก้นจิบจะกว้างกว่าปากไซเล็กน้อย ไซที่นำมาผูกกับจิบนี้ เป็นไซขนาดใหญ่กว่าไซดักปลาตามปกติ ปากไซกว้างคล้ายปากแตร ไม่ต้องมีงาแซงใด ๆ ไซยาวตั้งแต่ ๒ เมตรขึ้นไป มัดก้นจิบยุ้มติดกับปากไซให้แน่น ปล่อยไปตามแรงกระแสน้ำไหล ไซใช้ซี่ไม้ไผ่เป็นซี่เล็ก ๆ ประมาณเกือบร้อยกว่าซี่ ถักด้วยเส้นหวายเป็นช่วง ๆ ซี่ไม้ไผ่จะเรียงถี่ ปลาตัวเล็ก ๆ หรือกุ้งลอดออกไม่ได้ การดักจิบไซต้องหากิ่งไม้จำนวนหนึ่งมากันพวกเศษสวะ ผักตบชวา หรือเศษหญ้าอื่น ๆ ไม่ให้พัดพาเข้าไปในจิบไซได้ เวลากู้จับปลาออกจะใช้ไม้หรือเชือกดึงส่วนตัวไซเข้ามาหาตัว แก้มัดตรงปากไซออก คว่ำปากไซเทใส่ข้องที่เตรียมไว้

การรักษาจิบให้คงทนต้องย้อมด้วยยางตะโก หรือลูกมะเกลือผึ่งแดดให้แห้ง ส่วนไซก็ต้องทาน้ำมันยาง รมควันผึ่งแดดบ่อย ๆ ซี่ไม้ไผ่จะได้กรอบผุง่าย ปัจจุบันมักไม่ใช้จิบไซแล้ว แต่ใช้จิบอย่างเดียวเพราะสะดวกในการใช้มากกว่าจิบไซ

 

ทุง

ทุง หมายถึง เครื่องใช้ในการประดับ และเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมชนิดหนึ่ง มีลักษณะตรงกับภาษาบาลีว่า “ ปฎากะ ” หรือธงปฏาก ที่ทางภาคกลางเรียกว่า “ ธงตะขาบ ” คือเป็นธงที่ทำด้วยวัสดุต่าง ๆ ตามความเหมาะสม มีความยาวอย่างตัวตะขาบ เวลาแขวนประดับนั้น ให้แขวนที่หัวธงแล้ว ปล่อยชายยาวลงมาเบื้องล่าง ทุงมีบทบาท และความเป็นมาที่ยาวนานดังที่พบในศิลาจารึกวัดพระยืน ซึ่งพบที่วัดพระยืน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ทุงมีความตอนหนึ่งว่า “… วันนั้นตนท่านพระญาธรรมิกราชบริพารด้วยฝูงราชโยธามหาชน ลูกเจ้า ลูกขุน มนตรีทังหลายยายกัน ให้ถือ ช่อทง เข้าตอกดอกไม้ไต้เทียนตีพาดดังพิญค้องกลอง ปี่ สรไนพิสเนญชัยทะเทียด กาหล แตรสังข์มานกังสดาล ”

ซึ่งหมายความว่า ในปี พ . ศ . ๑๙๑๓ นั้น “ เจ้าท้าวสองแสนนา ” หรือพระญาเจ้ากือนาแห่งเมืองเชียงใหม่ และข้าราชบริพารไปต้อนรับพระสุมนเถระ ซึ่งมาจากสุโขทัย ในกลุ่มผู้ที่ไปรอต้อนรับพระสุมนเถระนั้น ก็ได้ยืนเรียงรายกันถือเครื่องสักการะต่าง ๆ เช่น ถือ ช่อ คือธงสามเหลี่ยมขนาดเล็ก และถือ ทง คือธง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ทุง อยู่ด้วย และในขบวน ต้อนรับนั้น ยังมีการบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ อีกด้วย

ทุงอาจแยกได้หลายชนิด ทั้งการแยกตามวัสดุ แยกตามขนาดและแยกตามหน้าที่ในการใช้งาน
ทุงในภาษาไทใหญ่เรียก “ ตำข่อน ” ภาษาพม่าเรียก “ ตะขุ่น ”

วัสดุที่ใช้ทำทุง
๑ . ผ้าหรือฝ้าย เช่น ทุงชัย ทุงใย เป็นต้น
๒ . ไม้ เช่น ทุงกระด้าง ทุงไม้ เป็นต้น
๓ . กระดาษหรือพลาสติก เช่น ทุงพระญายอ ทุงสิบสองราศี เป็นต้น
๔ . โลหะ เช่น ทุงเหล็ก ทุงทอง ทุงเงิน เป็นต้น

จำแนกทุงตามการใช้งาน
๑ . ทุงประดับ คือทุงที่ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ซึ่งมี พอย ( อ่าน “ ปอย ”) คืองานสมโภชฉลองถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความสวยงาม และยังใช้เป็นเครื่องหมายนำทางไปสู่บริเวณงานด้วย ทุง ที่ใช้ตกแต่งสถานที่ เช่น ทุงชัย ทุงกระด้าง ทุงบอก ทุงพระบด ทุงช้าง
๒ . ทุงที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ทุง ที่ใช้พิธีกรรมทั้งพิธีกรรมที่เป็นงานมงคลและอวดมงคล อาจพบว่ามีลักษณะและการใช้ดังนี้

๒ . ๑ ทุง ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมงานมงคล ได้แก่ ทุงค่าฅิง ทุงสิบสองราศี ทุงไส้หมู ทุงเจดีย์ซาย ทุงค้าง เป็นต้น
๒ . ๒ ทุง ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมงานอวมงคล ได้แก่ ทุงสามหาง ทุงแดง หรือ ทุงผีตายโหง ทุงเหล็ก หรือ ทุงทุงทอง

๓ . ทุงที่ใช้ประกอบการเทศน์ ได้แก่ ทุงดิน ทุงซาย ทุงไม้ ทุงชืน ทุงเหียง ทุงเงิน ทุงฅำ ทุงเข้าเปลือก ทุงเข้าสาน ทั้งนี้จะใช้ประกอบในพิธี ตั้งธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติ ในเดือน ยี่เพง ( วันเพ็ญเดือนสิบสอง ) หรืองาน ตั้งธัมม์หลวง เดือน สี่เพง ( วันเพ็ญเดือนยี่ ) โดยการปัก ทุง ดัง กล่าวนี้ในกัณฑ์เทศน์หรือประดับตามอาคารที่มีการเทศน์ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือศาลาบาตร เป็นต้น ทั้งนี้ ตามคติความเชื่อของคนในล้านนา ในการทำ ทุง ประกอบการเทศน์นี้ก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก

นอกจากนี้ การใช้ทุงประกอบการเทศน์ “ พระเจ้าสิบชาติ ” ยังต้องให้สอดคล้องกับการเทศนาธรรมเรื่องต่าง ๆ ในทศชาติอีกด้วย ดังนี้
๑ . ทุงดิน
๒ . ทุงทราย
๓ . ทุงไม้
๔ . ทุงชืน ( ธงดีบุก )
๕ . ทุงเหียก ( ธงดีบุก )
๖ . ทุงเหล็ก
๗ . ทุงทอง ( ธงโลหะ )
๘ . ทุงเข้าเปลือก ( ธงข้าวเปลือก )
๙ . ทุงเข้าสาน ( ธงข้าวสาร )
๑๐ . ทุงเงิน
๑๑ . ทุงฅำ ( ธงทองฅำ )

ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์แรก คือ เตมิยชาดก
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๒ คือ ชนกกุมาร
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๓ คือ สุวรรณสาม
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๔ คือ เนมิราช
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๕ คือ มโหสถ
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๖ คือ ภูริทัต
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๗ คือ จันทกุมารชาดก
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๘ คือ นารถชาดก
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๙ คือ วิธูรบัณฑิต
ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๑๐ คือ เวสสันดร
ใช้ประกอบการเทศน์เรื่อง สิทธาตถ์ หรือ สิทธาตถ์ออกบวช คือ
เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวช

๔ . ทุงที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชา ทุง ที่ใช้ตกแต่งสถานที่ที่มีงานสมโภชนั้น ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นเครื่องพุทธบูชาด้วยเช่นกันด้วยถือว่า ทุง ที่ใช้ในงานมงคลก็ถือเป็นสิ่งมงคลทั้งสิ้น ส่วน ทุง ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องพุทธบูชาเฉพาะนั้น ได้แก่ ทุงซาววา ( ยี่สิบวา ) หรือ ทุงพันวา ทุง ดังกล่าวนี้เป็น ทุงชัย ชนิดหนึ่งมีขนาดความกว้างยาวมากกว่า ทุงชัย โดยไม่จำเป็นต้องมีความยาวครบตามจำนวนวาที่ใช้เรียกชื่อ ทุง ก็ได้ ดังที่พบว่า ทุงพันวา นั้น โดยปกติจะยาวประมาณสิบวา

ลักษณะการใช้งาน เนื่องจากเป็น ทุง ที่มีความยาว และผืนใหญ่มาก จึงไม่อาจหา คันทุง ที่ ใช้ปักได้ ดังนั้นจึงให้ประดับในวิหารโดยการพาดไปมาตามขื่อ หรือตอกตะปูโยงไปมาภายในอาคาร บางแห่งใช้แห่ร่วมขบวน โดยให้ผู้ร่วมขบวนเดินถือชายธงต่อ ๆ กัน

ในวัดของชาวไทลื้อหรือวัดของชาวไทเขิน จะมีผู้ทำ ทุง ลักษณะคล้ายกับ ทุงชัย แต่สวยงา และวิจิตรบรรจงกว่า บางผืนมีลวดลายปักด้วยด้ายสีมันวาว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือชาดกต่าง ๆ แล้วนำ ทุง อันสวยงามเหล่านี้นำไปแขวนไว้ในวิหาร หรือหน้าพระประธานในวิหาร ถือเป็น ทุง ที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชาทั้งสิ้น

ความเชื่อและอานิสงส์การทานทุง
ผลดีในการทาน ทุง หรืออานิสงส์ในการถวายธงปฏากนี้ ปรากฏในคัมภีร์ใบลานชื่อ สังขยาโลก จารด้วยตัวอักษรธรรมล้านนา มีภิกษุรูปหนึ่งได้ไปเห็นไม้ตายแห้งท่อนหนึ่ง มีลักษณะยาวงามดีมาก ท่านก็นึกที่จะเอาต้นไม้ไปทำเป็นเสา ทุง บูชา ไว้ ในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ แต่บังเอิญท่านมีอันเป็นลมปัจจุบันถึงแก่กรรมลงในทันที ก่อนที่วิญญาณของท่านจะออกจากร่าง ท่านมีจิตประหวัดถึงไม้ท่อนนั้น จึงทำให้ต้องไปปฏิสนธิเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ ที่ไม้ต้นนั้น ได้รับทุกขเวทนาเป็นเวลานาน ท่านจึงดลใจให้ชาวบ้านทราบว่า เวลานี้ท่านได้มาเกิดเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ต้นนั้น หากพวกชาวบ้านมีศรัทธาอยากจะให้ท่านพ้นจากกองทุกข์ ก็ขอให้สร้าง ทุงเหล็กทุงทอง ถวายทานไว้ในพระศาสนา จึงจะช่วยบันดาลให้ท่านหลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ได้ เมื่อชาวบ้านทราบเช่นนั้น ก็สร้าง ทุงเหล็กทุงทอง ถวายไว้ในพระศาสนา พระภิกษุรูปนั้นจึงพ้นจากกองทุกข์ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง …

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏศักราช มีความดังนี้ สิงห์คุตต์อำมาตย์เอาทุงไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรีครั้นสิ้น อายุจะไปตกนรก พระยายมราชก็แสดง ทุง นั้นให้เห็นแล้วกล่าวว่า “ เมื่อท่านทำบุญวันนั้น ท่านยังกรวดน้ำแผ่กุศลถึงเราและบัดนี้ท่านจงขึ้นไปบนสวรรค์เทอญ ”

และอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ยังมีนายพรานผู้หนึ่งล่าเนื้อมาตั้งแต่อายุได้ ๑๕ ปี จนถึงอายุได้ ๔๘ ปี วันหนึ่งเข้าป่าไปเพื่อจะล่าเนื้อ บังเอิญไปถึงวัดศรีโคมคำ ( จังหวัดพะเยา ) ได้เห็นพระปฏิมากรองค์ใหญ่และมีการประดับ ทุง เป็นพุทธบูชาเมื่อยามลมพัดต้อง เกิดความสวยงามก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อกลับถึงบ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำ ทุง แล้วเอาไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่นั้น ครั้นนายพรานผู้นี้ตายไป พระยายมราชมิทันได้พิจารณาก็เอาโยนลงนรก ในทันใดนั้น ทุง ที่ นายพรานเคยทำเพื่อถวายพระประธานองค์ใหญ่นั้นก็พันเอาตัวนายพรานพ้นจากนรก เสีย พระยายมราชจึงพิจารณาดูแล้วก็บอกให้นายพรานขึ้นไปอยู่บนสวรรค์

สำหรับรายละเอียดของ ทุง แต่ละชนิด จะได้กล่าวถึงตามลำดับดังนี้
• ทุงกระด้าง
ทุงกระด้าง มี ลักษณะเป็นธงตะขาบที่ทำด้วยแผ่นไม้สังกะสีหรือวัสดุอื่น มีลายประดับ ที่ส่วนปลายทั้งสองด้านมักจะทำให้แหลมขนาดพอเหมาะกับเส า ใช้แขวนติดไว้กับเสาโดยปลายแหลมด้านหนึ่งชี้บ อีกด้านหนึ่งจะชี้ลงข้างล่าง ลวดลายที่แกะสลักบน ทุงกระด้าง นั้น ได้แก่ ลายพรรณพฤกษา ลายดอกไม้ ลายสัตว์ต่าง ๆ ( สัตว์ประจำปีเกิด ) นอกจากนี้ยังนิยมทาสีหรือประดับด้วยกระจกสี ตลอดจนมีการลงรักปิดทองอีกด้วย นิยมใช้ ทุง ชนิดนี้ติดตั้งในวิหารเพื่อบูชาพระประธานติดตั้งไว้หน้าโบสถ์ วิหาร หรือเจดีย์ และแม้กระทั่งกลางลานวัดทั้งนี้ ทุงกระด้าง ที่ประดับอยู่ภายนอกอาคารจะใช้วัสดุหลากหลาย เช่น ไม้ ไม้และสังกะสี หรือปูนซีเมนต์ ก็ได้ ส่วน ทุงเหล็กทุงทอง ซึ่งแม้จะเป็น ทุงกระด้าง ก็จริง แต่มีบทบาทต่างออกไปจากที่กล่าวมานี้

ลักษณะลวดลายของ ทุงกระด้าง อาจจะแยกออกได้ ๓ รูปแบบคือ
๑ . ทุงกระด้าง ที่มีลักษณะส่วนกลางพองนูนออกมาซึ่งจะเห็นลวดลายเต็ม ทุง ทั้งแผ่น ทุง ในรูปแบบเช่นนี้มักจะทำด้วยสังกะสี เมื่อมองผ่านลาย ทุง ลง ไปจะเห็นพื้นที่ซึ่งอาจทำให้เป็นสีต่าง ๆ แวววาว แผ่นสังกะสีฉลุมักนิยมทาสีทองสีเหลือง หรือสีอ่อน ๆ เช่น สีชมพู สีขาว เป็นต้น นอกจากนี้ ทุงกระด้าง ยังอาจตกแต่งด้วยกระจกสีหรือลงรักปิดทองก็ได้

๒ . ทุงกระด้าง ที่ประดับกระจกตรงส่วนกลางแทนการปิดทอง กระจกที่ใช้จะเป็นกระจกเกรียบ หรือกระจกเงาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ วางเรียงให้พอเหมาะกับความยาวของ ทุงกระด้าง บริเวณ ที่ทำด้วยสังกะสีนั้นจะมีการตกแต่งเป็นลวดลายฉลุบ้าง หรือตัดสังกะสีเป็นรูปกลีบดอกไม้บ้าง แล้วจึงทาสีทับลายนั้นอีกครั้งหนึ่ง หรืออาจประดับด้วยกระดาษสีเพื่อความสวยงามยิ่งขึ้นก็ได้

๓ . ทุงกระด้าง ที่ประดับด้วยไม้ซ้อนทับกันจนเป็นชั้น ทุง แบบนี้ จะซ้อนไม้ที่มีขนาดต่างกันซ้อนทับกันในบริเวณส่วนกลางของ ทุง และปลายแหลมของ ทุง ทั้ง ๒ ข้างจะใช้สังกะสีฉลุลายทำการตกแต่ง และใช้กระจกสีตัดเป็นลวดลายดอกไม้ บนแผ่นไม้ชั้นบนสุด และจะมีการประดับด้วยสังกะสีฉลุลายที่ปลายไม้ทั้ง ๒ ข้างทุกแผ่นที่ซ้อนทับกัน

๔ . ทุงกระด้าง ที่แบ่งเป็นช่องตามแนวขวาง ทุง แบบนี้จะพบเฉพาะภายนอกอาคารเท่านั้น วัสดุที่ใช้ทำ ทุง ชนิดนี้ อาจใช้ไม้หรือปูนซีเมนต์ ส่วนลวดลายที่พบมักจะเป็นลวดลายพรรณพฤกษา

๕ . ทุงกระด้าง คู่ที่ใช้เสาร่วมกัน ทุง แบบนี้ปรากฏอยู่ภายนอกอาคารเช่นกัน แต่พิเศษคือจะมี ทุงกระด้าง ๒ แผ่นติดประกอบลงบนเสาต้นเดียวกัน
ทุงเข้าเปลือก / ทุงเข้าสาร

มีลักษณะวิธีทำและวัสดุที่ใช้เหมือนกับ ทุงซาย หรือทุงที่ทำด้วยทราย เพียงแต่ใช้ข้าวเปลือกหรือข่าวสารแทนทรายเท่านั้น ( ดูเพิ่มที่ ทุงดิน )

• ทุงค่าฅิง ( อ่าน “ ตุงก้าฅิง ”)
ทุงค่าฅิง แปลว่าธงที่แทนตัวเองหรือสูงเท่ากับตัวเอง ( เท่ากับตัวเจ้าของ ทุง ) ทุงค่าฅิง นี้ส่วนมากทำด้วยกระดาษสาแต่จะใช้กระดาษชนิดอื่น หรือผ้าก็ได้ มีความกว้างประมาณ ๘ นิ้วยาวเท่ากับความสูงของเจ้าของ ทุง ลักษณะเหมือน ทุง โดยทั่วไปไม่มีการประดับตกแต่งแต่อย่างใด ผูกกับคัน ทุง ที่มีความยาวกว่าตัว ทุง เล็กน้อยเท่านั้น
โอกาสการใช้ ทุงค่าฅิง คือใช้ในการสืบชะตาคนที่ต้องการสืบชะตาซึ่งมัดป่วยออด ๆ แอด ๆ หรือมีเหตุที่ต้องสืบชะตาการเอา ทุง เข้าพิธีโดยมัดคันทุง รวมกับไม้สามขาที่ใช้ในพิธีสืบชะตา เมื่อเสร็จพิธีแล้ว จะนำ ทุง และไม้สามขาและสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมนี้ไปไว้ที่ต้นโพธิ์ที่อยู่บริเวณวัด ( ดูเพิ่มที่สืบชาตา )

• ทุงค้าง ( อ่าน “ ตุงก๊าง ”)
เป็นทุง ที่ใช้ในการถวายทาน โดยมีการแยกประเภทตามสีและลักษณะการถวายทานที่ต่างกัน เช่น ทุงค้างสีขาว ที่มีความกว้างประมาณ ๑ คืบเศษๆ ยาวประมาณ ๕ ศอกถึง ๖ ศอก ใช้ถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ถวายทานเองในชาติหน้า ทุงค้างสีเหลือง ใช้ถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น

ทุงเงิน / ทุงฅำ
ทุงเงินทุงฅำ หมายถึง ทุง ที่ทำด้วยเงินและทองคำ ใช้ดลหะเงินหรือทองคำมาตีเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตัดเป็นรูป ทุง เนื่องจากเงินและทองคำมีราคาแพง จึงทำเป็นรูป ทุง เล็ก ๆ มีการแกะลายหรือดุนให้เป็นรูปต่าง ๆ อย่างสวยงาม พบที่วัดในเชียงตุง สหภาพพม่า เช่น วัดพระแก้ว วัดเชียงยืน วัดจอมคำ วัดหัวข่วง เป็นต้น
เนื่องจากเงินและทองคำมีราคาแพง ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้กระดาษสีเงินและสีทองทำ ทุง แทนโลหะ

• ทุงเจดีย์ซาย ( อ่าน “ ตุงเจ๋ดีซาย ”)
ทุงเจดีย์ซาย เป็น ทุง ที่ ใช้ปักประดับที่เจดีย์ทรายในเทศกาลสงกรานต์ ทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ หลายสี ส่วนมากทำจากกระดาษที่ใช้ทำว่าว มีขนาดกว้างประมาณ ๓ - ๔ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๒ – ๑๓ นิ้ว รูปร่างของ ทุงเจดีย์ซาย นี้มีหลายแบบ บ้างก็ทำเป็นรูปคนคือมาหัว ลำตัว แขน ขา หรือบางคนก็ประดิษฐ์เป็นลวดลายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม ที่ลำตัวของ ทุง นั้น บ้างก็ตกแต่งด้วยกระดาษสีสันต่าง ๆ หรือบ้างก็ใช้การฉลุลายโดยการตัดด้วยกรรไกรก็มี
เมื่อได้ ทุง แล้ว ก็จะนำด้ายมาร้อยตรงส่วนหัวของทุงแล้วผูกติดกับกิ่งไม้ที่ยื่นเป็นแผง เช่น กิ่งเขืองหรือกิ่งไม้ไผ่เพื่อนำไปปักเจดีย์ทรายในวัดในเทศกาลสงกรานต์ จำนวนของ ทุงเจดีย์ซาย ที่แขวนกับแขนงไม้นั้น อาจจะจัดให้เท่ากับสมาชิกในครอบครัว หรือมากกว่าก็ได้

• ทุงชัย ( อ่าน “ ตุงไจ ”)
ทุงประเภทนี้อาจจะเรียกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติของสิ่งที่ใช้ประดิษฐ์ เช่น ถ้าทำจากผ้าก็จะเรียกว่า ทุงผ้า โดย ใช้ผ้าแถบกว้างประมาณ ๘ – ๑๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๓ - ๔ เมตร แบ่งลำตัวออกเป็นประมาณ ๑๕ ท่อน ยาวท่อนละ ๑๒ นิ้ว มีไม้ไผ่อันเล็ก ๆ พาดขวางลำตัวเพื่อไม่ให้พันตัวเอง จะทำด้วยกระดาษที่ค่อนข้างแข็งก็ได้ ถ้าเป็นผ้า ใช้ได้ทั้งผ้าทึบหรือผ้าโปร่ง ถ้าเป็นผ้าทอทั้งผืน อาจจะทอแบบ ทุง ทึบมีลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายเจดีย์ ลายปราสาท เป็นต้น หรืออาจจะทอเป็น ทุงใย คือทอเฉพาะที่ข้อ กว้างประมาณ ๑ นิ้ว เท่านั้นนอกนั้นปล่อยให้ยาวเห็นแต่ฝ้ายเส้นยืน
ส่วนทุงผ้า ของชาวไทลื้อนั้น นิยมทอด้วยเทคนิคการขิดหรือจกซึ่งมีลวดลายสวยงาม โครงสร้างอย่างหนึ่งที่สำคัญคือส่วนล่างสุดนิยมทอเป็นรูปปราสาท มีรูปต้นไม้ ดอกไม้ นก คน ช้าง ม้า ฯลฯ ล้อมอยู่และรูปสิ่งของเครื่องของบางอย่าง เช่น น้ำต้น ( คนโท ) ขันดอก ( พานดอกไม้ ) เป็นต้น แต่ละช่วงของลวดลายจะคั่นด้วยการสอดไม้ไผ่เป็นปล้อง ๆ ลวดลายในช่วงบนนั้นอาจเป็นรูปเรอ ช้าง ม้า หงส์ นก นาค ดอกไม้ ต้นไม้ ฯลฯ
ทุงผ้าส่วนใหญ่จะใช้ผ้าฝ้ายสีขาวลวดลายขิดสีดำและแดงเป็นเส้นพุ่น แต่บางผืนก็อาจใช้สีแดงและมีเส้นพุ่นหลากสี เช่น สีเขียว สีเหลือง สีขาว สีดำ เป็นต้น และในปัจจุบัน ยังพบว่ามีผู้ทอผ้า ทุง เป็นสีธงชาติด้วย
นอกจากทุงผ้า และ ทุงใย แล้ว อาจใช้กรรมวิธีการผลิตอย่างง่าย ๆ คือใช้ผ้าสีแดงหรือขวาตัดให้มีขนาดยาวตามรูปแบบของ ทุง แล้วใช้กระดาษทองตัดหรือฉลุเป็นลวดลายทากาวติดลงบนผ้าให้เกิดลวดลายแล้วตกแต่งด้วยพู่ห้อยต่าง ๆ อีกทีหนึ่ง
ส่วนหางและส่วนหัวของไม้ที่สอดขวางลำตัวของ ทุงชัย และ ทุงใย นี้จะตกแต่งด้วยวัสดุเป็นรูปดอกไม้หรือพู่ห้อยหรือแต่งเป็นอุบะเพื่อให้เกิดความสวยงามอีกด้วย
ส่วนหัวของ ทุง ที่แขวงกับเสาไม้ไผ่ก็นิยมทำเป็นโครงรูปปราสาทหรือทำเป็นรูปวงกรมสามห่วง ใช้ไม้ฉลุหรือไม้ไผ่ขดมัดเป็นโครงให้แข็งแรง แล้วผูกกับ ค้างทุง ซึ่งเป็นส่วนปลายเสาลำไม้ไผ่ที่ใช้เป็น คันทุง ค้างทุง ( อ่าน “ ก้างตุง ”) นี้ต้องทำให้หมุนได้ เพราะเมื่อ ทุง ถูกลมพัดจะได้ไม่พันตัวเอง การปัก ทุง เพื่อเป็นการบอกว่าบริเวณดังกล่าวจะมีงานฉลองสมโภชนั้นจะปัก ทุง ให้ห่างกันประมาณ ๘ – ๑๐ เมตร เป็นแนวสองฟากถนนสู่บริเวณที่มีงาน ทั้งนี้ ในการถวาย ทุงชัย นั้น เจ้าภาพจะนำไปถวายพระสองสามวันก่อนที่จะมีงานฉลอง โดยเตรียมกรวยดอกไม้ธูปเทียนผูกติดกับ ค้างทุง ไปด้วย ซึ่งพระก็จะให้พรเป็นราย ๆ แล้วนำ ทุง ดังกล่าวไปติดตั้งเรียงตามทางที่นำเข้าสู่วัดหรือตามเส้นทางที่ ครัวทาน หรือขบวนแห่เครื่องไทยทานจะผ่านนั้น
ทุงชัย นี้ ในช่วงหลังมีผู้นำมาใช้ร่วมกับขบวนแห่ด้วยโดยที่แต่เดิมนั้นนิยมใช้ ช่อช้าง ( อ่าน “ จ้อจ๊าง ”) นำหน้าขบวนแห่

• ทุงช้าง ( อ่าน “ ตุงจ๊าง ”)
เป็น ทุงชัย ชนิดหนึ่งแต่มีขนาดใหญ่กว่า จึงเรียกว่า ทุงช้าง มีความกว้างประมาณ ๒ - ๓ ฟุต ยาวประมาณ ๔ เมตร ทำด้วยกระดาษเป็นส่วนใหญ่ บางแห่งนำเอาตอกไม้ไผ่มาทำเป็นโครงเพื่อให้คงรูปทรง การปัก ทุงช้าง นั้น ต้องใช้คัน ทุง เป็นไม้ไผ่ลำใหญ่ ๆ ยาว ๆ เช่น ไม้สีสุก หรือไม้ซาง เป็นต้น

• ทุงชืน ( อ่าน “ ตุงจืน ”)
ทุงชืน คือ ทุง ที่ทำจากตะกั่ว วิธีทำ หลอมตะกั่วให้ละลายแล้วนำไปเทลงในแบบพิมพ์รูป ทุง ร้อยส่วนหัว ทุง แล้วผูกติดกับคันก็ใช้ได้ เนื่องจากทำยากและวัสดุมีราคาแพง ทุง ที่เป็นโลหะจึงมีขนาดเล็ก บางแห่งก็ใช้กระดาษตัดเป็นรูปทุงแล้วทาด้วยสีตะกั่ว หรือใช้กระดาษมีสีอย่างตะกั่วก็ใช้ประกอบพิธีได้

• ทุงซาย ( อ่าน “ ตุงซาย ”)
ทุงซาย คือธงตะขาบทำด้วยทราย มีลักษณะ และขนาดและใช้วัสดุในการทำเหมือน ทุงดิน ทุกประการ เมื่อเสร็จแล้วใช้กาวแป้งเปียกหรือยางไม้ เช่น ยางมะตูมทาให้ทั่วตัว ทุง แล้วเอาทรายละเอียดโรยให้ทั่วจนไม่เห็นตัววัสดุที่เป็นตัว ทุง ทิ้งไว้ให้แห้ง ผูกติดคันให้เรียบร้อย ( ดูเพิ่มที่ ทุงดิน )

• ทุงดิน
ทุงดิน เป็น ทุง ขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๔ - ๕ นิ้ว ทำจากไม้ กระดาษ หรือ กาบโปก ( กาบไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ) ตัดเป็นรูป ทุง แล้วทาด้วยดินเหนียวให้ทั่วตากให้แห้ง ร้อยหัว ทุง กับคันไม้ที่ยาวประมาณ ๒๐ นิ้ว

• ทุงแดง / ทุงผีตายโหง / ทุงค้างแดง ( อ่าน “ ตุงก๊างแดง ”)
ลักษณะคล้ายกับ ทุงชัย เป็น ทุง สี แดง มีความกว้างประมาณ ๑ คืบ และยาวตั้งแต่ ๓๐ เซนติเมตร จนถึง ๒ เมตร บ้างก็ว่ายาวเท่ากับความสูงของผู้ตายและปักให้ปลายหางแตะพื้นดิน มักทำให้มีหัวและหางแหลม
วิธีทำ นำผ้าหรือกระดาษมาพับครึ่งแล้วจึงตัดให้เป็นรูปร่าง ริมด้านขวาและมุมด้านซ้ายมีลวดลายเหมือนกับริมทางซ้ายตัดให้เป็นแผ่นเล็กและ ยาวตามความต้องการ ด้านที่เป็นหัวผูกด้วยเส้นฝ้ายและผูกกับปลายของคันทุง
การใช้งาน ใช้ ในพิธีสูตรถอนศพที่ตายผิดปกติ เช่น ตายเพราะอุบัติเหตุต่าง ๆ จะใช้ทุงปักไว้ตรงบริเวณที่ตาย ก่อเจดีย์ทรายเท่ากับอายุของผู้ตาย ปักช่อน้อยบนเจดีย์ทรายให้ครบเมื่อเห็นทุงแดงและกองทรายช่อน้อย ณ จุดใด ก็หมายถึงบริเวณดังกล่าวมีคนตายอย่างไม่ดีไม่งามหรือตายโหง โดยเฉพาะตามบริเวณข้างถนนนอกเมือง

ทุงบอก
ทุงบอก หมายถึง ทุง รูปกระบอกที่มีโครงทำด้วยไม้ไผ่ขดเป็นวงกลมอยู่ภายใน มีลักษณะเหมือนกระบอกไม้ จึงเรียกว่า ทุงบอก ส่วนรอบ ๆ โครงไม้นั้น จะหุ้มด้วยผ้าทั้งผ้าดิบ ผ้าโปร่ง ผ้าดอก ด้ายเส้นยืน หรือกระดาษก็ได้ ทำเป็นท่อน ๆ เหมือนกับ ทุงชัย ผิด กันตรงลักษณะกลมเท่านั้นตรงข้อมีการประดับประดาให้สวยงาม ชายด้านล่างมีการร้อยอุบะไว้ด้วย มีความยาวประมาณ ๗ , ๙ , ๑๑ ท่อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ นิ้ว
ส่วนทุงบอก อีกอย่างหนึ่งเห็นว่าอยู่ในลักษณะกระบอก ไม้เรี้ย หรือ ไม้เฮี้ย ยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร ใส่ข้าวเปลือก ข้าวสารและใส่ทรายแขวนปนอยู่กับ ทุงเหล็กทุงทอง
ทุงบอก มีลักษณะคล้ายกับ ทุงงวงช้าง ที่ใช้ประดับตกแต่งในวิหารวัดไทลื้อ ส่วนปลายด้านล่างของ ทุง จะทำคล้ายกับงวงช้าง โดยการยัดนุ่นเพื่อให้คงรูปอยู่ได้

• ทุงพระบด , พระบฏ , พระบฅ
ทุงพระบด หรือ พระบต ซึ่งเห็นว่ามาจากภาษาขอมแปลว่าพระพุทธรูปบนแผ่นผ้า เป็น ทุง ที่ มีลักษณะเป็นผืนผ้าใบหรือกระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดต่าง ๆ ส่วนมากประมาณ ๘๐ x ๑๐๐ เซนติเมตร กรอบทั้งสี่ด้านทำด้วยไม้เพื่อให้ตึง ทุงพระบต จะเป็นรูปพระพุทธรูป ส่วนมากเป็นพระพุทธรูปบูชาประทับนั่ง
ลักษณะการใช้งานของ ทุงพระบด ใช้ ประดับไว้ด้านหลังของพระประธานในโบสถ์ โดยการแขวนไว้กับผนังด้านหลังพระประธานทั้งสองข้าง เนื่องจากจะเป็นของที่ต้องประดับคู่กันดังนั้นการเอารูปพระมาแขวนไว้ ต้องเป็นแบบเดียวกัน และต้องมีขนาดเท่ากันอีกด้วย ถ้าจะให้สวยงามแล้ว ทุงพระบด ทั้งสองผืนต้องต้องมีความเก่า – ใหม่ ใกล้เคียงกันด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการใช้พระบตแทนพระพุทธรูปเมื่อมีการทำพิธีนอกสถานที่ โดยกาง พระบต แทนการประดิษฐานพระพุทธรูปได้เช่นกัน พบว่า พระบต ที่ใช้ในพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะมีข้อความบันทึกไว้ที่ชาย พระบต นั้นและเรียกว่า “ พุทธพิมพา ” ซึ่งแปลว่าพระพุทธรูป ( ดูเพิ่มที่ พระ )

• ทุงไม้
ทำด้วยไม้กระดาน กว้างประมาณ ๔ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๑ เมตร ตัดหรือแกะสลักเป็นรูป ทุงชัย บางแห่งมีการแกะลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงแล้วลงรักปิดทอง เป็นของหาดูได้ยาก ส่วนมากจะพบในเชียงตุง สหภาพพม่า ทุงไม้ บางตัวมีการจารด้วยอักษรธรรมบอกปีที่สร้างไว้ด้วย

• ทุงลื้อ ( อ่าน “ ตุงลื้อ ”)
เรื่องราวเกี่ยวกับ “ ทุง ” ของชนเผ่าไทลื้อนี้ เป็นข้อเขียนที่ ไข่มุก อุทยาวลี เรียบเรียงจาก สิบสองปันนามรดกผ้า : ภูมิปัญญาคนไทย และ ผ้าล้านนา ยวน ลื้อ ลาว โดยกล่าวว่า วัฒนธรรมความเชื่อของชาวไทลื้อเกี่ยวกับพุทธศาสนาประการหนึ่ง คือความเชื่อเรื่องการทำบุญโดยถวายสิ่งทอแก่วัด โดยเฉพาะ ทุงผ้า ที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเป็นที่มาของการทอทุงผ้าถวายวัดของชาวไทลื้อมาจากตำนานพื้นบ้านเรื่อง กาเผือก เนื้อหาของตำนานเรื่องนี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ตำนานพระเจ้าห้าตน อัน ได้แก่พระพุทธเจ้าทั้งห้าคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะและพระอริยเมตไตรย เนื้อเรื่องเน้นคติธรรมด้านความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อพระคุณของพ่อ – แม่ โดยการทำทุงเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศส่วนกุศลไปถึงมีเนื้อเรื่องโดยย่อ ดังนี้
“ เมื่อพระสัพพัญญูพระเจ้าห้าตนลงมาเกิดในท้องแม่กาเผือก เพื่อสร้างบุญกุศลสืบไปนั้น ยังมีแม่กาเผือกตัวหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นไม้ ไข่ออกมา ๕ ฟอง ขณะออกไปหากินได้เกิดพายุจัด ฝนตกลงมาทำให้ไข่ทั้ง ๕ ฟองไหลไปตามกระแสน้ำ ไข่ทั้ง ๕ฟอง มีผู้พบและนำไปเลี้ยง ส่วนแม่กาเผือกกลับมาไม่เห็นไข่ก็เสียใจ จนสิ้นใจไปอยู่บนเมืองสวรรค์อยู่ต่อมาไข่ทั้ง ๕ เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่ม ได้ออกบวชจนสำเร็จโพธิญาณ ทั้งหมดได้มาพบกันต่างก็คิดจะทำบุญอุทิศให้กับผู้ให้กำเนิดตน ต่างคนจึงทำทุงขึ้นตามสัญลักษณ์ของผู้ที่เลี้ยงตนมา คือ พระกกุสันธะทำเป็นรูปไก่ พระโกนาคมนะทำเป็นรูปนาค พระกัสสะปะทำเป็นรูปเต่า พระโคตมะทำเป็นรูปตาวัวและพระอริยเมตไตรยทำเป็นรูปค้อนสำหรับทุบผ้า อันเป็นสัญลักษณ์หมายถึงคนซักผ้า หรือแม่ชักไหม แล้วเอาไปถวายเป็นพุทธบูชา แต่ไม่ถึงพ่อแม่ที่แท้จริง แม่กาเผือกจึงบินมาบอกจุดประทีปทำไส้เป็นรูปตีนกา ลูกทั้งห้าจึงอุทิศส่วนกุศลไปถึงแม่กาเผือกได้ ( ดูเพิ่มที่ กาเผือก )
เรื่องการเผือกนี้เป็นตำนานอธิบายส่วนประกอบของทุงว่ามีความหมายถึงพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ดังนี้ คือ หัวทุง คือ ไม้ซักผ้าแทนคนซักผ้า หรือพระอริยเมตไตรย รูปไก่และส่วนบนของทุงแทนไก่ คือกกุสันกะ รูปนาคคือลำตัวที่ยาวของทุง และใบไฮ ( ครีบของทุง ) แทนนาค หรือโกนาคมนะส่วนลวดลายตารางเกล็ดเต่า คือพระกัสสปะ หมากตาวัวหรือลูกกลมประดับทุงแทนวัว คือโคตมะ
อนึ่งตำนานพระเจ้าห้าตน หรือ กาเผือก ดังที่กล่าวมานี้ ในล้านนาทั่วไปมักจะเป็นที่มาของการจุดประทีปโคมไฟหรือมีใจความตรงกับคัมภีร์เรื่อง อานิสงส์ผางประทีป ด้วย คติความเชื่อทางศาสนาดังกล่าวมาแล้ว ชาวไทลื้อจึงนิยมทำทุงถวายวัดด้วยวัสดุหลายอย่าง โดยเฉพาะทุงผ้าโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้างตั้งแต่ ๑๕ – ๕๐ เซนติเมตร มีความยาวตั้งแต่ ๑ - ๖ เมตร โครงสร้างของทุงจะประกอบด้วยส่วนหัวและหาง โดยมีไม้ไผ่สอดคั่วเป็นระยะ ๆ และนิยมตกแต่งด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น เศษผ้า กระดาษ ไหมพรม ทำเป็นพู่ห้อยประดับตลอดทั้งผืนส่วนหัวทุงมักจะทำเป็นรูปโครงปราสาท โดยใช้ไม้แผ่นใหญ่หรือใช้ไม้ขนาดเล็กกว้างประมาณ ๔ - ๕ เซนติเมตร เรียงติดต่อกันหลายชิ้น แล้วยึดด้วยเชือก และบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่ขดเป็นวงกลมมัดต่อกันเป็นโครง ส่วนหางทุงก็ตกแต่งชายด้วยเส้นฝ้าย ( เส้นยืน ) ถักมัดเป็นตาข่ายห้อยลงมา ประดับด้วยอุบะเป็นพู่ห้อยจากวัสดุกระดาษ เศษผ้า หรือไหมพรมหลากสี
ทุงผ้าในวัดไทลื้อ มี ๔ อย่าง คือ ทุงผ้าทอลวดลาย ทุงผ้าสี ทุงใย และทุงแต้ม ทุงแต่ละอย่างมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑ . ทุงผ้าทอลวดลาย

ทุงผ้าที่ทอด้วยเทคนิคขิดและจก เป็นลวดลายต่าง ๆ ชาวไทลื้อสิบสองปันนามักเรียกขานว่า ทุงดอก โดย ทั่วไปทุงดอกจะทอด้วยเส้นฝ้ายสีขาว ส่วนลวดลายจะมีหลายสี เช่น สีดำแดง เขียว เหลือง ม่วง ฟ้า เป็นต้น และจะทอลวดลายเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ปราสาท ต้นไม้ ดอกไม้ คน ช้าง ม้า หงส์ พานดอกไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ ทุงผ้าทอแต่ละต้องมีลายปรากฏอยู่อย่างน้อย ๓ อย่าง คือ ลายปราสาท รูปสัตว์ และต้นไม้
ทุงผ้าทอบางผืนปลายจะทอเป็นลวดลายยาวประมาณ ๑ เมตร ส่วนบนขึ้นไปจะเป็นเพียงด้ายเส้นยืน คั่วด้วยไม้ไผ่เป็นช่วง ๆ สลับทับทอเป็นผืนผ้าที่มักมีลวดลายเป็นแถวเล็ก ๆ ประดับอยู่ด้วย

๒ . ทุงผ้าสี

ทุงผ้าสี นั้นไม่มีลวดลาย อาจทำขึ้นจากผ้าฮำ หรือผ้าจากโรงงาน มีสีต่าง ๆ เช่น ดำ แดง ขาว ม่วง เหลือง เขียว เป็นต้น ทุงทำทำจากผ้าสีนั้นจะมีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

๒ . ๑ ทุงไชย หรือ ทุงชัย เป็น ทุงผ้าผืนยาว มีไม้ไผ่คั่นเป็นช่วง ๆ ส่วนหางทุงปลายจะเรียวเล็กลง และห้อย ประดับด้วยกระจับผ้าที่ยัดไส้ข้างในด้วย ทุงชนิดนี้เท่าที่พบมักอยู่ในวิหาร ส่วนใหญ่เป็นพื้นสีขาว อนึ่ง ทุงไชยที่ประดับอยู่ในบริเวณที่ประกอบพิธีมงคลอื่น ๆ เช่น พิธีทำบุญบ่อน้ำ ก็มักเป็นทุงสีต่าง ๆ สวยงาม เช่น ดำ แดง เขียว ขาว เหลือง เป็นต้น
๒ . ๒ ทุงซาววา คำว่า ซาว แปลว่า ยี่สิบ ดังนั้น คำว่า ทุงซาววา ก็ คือทุง ๒๐ วา ทุงชนิดนี้มีลักษณะเหมือนทุง ไชย แต่ต่างกันที่มีความยาวมากว่า โดยทั่วไปทุงชนิดนี้จะมีสีขาว ยาวประมาณ ๖ - ๗ เมตร คือไม่ถึง “ ซาววา ” หรือ ๔๐ เมตร ห้อยแขวนอยู่บนเสาไม้ที่ปักอยู่บริเวณหน้าวัด จุดประสงค์ของผู้ทำทุงชนิดนี้มาถวายวัด ก็เพื่อจะสะเดาะเคราะห์ให้ตนเองหรือญาติมิตร โดยเฉพาะเมื่อเวลาเจ็บป่วย
๒ . ๓ ทุงงวงช้าง เป็นทุงผ้าสีขาวที่มีลักษณะคล้ายกับงวงของช้าง มีการตกแต่งด้วยกระดาษสีตัดเป็นพู่ห้อยเป็น ช่วง ๆ ตลอดผืนทุง ทุงชนิดนี้ทำขึ้นโดยนำเอาผ้ามาหุ้มรอบโครงไม้ไผ่ที่ขดเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๖ – ๑๗ เซนติเมตร เป็นระยะส่วนหางทุงจะคล้ายกับปลายของงวงช้าง โดยยัดนุ่นไว้ข้างในเพื่อเป็นการคงรูปทรงอยู่แล้วประดับปลายสุดด้วยอุบะ เป็นพู่ห้อยลงมา

๓ . ทุงใย
ทุงใย เป็นทุงที่ใช้เส้นด้ายสีถักขึ้นหรือมัดเป็นตาข่ายรูปแบบต่าง ๆ โดยมีไม้ไผ่สอดคั่นเป็นช่วง ๆ แล้วตกแต่งด้วยพู่ห้อยตลอดทั้งผืน ทุงใยบางแบบคล้ายกับการชักใยของแมงมุมไทลื้อสิบสองพันนาจะเรียกว่า ทุงใยก้าว ( คำว่า ก้าว แปลว่า แมงมุง ) ทุงใยผ้ามักจะเป็นสีล้วน เช่นขาว เหลือง ชมพู เป็นต้น

๔ . ทุงแต้ม
คำว่า แต้ม แปล ว่า วาด หรือเขียน ทุงแต้มนี้ เป็นทุงที่ทำด้วยผ้าสีขาว แล้ววาดหรือเขียนรูปลงบนผืนผ้าคล้ายกับพระบฏ ทุงประเภทนี้ เท่าที่พบในวิหาร มี ๒ ชนิด คือ

๔ . ๑ ทุงพระเจ้าสิบตน ทุงพระเจ้าสิบตนก็คือ ทุงพระเจ้าสิบชาติ ( ทศชาติ ) โดยเขียนภาพพระพุทธรูปลงบนผืนผ้าเรียงต่อ ๆ กัน จำนวน ๑๐ รูป โดยแต่ละรูปก็จะคั่นด้วยไม้ไผ่เป็นช่วง ๆ และมีการเขียนชื่อพระชาติต่าง ๆ ด้วยอักษรไทลื้อกำกับไว้ ตามมุงด้านซ้ายมือของแต่ละรูป โยเรียงลำดับจากส่วนหัวทุงเป็นส่วนแรกว่า เตมียะ ชนก สุวรรณสาม เนมีราช ภูริทัต นารถ พรหม เวสสันดร และ สิทธัตถกุมาร ตามลำดับ
๔ . ๒ ทุงพระเจ้าซาวแปด เป็นทุงที่วาดภาพพระพุทธรูปลงบนผืนผ้าเป็นช่วง ๆ ละ ๒ รูป จำนวน ๑๔ ช่วง รวมทั้งหมด ๒๔ รูป โดยแต่ละช่วงก็จะคั่นด้วยไม่ไผ่ ทุงพระเจ้าซาวแปดนี้มีที่มาจากความเชื่อที่หมายถึงอดีตพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์

โอกาสที่มีการถวายทุง จะทำกันตลอดปีตามความศรัทธาของผู้ถวาย โดยอาจจะถวายในช่วงโอกาสทำบุญต่าง ๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา ทอดผ้าป่า หรือทำบุญอุทิศส่วนกุศล เป็นต้น โดนทั่วไปในการนำทุงถวายที่วัด ผู้เป็นเจ้าของทุงจะเขียนคำอุทิศถวายไว้ด้วย โดยเขียนข้อความลงบนผืนทุงส่วนบนติดกับหัวทุง บางครั้งก็จะเขียนข้อความนั้นบนกระดาษแล้วนำไปปะติดบริเวณหัวทุง ข้อความเขียนที่อุทศ จะกล่าวถึงชื่อผู้ถวายทุงและคำอธิษฐานขอให้ผลบุญที่ได้จากการถงวายทุง ช่วยให้พ้นจากการตกนรกได้ขึ้นสวรรค์ได้พบพระศรีอริยเมตไตรย และได้ถึงซึ่งพระนิพพาน ดังตัวอย่าง
ตัวอย่างคำอุทิศถวายตุง
อิมํ เสตวตถา วณณนานาวิห ธชคคา อักขรคาถานี้ อันเปน … มะกกเค้าเจ้าสัทธา หมายมี อ้ายเจียง และ อีนางน้อย ทั้ง สองผัวเมียและลูกเต้า ค็มากึดล่ำขุงขวายได้ยังทุง เข้าดอกแลอักขรดวงนี้แล้ว เพื่อจักทานกับวัดหลวงเชียงบาน และจักทานเผือไว้พายหน้า และขอเทวบุตร เทวดา พระญาอินท์ พระญาพรหม ยมราชเจ้าทั้งหลาย สนำจำเจื่อแท้ ข้าแด่บุญเฮย สุทินนํ วต เม ทานํ นิพพานปจจโย โหนตุ โน นิจจํ ธุวํ ปรมํ สุขํ หื้อได้ถึงสุขนิพพาน ข้าแด่
นอกจากความเชื่อเกี่ยวกับการถวายทุงแล้ว ชาวไทลื้อยังนิยมประดิษฐ์ผ้าถวายวัดชนิดต่าง ๆ ทั้งใช้กับพระสงฆ์และพระพุทธรูป ตลอดจนคัมภีร์ทางศาสนา เช่น ผ้ามุงบน ผ้าแท่นสงฆ์ หมอนอิง ผ้ามูลจนะ ผ้าห่อคัมภีรื และผ้าเช็ดน้อย เป็นต้น

• ทุงสามหาง
เป็นธงชนิดหนึ่งที่ใช้นำหน้าขบวนศพไปสู่สุสาน โดยให้คันหนึ่งแบกคันทุงสามหางนำหน้า ซึ่งปัจจุบันบางท้องที่จะใช้รถบรรทุกศพไปสุสาน เพราะการลากจูงศพไปตามท้องถนนไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ก็จะใช้ทุงสามหางผูกติดกับรถ หรือติดกับตัวปราสาทก็มี เมื่อไปถึงสุสานแล้วก็นำไปปักไว้ให้ชิดกับเมรุที่จะเผาศพ
อนึ่งทุงชนิดนี้อาจเป็นชนิดเดียวกับที่ปรากฏในเรื่อง ลิลิตพระลอ ก็ได้ ดังที่ว่า “… ปู่เอาธงสามชาย รายยันต์มากกว่าเก่า เขียนพระลอเจ้าอยู่กลาง สองนางแนบสองข้างกอดเจ้าช้างรัดรึง ชักทึงท้าวสู่หย้าว …”
ทุงสามหางนี้มีรูปคล้ายกับคน จากเอวลงไปแยกออกเป็น ๓ แฉก เรียกกันว่า ๓ หาง ตัดด้วยกระดาษสาหรือผ้าขาวความกว้างประมาณ ๓๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร เหตุที่ต้องทำทุงนี้ให้เป็น ๓ หาง มีท่านผู้รู้หลายท่านได้ลาก ๓ หาง เข้าไปหาธรรม เช่น หมายถึง กุศลมูล ๓ บ้าง อกุศลมูล ๓บ้าง หมายถึงวัฏฏวน ๓ คือกิเลส กรรมและวิบาก หรือแทนสังขารของมนุษย์ที่เดินทางไปสู่ความตายทุกวันบ้าง แต่ความหมายที่แท้จริงที่รู้และเข้าใจของคนสมัยดบราณมีเป็นอย่างใดยังไม่ เป็นที่ทราบแน่ชัด ในส่วนคติความเชื่อนั้น คนล้านนาถือกันว่า ผู้ตายมีเครื่องนำทางไปสู่สวรรค์ ( ดังจะได้กล่าวถึง อานิสงส์ทานทุง ในตอนท้าย )
ทุงชนิดนี้ในบางท้องที่เรียกว่าทุงอ่องแอ่ง และบางท้องที่ ( อำเภอจุน จำหวัดพะเยา ) ทำเป็นทุงสามหางขนารดเล็ก กว้างประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๒ ศอก ใช้ทั้งหมด ๔ ตัว
วิธีทำ นำกระดาษสาหรือผ้าขาวยาวประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๓๕ เซนติเมตร พับครึ่งตามยาวใช้กรรไกรตัดให้เป็นไหล่ และเอว คือท่อนบน ตัดจากหัวลงถึงเอวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร แล้วคลี่ผ้าออก แล้วพับผ้าส่วนที่ยังไม่ได้ตัดให้เป็น ๓ ส่วนตามยาว ตัดให้เป็น ๓ แฉก หรือ ๓ หาง ส่วนปลายหางตัดให้แหลม เมื่อคลี่ผ้าออกก็จะได้รูปคล้ายกับคนครึ่งท่อนท่อนล่างเป็นหาง ๓ หาง หรือแสดงถึงลำตัวกับขาและแขนทั้ง ๒ เมื่อตัดได้รูปร่างแล้วก็มีการประดับตกแต่งโดยใช้ตอกขนาดกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร หนาประมาณ ๒ เซนติเมตร ทากาวติดมี่อก ๒ อัน โดยให้ห่างกันประมาณ ๖ เซนติเมตร ติดที่เอวอีก ๒ อัน ตัดกระดาษหน้าเดียวสีดำหรือสีทองกว้างประมาณ ๑ . ๕ เวนติเมตร ทากาวปิดทับไม้ตอกนั้นอีกทีหนึ่ง เพื่อให้มองไม่เห็นไม้ การติดไม้ที่ผ้าเพื่อช่วยให้ตัวทุงแข็งไม่ให้พับได้ง่าย แล้วใช้กระดาษสีดำหรือสีทองตัดเป็นเส้นเล็กประมาณ ๑ เซนติเมตร ทากาวติดริมด้านนอกรวมทั้งหางทั้ง ๓ หาง ด้วย กลางตัว เอว และที่ปลายหางนั้นประดับด้วยดอกกากอกหรือดอกจอกทำด้วยกระดาษสีดำ
ทุง ๓ หาง ในปัจจุบันทำขึ้นเพื่อประสงค์ความสวยงามเสียมากกว่า บางแห่งทำเป็นรูปเทวดาพนมมือ มี ๓ หาง ทำเครื่องประดับของเทวดาด้วยกระดาษเงินกระดาษทองก็มี
การ ใช้งาน ทุง ๓ หางจะใช้แขวนกับไม้คันทุงยาวประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร ปักไว้ใกล้กับดลงศพ ในขณะเคลื่อนศพไปป่าช้านั้นจะให้คนแบกทุง ๓ หางนำทางไปก่อนโดยห้ามไม่ให้หันหน้ากลับไปดูข้างหลัง เมื่อไปถึงป่าช้าจะปักไว้ใกล้กับเชิงตะกอน ประโยชน์ของทุง ๓ หางที่มองเห็นคือเป็นเครื่องแสดงให้คนที่พบเห็นทราบว่าขบวนศพกำลังจะผ่านมา ทางนี้ จะได้บอกให้เด็ก ๆ วิ่งเข้าไปหลบอยู่ในบ้าน พร้อมกับเอาขี้เถ้าไปโรยประตูบ้านเพื่อป้องกันผีเข้าบ้านนั้นเอง ประโยชน์อีกอันหนึ่งไปตกแก่พวกหมอไสยศาสตร์และนักเล่นไก่ชน เพราะเชื่อว่าเอาหางทุงหางกลางมาลงเป็นผ้ายันต์ไว้กับตัวจะทำให้หญิงสาว หลงใหลในตัวผู้นั้น และยันต์ดังกล่าว เมื่อเอาไปเช็ดหัวให้น้ำไก่ชน ไก่ชนนั้นก็จะชนเก่งเอาชนะคู่ชนได้ง่ายดาย

ทุงสิบสองราศี
ทุงสิบสองสองราศี หรือ ทุงตัวเพิ่ง ซึ่ง เป็นรูปสัตว์ประจำปีเกิดนี้ทำด้วยกระดาษ บางคนใช้กระดาษสาหรือจะเป็นกระดาษชนิดอื่น ๆ ก็ได้ มีความกว้างประมาณ ๔ - ๖ นิ้ว ยาวประมาณ ๑ เมตร ตัวทุงจะมีรูปสัตว์ประจำนักษัตรหรือสิบสองราศี โดยเรียงจากตัวแรกคือ หนู ไปจนถึงตัวสุดท้าย เป็นรูปหมูหรือช้าง
การประดับทุงสิบสองราศีนี้ นิยมใช้ปักเจดีย์ทรายในวัดร่วมกับทุงชนิดอื่น ๆ ในวันสงกรานต์ หรือใช้ปักกองทรายบริเวณที่ทำพิธี ทานใจบ้าน หรือ แปลงบ้าน ( ดู ใจบ้าน และ พิธีกรรมการทานใจบ้านหรือแปลงบ้าน ) การใช้ทุงสิบสองราศีนี้ มีความเชื่อกันว่าจักรราศีแม่ปีอันมีสิบสองตัวนี้ เป็นตัวนามประจำปีไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง เชื่อกันว่าเพื่อให้พ้นเคราะห์ โศก โรคภัย ในปี นั้น ๆ

• ทุงไส้หมู / ทุงไส้ช้าง / ทุงพระญายอ / ทุงดอกบ้วง
ทุงชนิด นี้มีลักษณะเป็นพวงประดิษฐ์จากการนำกระดาษสีหรือกระดาษแก้งสีต่าง ๆ อย่างน้อยแผ่นละสีรวมกันพับไปมาแล้วตัด เมื่อคลี่ออกและจับหงายขึ้น ตัวทุงจะย้อยลงเป็นช่อพวงยาว ถ้ามีขนาดเล็กเรียกว่าช่อพระญายอก็มีถ้าเป็นพวงขนาดใหญ่เรียกว่า ทุงพระญายอ ( ลำปาง )
การใช้งานทุงชนิดนี้จะผูกติดกับคันยาว ๆ ประมาณ ๑ เมตร ใช้ถือร่วมขบวนแห่ครัวทานเข้าวัด ประดับครัวทาน หรือปักเจดีย์ทรายในวัดในเทศกาลสงกรานต์
อนึ่งบางท้องที่ ( อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ) ใช้ประดับตกแต่งปราสาทศพเพื่อความสวยงาม โดยทำเป็นพวงใหญ่ ๆ ใช้กระดาษว่าวสีดำ หรือ ม่วง

• ทุงเหล็ก / ทุงทอง ( อ่าน “ ตุงเหล็ก ตุงตอง ”)
ทุงเหล็กทุงทอง เป็น เครื่องใช้ในพิธีการศพอย่างหนึ่งตัวทุงทำเป็นแผ่นกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๑ คืบ จำนวน ๑๑ อัน ซึ่งหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้า ๑๐ พระองค์รวมกับพระพุทธเจ้าที่เพิ่งจะนิพพานอีก ๑ พระองค์ ( แต่ก็มีตำราบอกว่ามี ๘ , ๑๖ หรือแม้กระทั่ง ๑๐๘ อัน ) ประกอบด้วย ทุงเหล็กทุงทอง ( ทองแดงหรือทองเหลือง ) ทุงเงิน ทุงฅำ ( ทองคำ ) ทุงเหียก ( ตะกั่วผสมดีบุก ) ทุงซาย ( ทราย ) ทุงดิน คือ ทุงแต่ละชนิดทำจากวัสดุดังกล่าว แต่โดยทั่วไปมักทำด้วยไม้หรือสังกะสีแล้วใช้วัสดุนั้น ๆ ปิดไว้ ดินและทรายก็นำมาทาโรยบนกาวที่ติดไว้กับตัวทุงที่ทำด้วยไม้ ส่วนฐานเป็นไม้หรือโลหะทำเป็นเสาตั้งบนเชิง ด้านปลายอาจใช้ไม้พาดทำเป็นกากบาทหรือทำเป็นวงกลมเจาะรู แล้วใช้เชือกทำจากด้ายหรือลวดผูกทุงเข้ากับกากบาทหรือวงกลมนั้น
ทุงเหล็กทุงทอง ที่ ทำเป็นชุดไว้นี้นิยมวางไว้บนโลงศพเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ชาวบ้านนำมาเก็บไว้ที่วัดตามฐานชุกชีเมื่อจำเป็นต้องใช้งานอีกก็ไปนำมาใช้ โดยไม่ต้องทำขึ้นมาใหม่

• ทุงเหียก
เหียกเป็นโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับสังกะสี หรือเหล็กกับสังกะสีก็ได้ วิธีทำก็เหมือนกับการทำ ทุงชืน โดยกสนนำโลหะดังกล่าวมาหลอมละลายแล้วเทลงในแบบพิมพ์รูป ทุง

 

น้ำบวย หรือกระบวย

เป็นเครื่องใช้สำหรับตักน้ำหรือของเหลวต่างๆ ประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ คันสำหรับจับถือและภาชนะส่วนที่ตักน้ำ โดยทั่วไปแล้ว คันหรือด้ามสำหรับจับนี้มักจะทำจากไม้สัก และส่วนที่ตักน้ำมักจะทำจากกะลามะพร้าว

กะลามะพร้าว ที่จะใช้ทำกระบวยนี้จะต้องเลือกเอากะลาที่ไม่แก่จนเกินไป เพราะกะลาที่แก่จัดนั้นเนื้อมักจะเปราะซึ่งเมื่อเจาะรูใส่คันถือนั้นมักจะ แตกง่าย มะพร้าวที่มักใช้กะลาทำกระบวยนั้นมักจะเลือกเอาขนาดที่เปลือกผง คือ ผิวที่บอกลักษณะว่าเปลือกมะพร้าวขี้ขุยแล้ว ซึ่งกะลาข้างในมักจะเป็นสีน้ำตาลแต่เนื้อหนึกและแน่น ในการผ่ามะพร้าวนั้น จะผ่าให้เลยครึ่งไปด้านบนเพื่อให้ปากของกะลานั้นสอบเข้าพอสมควร ใช้มีดหรือเครื่องมือที่เป็นขอเหล็กขูดทั้งภายนอกและภายในให้เกลี้ยง แล้วเจาะรูรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร ส่วนคันถือของกระบวยนั้นให้ทำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒.๐-๒.๕ เซนติเมตร ส่วนปลายให้บากโค้งตามรูปของกะลาและทำเดือนขนาดสวมกับรูได้พอดี และในส่วนของเดือยที่ยื่นเข้าไปนั้นให้ทำสลักตรึงกะลาให้แน่นอยู่กับคันถือ สลักที่ทำนั้นอาจเป็นชิ้นไม้กว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๗ เซนติเมตร สวมลงในร่องที่บากไว้กับเดือย หรืออาจเจาะรูที่เดือยให้ชิดกับกะลาแล้วเหลาไม้ไผ่ให้ส่วนปลายเบนโค้งได้ ตอกลงไปที่เดือยและก็อาจมีผู้ใช้ตะปูตอกแทนสลักเดือยก็ได้

ส่วนที่ทำเป็นคันถือนั้น หากเป็นน้ำบวยที่ตักน้ำจากหม้อไปดื่มแล้ว คันน้ำบวยมักจะมีความยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ซึ่งพ่อบ้านหรือผู้ประดิษฐ์แต่ละคนอาจทำให้มีลวดลายหรือประดับประดาด้วยการ สลักเนื้อไม้ให้มีรูปร่างต่างๆ ตามความต้องการได้

น้ำบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวขนาดเล็กอาจใช้ตักแป้งผสมเพื่อหยอดหลุดขนมครก หรือหากจะใช้ตักน้ำมันหมูร้อนๆ ในกระทะแล้ว ก็มักใช้กะลาขนาดใหญ่และคันจับอย่างยาว ถ้าใช้ตัดน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งของต่างๆ แล้วก็อาจใช้น้ำบวยที่มีกะลาขนาดใหญ่และคันถือสั้น ซึ่งในประเด็นนี้ บางคนอาจใช้กะโหลกน้ำเต้าแทนก็ได้ ส่วนน้ำบวยที่ต้องการความอลังการแล้วก็อาจทำด้วยเงินหรือทองคำก็ย่อมจะได้

น้ำบวยที่ใช้ตักน้ำดื่มจากหม้อนั้น มักจะวางไว้ที่ซองน้ำบวย คือที่สำหรับวางกระบวยอยู่ข้างๆ หม้อน้ำ ส่วนกระบวยที่ใช้ตักน้ำล้างเท้า อาจใช้ปากกระบวยเกาะไว้กับไม้หลักที่ปักไว้หรือแขวนกับตะปูซึ่งตอกไว้กับเสา ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้มี เรื่องเล่ากันว่า เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์หนึ่งได้จัดหม้อน้ำไว้ให้คนเดินทางผ่านไปมาดื่มกินไว้ ที่หน้าคุ้ม ที่ซองน้ำบวยนั้นจะมีน้ำบวยขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไว้ หากคนเดินทางมาใช้กระบวยเล็กตักน้ำกินเกินกว่าหนึ่งครั้งก็จะถูกลูกกระสุน ที่ทำจากข้าวเหนียวตากแห้ง และคนที่ใช้กระบวยใหญ่แล้วกินน้ำไม่หมดก็จะโดนลูกกระสุนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ถือว่าเป็นการลงโทษผู้ที่ไม่รู้จักประมาณในการตักน้ำดังกล่าว

 

โคม

โคม หมายถึงตะเกียงหรือสิ่งประดิษฐ์สำหรับจุดไฟให้แสงสว่าง ซึ่งชาวล้านนาโบราณจะมีโคมใช้ไม่แพร่หลาย คงจะมีแต่ในราชสำนัก ในวัด และในบ้านของผู้มีอันจะกินเท่านั้นเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่หาได้ ยาก ชาวบ้านทั่วไปจะใช้ก่อไฟด้วยฟืนท่อนโตๆ เพื่อให้แสงสว่างในเรือน และใช้ขี้ย้า (อ่าน “ ขี้ญ้า ” ) หรือชันผสมเศษไม้ผุห่อด้วยใบตองมัดเปลาะทำเป็นท่อนจุดไฟไว้ในที่ซึ่งไม่อาจ ก่อกองไฟได้ เมื่อเดินทางเวลากลางคืนจะใช้ไม้แคร่คือไม้ไผ่ทุบแล้วมัดรวบเป็นเปลาะๆ จุดไฟ ซึ่งทั้งขี้ยาและไม้แคร่นั้นจะต้องมีการเขี่ยไฟเป็นระยะๆ ให้ไฟลุกอยู่เสมอ
ปรากฏ คำว่าโคมในฐานะของตะเกียงในตำนานเมืองสุวรรณโคมคำอันมีร่องรอยอยู่ที่ริมแม่ น้ำโขงตรงกันข้ามกับปากน้ำแม่กก อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมีเรื่องเล่าว่า ในครั้งที่ลอยแพสุวรรณมุขทวารราชกุมารซึ่งถูกใส่ความว่าอุบาทว์เพราะประสูติ ออกจากปากของนางอุรสาราชเทวีนั้น เมื่อไอยะมหาอุปราชทราบข่าวจึง “ ..ให้ตั้งการบวงสรวงนาคา ปักเสาประทีปโคมทอง บูชาทุกท่าน้ำ... ” เพียงแต่ในตำนานนั้นมิได้บอกลักษณะของโคมหรือเชื้อเพลิงที่ใช้ไว้ด้วย

โคมทำเป็นภาชนะทรงกลมปากแคบสำหรับใส่น้ำมันเชื้อเพลิงเรียกว่าออม ฝาที่ปิดนั้นมีท่อสำหรับสอดไส้ตะเกียงอยู่ด้วย และไส้ตะเกียงจะจุ่มอยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นตลอดเวลาการปรับให้โคมส่อง แสงสว่างมากหรือน้อยนั้นทำได้โดยการปรับไส้ตะเกียงจากปากท่อ หากต้องการให้สว่างมากก็ดึงไส้ตะเกียงให้สูงจากปากท่อจนได้ระดับที่ต้องการ
ไม่มีหลักฐานระบุว่าน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโคมนั้นเป็นน้ำมันจากสิ่งใด แต่อาจมาจากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันพืชชนิดอื่น ต่อมาเมื่อมีการค้าขายกบชาวต่างประเทศในสมัยรัยกาลที่ 5-6 แล้ว จึงเริ่มใช้น้ำมันก๊าด และใช้ปี๊บน้ำมันก๊าดนั้นมาตัดแต่งทำเป็นโคมและเครื่องใช้อื่นๆ อีกหลายอย่าง
โคมที่ใช้เป็นน้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงนี้ ตัวโคมทำด้วยปี๊บน้ำมันก๊าดซึ่งเป็นแผ่นเหล็กชุบดีบุกทำให้มีรูปร่างและขนาด อย่างกระป๋องนมข้น ด้านบนยกนูนสูงขึ้นเล็กน้อย ทำท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร สูงประมาณ 2 เซนติเมตร ใช้เป็นช่องทางสำหรับเติมน้ำมัน มีฝาปิดขนาดที่พอสวมกันได้สนิท กึ่งกลางของฝาปิดนั้นทำเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร บัดกรีติดอยู่ ส่วนเส้นโคมทำด้วยเส้นด้ายขนาดสอดเข้าไปในท่อกลางได้ไม่แน่นจนเกินไป
โคมน้ำมันก๊าดดังกล่าวอาจทำให้เป็นโคมสูงได้ ด้วยการต่อก้านขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เชื่อมเข้ากับส่วนกลางของก้นโคม ตอนล่างของก้านนั้นเชื่อมเข้ากับฐานซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กชุบดีบุกทำเป็นเชิง ผายออก ข้างในบรรจุทรายเพื่อให้มีน้ำหนักมิให้โคมล้มง่ายส่วนโคมแบบต่ำนั้นคือโคม แบบเดียวกันแต่ไม่ต่อฐาน แต่อาจมีคันถือยื่นออกจากตัวโคมก็ได้ และบ้างก็จัดทำกระบังไว้ด้านบนแล้วทำหูหิ้วเพื่อใช้นิ้วในเวลาเดินทางได้ ด้วย
ทั้งนี้พบว่ามีโคมชนิดต่างๆ ที่เป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องใช้ในพิธีกรรมดังนี้

• โคมค้าง (อ่าน “ โกมก้าง ” )
โคม ค้าง คือโคมที่จะต้องติดตั้งหรือแขวนไว้บนค้างหรือที่สูง ดวงโคมที่นำมาติดตั้งบนค้างนี้มักทำโครงด้วยไม้ไผ่ปะด้วยกระดาษ เป็นโคมทรงกลมหักมุมที่เรียกกันว่าโคมรังมดส้ม มีประทีปหรือเทียนจุดให้แสงสว่าง ทั้งนี้อาจทำเป็นรูปอื่นอย่างรูปหมี รูปไก่ รูปนกยูง รูปดาวห้าแฉก รูปเครื่องบิน รูปจรวด ก็อาจทำได้ตามที่เห็นว่างาม และยังอาจใช้โคมแบบญี่ปุ่นหรือจีนมาทำโคมค้าง ก็ได้อีกด้วย
ค้างโคม คือที่แขวนหรือติดตั้งโคมนั้นมักจะเป็นเสาหรือหลักที่มักทำด้วยไม้ไผ่ มีกิ่งยื่นออกมาสำหรับแขวนโคมซึ่งการแขวนโคมนั้นอาจใช้เชือกผูกที่โคมแล้ว ชักขึ้นไปติดอยู่กับกิ่งของค้างโคม หรืออาจนำโคมขึ้นไปแขวนกับค้างโดยตรงก็ได้
การจุดโคมค้างนิยมทำกันอย่างมากในเทศกาลยี่เพง (อ่าน “ ยี่เปง ” ) คือวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของไทยกลาง ในวันนั้นจะมีการจุดประทีปโคมไฟรวมทั้งบอกไฟดอก คือดอกไม้เพลิง บอกไฟดาวคือพลุที่ยิงขึ้นไปเห็นเป็นดาวตกจากท้องฟ้า พร้อมทั้งบอกไฟหรือดอกไม้ไฟชนิดอื่นๆ อีกเป็นอันมาก ในตอนพลบค่ำของวันยี่เพงนั้นจะมีการเทศน์จากคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีป เมื่อจบแล้วก็จะจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนขึ้นพร้อมๆ กัน

• โคมตั้ง
โคมตั้ง หมายถึงโคมที่จุดแล้วตั้งไว้ให้ส่องสว่างในครัวเรือนหรือบูชาพระรัตนตรัย (โดยไม่แขวนหรือติดต้งกับค้างอย่างโคมค้าง)

• โคมบอก
โคมบอก คือโคมที่ใช้กระบอกไม้ไผ่หรือกระป๋องเป็นกระบังและกรอบป้องกันมิให้ไฟดับ ง่าย เป็นโคมที่ทำขึ้นได้ง่ายราคาไม่แพง แต่ใช้ประโยชน์เกินคุ้ม มีใช้กันทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางในเวลากลางคืน
การประดิษฐ์โคมบอกนี้ไม่ยุ่งยาก นำไม้ไผ่ที่ผ่าแล้วเป็นกีบมีลักษณะคดงอเล็กน้อย ความกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 80 เซนติเมตร ประมาณตรงกลางตามความยาวเจาะรูขนาด 1*1 เซนติเมตร ส่วนโคนไม้ที่ต้องใช้เป็นด้านล่างนั้นถากเหลาให้แหลม แล้วจึงใช้ไม้จิงหรือไม้ไผ่ก็ได้ที่มีความกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ด้านความยาวทำเป็นเดือยอกแล้วสอดเดือยเข้ากับรูของด้าม โดยให้ด้ามที่คดไปด้านหลัง บางคนใต้แป้นนี้ทำเป็นช่องสำหรับใส่ไม้ขีดด้วย แป้นด้านบนเจาะให้เป็นรอยบุ๋มให้มีความใหญ่เท่ากับตัวตะเกียงที่จะใช้ เมื่อทำด้ามเสร็จแล้วหากระป๋องที่มีความกว้างของปากประมาณ 9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร เจาะรูด้านหลังของกระป๋องให้เป็น 2 รู เพื่อร้อยลวดให้ติดกับด้าม ด้านข้างที่จะเอาเป็นด้านบนเจาะรูเล็กๆ สัก 8-9 รู ด้านข้างอีกด้านหนึ่งเจาะรู 1 รู ให้ใหญ่พอที่จะสอดกับหลอดตะเกียงได้ ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดขนาดเล็กตั้งบนแท่นแล้วขยับกระป๋องลงสอดกับกระบอกไม้ ไผ่ ใช้ด้านที่เปิดโล่งเป็นด้านหน้าและใช้ด้านที่มีไม้ไผ่กำบังความร้อนในเวลา ที่จับถือไป
โคมบอกนี้นิยมใช้ส่องหาปลาหากบในเวลากลางคืนไฟจากโคมบอกจะพุ่งออกเป็นลำผ่าน ปากกระป๋อง ทำให้ข้างหน้ามีแสงสว่าง มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ดี และเมื่อมีลมพัดไฟก็ไม่ดับด้วย เมื่อต้องการใช้มือทั้งสองข้างหาปลาหรือทำอย่างอื่น ก็ปักโคมลงกับดิน ทำให้สามารถใช้มือทั้งสองข้างได้
นอกจากการใช้โคมบอกในการส่องสัตว์แล้วยังใช้ในการทำงานในทุ่งนาในเวลากลางคืน เช่น เอาหญ้านา ถอนต้นกล้า ส่องจับตัวแมลงที่มารบกวนพืชผล และยังใช้ส่องในการเดินทางในเวลากลางคืนอีกด้วย

• โคมบ้อก (อ่าน “ โกมบ๊อก ” )
โคมบ้อก คือตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ทำจากสังกะสีหรือกระป๋อง ซึ่งมีส่วนครอบเป็นกระบังทำด้วยสังกะสี ครอบไว้เป็นหลังคา และหุ้มด้านข้างเพื่อป้องกันไม่ให้ตะเกียงดับง่ายส่วนครอบหรือกระบังนี้จะ ใช้แถบสังกะสีเป็นส่วนฐานสวมกับตะเกียงได้พอดี ชาวบ้านจะถือตะเกียงหรือแถบสังกะสีที่โยงจากกระบังนั้นเพื่อส่องไฟตามต้อง การ โดยมากแล้วชาวบ้านจะใช้ โคมบ้อก หรือตะเกียงที่มีกระบังนี้ในการเดินทางหรืออาจใช้ส่องปลาหรือส่องกบได้เป็น อย่างดี
โคมบ้อก ที่ใช้ปล้องไม้ไผ่ทำเป็นครอบนั้น บางท้องที่เรียก โคมว้อ

• โคมผัด
โคม ผัด คือโคมที่หมุนได้ ซึ่งคล้ายกับที่ทางภาคกลางเรียกว่า โคมเวียน โคมนี้ทำเป็นรูปทรงกระบอกขนาดกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร สูงประมาณ 70 เซนติเมตร หุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษว่าวสีขาว อาจทำเป็นสองชั้นหรือชั้นเดียวก็ได้ หากทำครอบสองชั้นแล้ว ชั้นในจะมีภาพต่าง ๆ ปิดไว้เป็นระยะ ๆ พองาม มีสายหรือซี่โยงจากกรอบเข้าหาแกนกลางซึ่งทำเป็นตุ่มไว้ในก้นถ้วย ปิดแถบกระดาษเข้ากับสายหรือซี่ชั้นในโดยให้มีมุมและระยะที่ลงตัว เมื่อจุดเทียนซึ่งติตั้งไว้กลางโคมนั้น ความร้อนจากเปลวเทียนจะไปกระทบแถบกระดาษและจะผลักส่วนที่เป็นโครงครอบนั้น ให้ผัดคือหมุนไปเรื่อยๆ เงาของภาพที่ปิดไว้จะส่องไปกระทบกับครอบชั้นนอก สร้างความเคลื่อนไหวด้วยแสงและเงาได้ในระดับหนึ่ง

วิธีการทำโคมผัดนี้มีอยู่หลายวิธี บางทีก็อาจมีรูปแบบบางอย่างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเคล็ดวิธีหรือตำราของแต่ละคนเช่น
แบบที่ 1
ตำราของครูบาอ่อง วัดป่าแดง โดยนายสม กว้างปัญจะ บ้านเลขท่ 42 หมู่ 4 บ้านใหม่ห้วยทราย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีส่วนประกอบดังนี้
1. กล่องจอภาพ ทำเป็นโครงสีเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าตัวโคมชั้นในติดกระดาษทึบเว้นเป็นช่องสี่ เหลี่ยมไว้สำหรับเป็นจอภาพ ซึ่งปิดด้วยกระดาษแก้วหรือกระดาษสาบาง
2. ตัวโคม ประกอบด้วย
2.1 แกนกลาง ทำจากไม้มะห้าหรือไม้อื่นๆ ถากแต่งเป็นรูปกรวย หัวตัดเจาะรูตรงปลายและใช้เข็มเย็บผ้าฝังให้ปลายเข็มโผล่พ้นปลายแกนไม้ ประมาณ 1 เซนติเมตร
2.2 โครง
ก. แบ่งครึ่งความยาวของแกน แล้วเจาะข้างแกนให้ทะลุด้านตรงข้าม 3 รู
ข. เหลาไม้ไผ่จนเป็นเส้นแข็งเรียวเล็ก ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อสอดเข้าไปในไม้แกนกลาง ปลายจะชนกันพอดี จึงเป็นเส้นรัศมี 6 เส้น
ค. ทำขอบวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร แล้วมัดปลายเส้นรัศมีทั้ง 6 เส้น ติดกับขอบวงกลม
ง. ทำขอบวงกลมเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว แล้วมัดติดรัศมีแกนกลาง ทำโครงไม้ไผ่เหลายาว 30 เซนติเมตร อีก 6 เส้น มัดแทรกระหว่างโครงหลักทั้ง 6 เส้น โดยให้ปลายด้านหนึ่งชนติดกับตัวแกนกลาง แล้วมัดติดกับโครงกลมเล็กด้านใน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งมัดติดกับขอบวงกลมชั้นนอกพอดี ทำให้มีโครงรัศมีทั้งหมด 12 เส้น (ซี่)
จ. ทำขอบกลมฐานล่าง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับขอบบนคือ 60 เซนติเมตร
ฉ. ทำเสาโครง 12 ซี่ แต่ละซี่มีความยาวเท่ากับ 2/3 ของเส้นผ่าศูนย์กลาง คือ 2/3 ของ 60 ได้แก่ 40 เซนติเมตร โดยติดกับแกนโครงในแนวตั้ง ให้ติดกับขอบฐานล่างและขอบบน การติดเสาโครงนี้ ครั้งแรกจะติด 6 ซี่ แล้วติดแทรกอีก 6 ซี่
ช. แบ่งตัวโครงออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากฐานล่าง นับขึ้นไป 1 ส่วน แล้วติดไม้ขอบคร่าว 1 เส้น ส่วนที่สองติดอีก 1 เส้น
ซ. ติดกระดาษสาบางหุ้มรอบโครง
ญ. ติดกระดาษว่าวสีต่างๆ หุ้มหลังโครง แล้วเจาะกระดาษให้เป็นปีก หรือลิ้น เพื่อเป็นตัวดันให้โคมหมุนเมื่อได้รับความร้อนจากเปลวเทียน
2.3 หลักโคม
เป็นฐานไม้มีแกนหลัก และใช้ผางประทีป หรือถ้วยประทีปเจาะรูที่ก้นถ้วยแล้ววางครอบที่ปลายหลัก สำหรับปักแกนโคม

แบบที่ 2
วิธีสร้าง
1. ตัวโคม ทำเช่นเดียวกับแบบแรก
2. กล่องจอภาพ
ทำเป็นทรงกลม ไม่มีแกน มีขอบโครงบนและฐานแบบเปิด ที่สำคัญคือต้องมีขนาดใหญ่กว่าตัวโคม เพื่อให้โคมหมุนได้สะดวก กล่องจอภาพนี้จะแบ่งความสูงเป็น 3 ส่วน โดยมีไม้ขอบคร่าวติดแบ่งไว้ ส่วนที่หนึ่ง (นับจากฐาน) และส่วนที่สาม ต้องติดกระดาษสีทึบโดยรอบ เว้นส่วนกลางไว้เป็นจอภาพ ซึ่งติดด้วยกระดาษแก้วใส เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

แบบที่ 3
โดย นายวัน สุวรรณ บ้านห้วยทราย หมู่ที่ 4 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วิธีทำ
1. ตัวโคมไฟ
ก. โครงสร้าง เหมือนแบบที่ 1,2
ข. ตัวโคมแบ่งเป็น 2 ส่วน แต่มีเสาเพียง 6 เสา พื้นที่ว่างจะใช้เชือกด้ายขึงสลับกันเป็นตาข่ายทั่วโคม จากนั้นก็นำรูปต่างๆ ซึ่งทำจากกระดาษสีทึบ เช่น สีดำ สีน้ำเงิน เป็นต้น ใช้กาวทาแปะติดตาข่าย การติดรูปจะต้องติดให้สมดุลกัน หากน้ำหนักโคมไม่สมดุลกัน โคมจะไม่หมุน
2. ทำโครงจอภาพ เช่นเดียวกับแบบที่ 2 (โครงครอบด้านนอก เปิดหัว-ท้าย) แต่ต่างกันคือวิธีนี้จะใช้กระดาษสาบางตดหุ้มทั้งหมด เมื่อนำไปวางรอบตัวโคน และจุดเทียนหรือประทีปที่ฐานโคม ความร้อนจะทำให้โคมหมุน เมื่อมองจากภายนอกก็จะเห็นเงาภาพต่างๆ

• โคมไฟฉาย
โคมไฟฉาย หมายถึงไฟฉายรูปทรงกระบอก ซึ่งใช้ถ่านไฟฉายที่ผลิตจากโรงงานเป็นตัวป้อนพลังไฟฟ้า ทำให้เกิดแสงที่หัวเทียน (อ่าน “ หัวเตียน ” ) หรือหลอดไฟ ซึ่งเมื่อมีกรวยบังคับแสงด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้แสงไฟฉายส่องเป็นลำได้ตามต้องการ

• โคมรังมดส้ม (อ่าน “ โกมฮังมดส้ม ” )
โคมรังมดส้ม เป็นโคมที่ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ให้งดงามยามค่ำคืน ซึ่งอาจแยกเป็นสองส่วน คือส่วนที่กำเนิดแสงสว่าง และส่วนครอบที่สร้างความสวยงาม ซึ่งส่วนที่ให้ความสว่างนั้นอาจเป็นประทีปเทียนไข หรือไฟฟ้าก็ได้ ส่วนที่เป็นโครงครอบนั้นจะใช้ไม้ไผ่เหลา ทำเป็นทรงกลมหักมุมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร โดยหักมุมเป็น 16,24 หรือ 36 เหลี่ยมตามต้องการ ผูกตรึงด้วยด้ายให้แน่นหนา แล้วปิดด้วยกระดาษสา หรือกระดาษแก้วสีต่างๆ โดยรอบ ยกเว้นส่วนบนที่เปิดให้เป็นช่องระบายควัน และด้านข้างช่องหนึ่งจะมีกระดาษปิดเฉพาะส่วนบน เพื่อให้สามารถเปิดเพื่อวางหรือจุดประทีป หรือเทียนไขสำหรับโคมดวงนั้นได้ด้านล่าง ซึ่งเป็นที่วางประทีปหรือเทียนไขนั้นอาจทำด้วยไม้กระดาษแข็ง หรือวัสดุอื่นที่สามารถรองรับน้ำหนักดังกล่าว
ทั้งนี้ ส่วนบนที่เป็นช่องระบายควัน อาจทำกระบังรูปสามเหลี่ยมทรงสูงล้อมช่องนั้นเพื่อความสวยงามก็ได้ และกระดาษซึ่งใช้ปิดช่อง เพื่อวางประทีปหรือวางเทียนไขนั้น นิยมทำให้ยาวห้อยลงมา เพื่อถ่วงน้ำหนักและเพื่อความสวยงามส่วนด้านล่างของโคมรังมดส้มนี้ อาจมีการใส่หางที่ตัดเป็นลวดลาย ประดับโคมโดยทั่วไปเพื่อความสวยงามอีกก็ได้สำหรับโคมรังมดส้ม ที่ใช้หลอดไฟฟ้าเป็นตัวกำเนิดแสงสว่างนั้น บางคนอาจทำรังมดส้มห้อยต่อกัน 3-5 อัน หรือมากกว่านั้นก็มี

• โคมล้อ
โคมล้อ คือโคมที่ใช้เป็นเครื่องส่องสว่างประจำล้อหรือล้องัว คือเกวียนที่เทียมด้วยวัว โคมล้อดังกล่าวมีสองส่วน คือส่วนที่เป็นตัวตะเกียง และส่วนที่เป็นเรือนหรือกรอบตะเกียงนั้นตัวโคม หรือตะเกียงที่ใช้ส่องแสงนั้น คือโคมธรรมดาที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ส่วนเรือนของโคมชนิดนี้ เป็นโครงไม้สักขนาด กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้กระจกตัดเป็นชิ้นใส่เฉพาะด้านหน้า และด้านข้าง ส่วนด้านหลังกับบน และล่างทำด้วยไม้สักนิยมทำบานเปิดทางด้านข้าง เพื่อเป็นช่องสำหรับนำตะเกียง เข้า-ออก ได้ และต้องมีช่องระบายควันด้านบนของเรือนโคมด้วย
การใช้งานโคมล้อนั้น จะใช้เป็นเครื่องมือส่องสว่างในการเดินทางด้วยเกวียนฝ่าไปในความมืด เช่น บรรทุกข้าวเปลือกมาจากท้องทุ่ง หรือนำข้าวเปลือกไปส่งโรงสี ในยามตะวันลับฟ้า เจ้าของเกวียนจะแขวนโคมชนิดนี้จำนวนหนึ่งหรือสองดวงไว้ด้านหน้าของเรือน เกวียน

• โคมลอย
เป็นคำที่ภายหลังนิยมใช้เรียกเครื่องเล่นทำด้วยกระดาษ ลักษณะเป็นถุงขนาดใหญ่ใช้ลมร้อนบรรจุภายในให้ลอยขึ้นไปได้เดิมเรียกว่าว่าว รม (อ่าน “ ว่าวฮม ” ) หรือ ว่าวควัน
โคมหูกระต่าย (อ่าน “ โกมหูขะต่าย ” )
โคมหูกระต่าย เป็นโคมที่ใช้ประดับในเทศกาลยี่เพง หรือวันเพ็ญเดือนสิบสอง สามารถแยกได้เป็นสองส่วน คือส่วนที่ให้แสงสว่างและส่วนที่เป็นเรือนโคม ส่วนที่ให้แสงสว่างนั้นมักจะใช้ประทีปมากกว่าตะเกียง และในระยะหลังนิยมใช้ไฟฟ้าแทนประทีป
โคมหูกระต่ายมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร เจาะรูทั้งสี่มุม ใช้ไม้ไผ่เหลาขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร ปักลงในรูนั้นทำเป็นปีกขึ้นไปโดยดัดขอบบนให้โค้ง และสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ผายด้านบนให้กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร จะได้เรือนโคมลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมมีปลายบานออกจากกัน ใช้กระดาษว่าวหรือกระดาษแก้วสีต่างๆ ปิดทั้งสี่ด้านของเรือนโคม และเปิดช่องด้านบนเมื่อใช้งานก็วางประทีปหรือเทียนที่จุดไฟลงที่กลางเรือน โคมนั้น
ส่วน ฐานของโคมหูกระต่ายนั้น อาจทำด้วยกาบกล้วยชิ้นจากลำต้นมะละกอหรือแผ่นไม้ก็ได้ และอาจใช้วางประดับอยู่กับที่หรืออาจทำให้ถือไปมาได้ หากจะทำให้ถือไปได้นั้นฐานของเรือนโคมอาจทำด้วยชิ้นไม้สัก และเจาะรูตรงกลางสำหรับใส่ด้ามซึ่งมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร

• โคมอี้ดด้า
โคมอี้ดด้า หมายถึงตะเกียงเจ้าพายุซึ่งมีช่อการค้าว่า Aida ดังกล่าว เมื่อมีการใช้งานอย่างกว้างขวางแล้ว ชื่อการค้านั้นจึงเป็นคำเรียกของตะเกียงประเภทนี้ไปทั้งๆ ที่มีเครื่องหมายการค้าอื่นอีกหลายชนิด เช่น Coleman หรือ Butterfly เป็นต้น
โคมอี้ดด้านิยมใช้เพื่อให้แสงสว่างแก่กิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก เช่น การเล่นลิเก การขับซอ การนวดข้าวตอนกลางคืน การเตรียมอาหารเพื่องานเลี้ยงอย่างทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ไม้นวดข้าว

ไม้นวดข้าว บางทีเรียกว่า ไม้ตีข้าว หรือไม้ทุบข้าวก็มี ไม้นวดข้าวเป็นเครื่องมือของชาวนาที่ใช้สำหรับรัดฟ่อนข้าวเพื่อทุบหรือตีรวง ข้าวที่มัดอยู่ในฟ่อนให้เมล็ดข้าวกระเด็นออกมาจากรวง โดยจะทุบฟ่อนข้าวในส่วนที่เป็นรวงเมล็ดข้าวเปลือกกับท่อนไม้กลม ๆ ที่ใช้เป็นที่รองรับ บางแห่งอาจจะใช้ครกกลิ้งให้อยู่ในแนวนอน การใช้ไม้นวดข้าวนี้จะทุบในลานข้าว ในเสื่อ หรือในผืนผ้าใบที่ปูพื้นกว้าง ๆ

ไม้นวดข้าวมักทำจากไม้ไผ่ที่มีเนื้อแน่น ไม้แก่จัด ข้อสั้น ลำต้นเล็ก ขนาดมือกำได้รอบ บางทีอาจใช้ไม้จริง เช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ชิงชัง และไม้สัก เป็นต้น การเตรียมไม้นวดข้าวจะตัดไม้มา ๒ ท่อน ความยาวประมาณ ๕๐ เซนตอเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๓ เซนติเมตร เหลาไม้ให้เรียบ หากเป็นไม้จริงต้องใช้กบไสแล้วใช้บุ้งถูให้เรียบ เจาะรูที่ปลายไม้ทั้ง ๒ ท่อน ห่างจากปลายไม้ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ใช้เชือกหนังเรียกว่า หนังหัวเกรียน หรือใช้เชือกยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร หรือประมาณเส้นรอบวงของฟ่อนข้าว หากฟ่อนข้าวในท้องถิ่นนั้นฟ่อนเล็ก ๆ ก็ขมวดเชือกให้สั้นขึ้น ถ้าฟ่อนข้าวโตก็คลายเชือกให้ยาวตามความต้องการ ร้อยรูไม้ที่เจาะทั้ง ๒ ท่อนขมวดปมที่ส่วนปลายเชือก

วิธีใช้ ชาวนาจะจับไม้นวดข้าวทั้งสอง ใช้เชือกคล้องกับฟ่อน คะเน็ดข้าว หรือตรงส่วนที่ใช้ตอกรัดฟ่อนข้าว แล้วไขว้ไม้นวดข้าวในลักษณะที่ขัดกัน เพื่อรัดฟ่อนข้าวให้แน่น ยกฟ่อนข้าวขึ้นและฟาดกับท่อนไม้ที่วางไว้ เมล็ดข้าวเปลือกจะร่วงจากรวง

 

ขลุบ หรือล้อปั้นจี่

เป็นพาหนะมีล้อหมุนคล้ายเกวียน สำหรับบรรทุกหรือลากสิ่งของต่าง ๆ ขลุบคงพัฒนาการมาจากการใช้เลื่อน ซึ่งทำเป็นขาไม้ไผ่ใช้ควายลาก การใช้เลื่อนเหมาะกับการบรรทุกฟ่อนข้าว จากแปลงนาไปยังลานนวดข้าวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก หากใช้เลื่อนบรรทุกลากในบริเวณชื้นแฉะมีโคลนเลน เลื่อนจะเบากว่าลากในพื้นดินแห้ง ขลุบ บางแห่งเรียกว่า ล้อเลื่อน เพราะทำคันชักหรือคันลากคล้ายเลื่อน ใช้ควายลากตัวเดียวเหมือนกับเลื่อน แต่ทำล้อหมุนได้ จึงเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ล้อเลื่อน

ขลุบ ใช้บรรทุกฟางข้าว ข้าวเปลือก ฟืน ถ่าน ไม้ ฯลฯ ขลุบมีล้อหมุนควายลากไม่หนักแรงเหมือนลากเลื่อน แต่ลากในโคลนลึกไม่ได้ การใช้ขลุบบรรทุกฟ่อนข้าวดีกว่าการใช้เลื่อน และเกวียน ตรงที่ล้อของขลุบเป็นแผ่นไม้หนาทึบเจาะรูตรงกลางใส่เพลาเท่านั้น ไม่ต้องมีทางเกวียนหรือทางเลื่อน ส่ามารถข้ามคันนาสูงได้สะดวก วงล้อขลุบไม่หักเพราะทำด้วยแผ่นไม้เนื้อแข็งหนาตลอดวงล้อ หากใช้เลื่อนหรือเกวียนลากฟ่อนข้าว ระหว่างคันนาจะต้องขุดดินให้ช่องทาง ๒ ช่อง ให้ขาเลื่อนหรือเกวียนผ่านไปได้สะดวก
ขลุบ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ลูกล้อ เพลาล้อ คันลาก และโครงกระบะบรรทุก

ส่วนลูกล้อ ทำจากไม้เนื้อแข็งเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ ๑ เมตร ตรงกลางเจาะรูใส่ไม้ที่มีลักษณะเหมือนดุม เรียกว่า อัว ทั้ง ๒ วง แล้วนำไปสวมเพลาล้อ ซึ่งทำด้วยไม้เนื้อแข็งเช่นกัน ใช้ไม้สาแหรกกระจังบิดดุมวงล้อ ๒ ข้าง เข้าเดือยประกบไม้คานหน้าขลุบและหลังขลุบ ทำกระบะบรรทุกวางไว้บนแกนเพลาโดยทำไม้ค้ำเอวหรือเท้าแขน ยึดที่บรรทุกกับไม้คานหน้าและหลังขลุบให้แน่น ให้ฟากรองพื้นตัวกระบะเมื่อใช้บรรทุกสิ่งของทำคันไม้คันลาก ๒ อัน ยาวประมาณ ๑๐ เมตร ใช้เส้นเชือก หรือหนังสัตว์มัดคันลากให้บ่วงนำมาผูกปลายคอม ๒ ข้าง ซึ่งรัดคอควายอยู่ หากลากฟ่อนข้าวสามารถเรียงฟ่อนข้าวในโครงกระบะจนกองสูงท่วมหัวคน ถ้าใช้ลากเมล็ดข้าวเปลือกจำเป็นต้องใช้สาดซึ่งถักด้วยตอกเป็นลายสองกีบ คล้ายเสื่อวง วางรองพื้นฟากเสียก่อน เมล็ดข้าวเปลือกจะไม่ลอดร่วงลงมาได้ นอกจากนี้ขลุบยังมีการสร้างด้วยไม้ไผ่อีกด้วย

 

เกวียน

การประกอบเกวียน
เมื่อจัดทำอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนในการประกอบส่วนต่างๆ เข้าเป็นเกวียน เริ่มที่การประกอบวงล้อเอาซี่เสียบ ในรูข้ามดุมปลายหนึ่งเสียบในรูของฝักขาม ซี่ 2 อัน ต่อฝักขาม 1 อัน เมื่อครบทั้ง 16 ซี่แล้ว ก็จัดให้ฝักขามยึดต่อกันโดยใช้เดือยให้เป็นวงกลม จากนั้นจึงเอาเหล็กตีนตีอัดเข้ากับวงรอบนอกให้แน่น ใส่เหล็กปลอกดมด้านนอกและเหล็กปลอดรูดุมให้รัดกุม นิยมใช้ไขสัตว์หล่อลื่นระหว่างล้อกับแกน ต่อมาเมื่อมีน้ำมันใช้กันแล้วก็ใช้น้ำมันขี้โล้แทน โดยมักแขวนกระป๋องใส่น้ำมันขี้โล้ ไว้กับคานแล้วใช้ปีกไก่ชุบน้ำมันหยดหยอดลงที่แกนเพลา เมื่อได้วงล้อ 2 วงแล้วก็เอาแกนเหล็กใส่เข้าไปในรูดุม ปลายแกนด้านนอกทั้งสองข้างใส่สลัก เพื่อกันวงล้อมิให้เลื่อนหลุด จากนั้นจึงเอาไม้กะหลก หรือไม้หมอนวางบนแกนเหล็ก ใส่เหล็กสลักที่กลางแกนแล้วจึงรัดหัวท้ายของหมอนให้แน่นติดกับตัวแกน ส่วนหัวท้ายของหมอนห่างจากดุมล้อประมาณ 3 เซนติเมตร และหัวของหมอนยังเป็นที่กั้นไม่ให้วงของล้อขยับเข้าไปด้านใน แล้วเอาไม้คันชัวางพาดบนหมอน ใส่สลักคีบเข้ากับไม้คันชัก ด้านหน้าของไม้คันชักพาดวางด้วยไม้คันคอ ตรงกลางผูกด้วยเชือกหนังควายให้ไม้คัดคอติดกับไม้คันชัก บนไม้คันชักตรงกลางมีหมอนไม้รองรับเรือนล้อ เมื่อยกเรือนล้อขึ้นตั้งบนหมอน ด้านหลังผูกยึดกับไม้กงคิ้ว ด้านหน้าโยงเชือกยึดกับไม้คันชัก

ประโยชน์การใช้สอย
ในยุคก่อนที่จะมีรถบรรทุก “ ปิกอัพ ” ใช้กันนั้น จะมีการใช้ล้อเกวียนตั้งแต่ระดับเมืองลงไปถึงหมู่บ้าน ใช้เป็นพาหนะขนของสัมภาระในการออกศึก ใช้ขนของในการหลบหนีอพยพใช้บรรทุกอุปกรณ์ในการ “ สร้างบ้านแปลงเมือง ” ใช้บรรทุกข้าวขึ้นยุ้ง ขนของหรือสินค้าออกไปขายในต่างถิ่นต่างแดนจนถึงต่างประเทศ และใช้ในการขนพืชผลทางการเกษตรออกสู่ตลาด
ถ้าใช้เกวียนบรรทุกของที่มีขนาดยาว เช่น เสาเรือน ก็ยกเอาเรือนล้อออก ใช้เสาพาดบนไม้ที่วางบนคันชัก ถ้าบรรทุกฟางก็จะก่อกองสูงจากเรือนเกวียนจนดูโยกเยกโงนเงน แต่ถ้าขนของที่ละเอียดอ่อน หรือข้าวเปลือกก็ต้องใส่เรือนล้อปูด้วยเสื่อล้อ คือสาดถุล้อสำหรับปูด้านล่าง 2 ผืน มีเสื่อวงรอบด้านข้าง การบรรทุกข้าวแต่ละเที่ยวไม่เกิน 30 ต๋าง ( สัด )
การที่คนมีล้อเกวียนนั้น นอกจากความสะดวกในแง่ใช้เป็นยานพาหนะแล้ว บ้านที่มีล้อจอดอยู่นั้นจะได้รับความนิยมยกย่องว่าเหนือกว่าบ้าน ที่มีเพียงวัวหรือควายเท่านั้น ยิ่งล้อใหม่เกวียนใหม่ที่ขับเคลื่อนไปตามทางนั้น มักมีเสียงกระชับแน่น เสียงล้อที่กระทบกับแกนเพลาจะดัง “ หล้องๆ ” หากคนขับเป็นชายหนุ่มแล้วก็ยิ่งจะทำให้สาวเจ้าชายตามอง แต่เสียงล้อเกวียนเก่าที่มีเสียง “ โครกคราก อืดอาด ” และคนขับเป็นวัย “ สมัคเคิ้ม ” กลางคนเข้าไปแล้ว “ แม่ร้างนางสาว ” ก็มักจะไม่ค่อยเหลือบแลมากนัก แต่สำหรับเด็กชายแล้ว การได้ห้อยโหนกับเรือนล้อก็นับว่า “ ม่วน ” ยิ่งได้นั่งบนเกวียนแล้วก็ยิ่งจะปลาบปลื้ม แม้หมาที่ได้นั่งล้อบนเกวียน แล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะวางผึ่ง ดังคำพูดว่า “ หน้าซื่อเหมือนหมาขี่รถ หน้าชดเหมือนหมาขี่ล้อ ”

 


กะโห้

เป็นไม้สำหรับชักดึงเมล็ดข้าวเปลือกให้กองรวมกัน เพื่อสะดวกต่อการตวงหรือขนใส่ยุ้งฉาง ไม้กะโห้ มีลักษณะคล้ายกับคราดมือ แต่แตกต่างกันในส่วนซี่คราด คราดมือจะเหลาไม้เป็นซี่ๆสำหรับคราดเศษฟางข้าวกะโห้ทัที่คราดเป็นแผ่นไม้หนา ทึบ มีความสูงประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ใช้ไม้หนาขนาด ๑ - ๓ เซนติเมตร ใช้กบไสแผ่นไม้ให้เรียบ แผ่นไม้ในส่วนล่างซึ่งทำหน้าที่คราดข้าวเปลือก ไสให้บางแฉลบส่วนด้านบนจะหนากว่าการไสให้บางนี้ช่วยในการชักดึงข้าวให้สะดวก ในเวลาใช้แรงมือกดที่ด้ามไม้กะโห้ คมไม้ที่ไสบางแฉลบจะทำให้กดลงไปในกองข้าวเปลือก และชักดึงได้ง่ายขึ้น ใช้สิ่วเจาะแผ่นไม้ตรงกึ่งกลางแผ่น เจาะริมขอบด้านบนให้มีขนาดเล็กกว่าด้ามไม้เล็กน้อย

ด้ามกะโห้ทำด้วยไม้รวก ไม้เลี้ยง หรือไม้จริงก็ได้ ด้ามไม้ที่ยาวประมาณ ๒ เมตร

วิธีใช้ กะโห้ จะใช้ในเวลานวดข้าวขณะอยู่ในลาน ใช้ชักดึงเมล็ดข้าวเปลือกให้กองเป็นกอง ๆ ตามที่ต้องการ จะง่ายต่อการตวงหรือการตักขนเข้ายุ้งฉาง นอกจากใช้ลากข้าวเปลือกที่อยู่ในลานแล้ว กะโห้ยังใช้สำหรับชักดึงข้าวเปลือกในเวลาขนลงจากเกวียนหรือรถ เพื่อขนใส่ยุ้งฉางไดสะดวก

 

ไหซอง

ไหซอง หมายถึงไหที่มีซองหุ้มไหนั้นไว้ โดยมากหมายถึงไหน้ำปลาซึ่งเป็นไหเคลือบสีเขียวอ่อนหรือเขียวซีด ซึ่งมีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ส่วนก้นกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนกลางป่องออกแล้วเรียวคอดเข้าเป็นคอและผายออกเป็นปาก ซึ่งส่วนคอนั้นจะกว้างประมาณ 12 เซนติเมตร และส่วนปากกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร เช่นกัน รอบไหนั้นมี ซอง ซึ่งเป็นหวายสานอย่างหยาบ ๆ คล้ายสาแหรกหุ้มไว้เพื่อใช้แทนหูหิ้ว นิยมใช้ไหซองนี้บรรจุน้ำปลามาจากเมืองจีน เป็นต้น

ไหดอก
ไหดอก หรือ หม้อไหดอก มีลักษณะการใช้งานอย่างแจกันในปัจจุบัน ไหดอกนี้จะเป็นภาชนะดินเผาที่สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ฐานและปากกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนคอกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ทั้งนั้ส่วนลำตัวของไหดอกนี้นิยมทำให้ป่องอกเล็กน้อย
ชาวบ้านนิยมใช้ไหดอก หรือ หม้อไหดอกบรรจุดอกไม้ทำเป็นแจกันดอกไม้ถวายพระพุทธรูปบนหิ้งในบ้านโดยมาก แล้วมักจะใช้ยอด หมากพู้หมากแม่ คือ หมากผู้หมากเมียปักไว้แทนดอกไม้สด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหมากผู้หมากเมียหาง่ายและทนทาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยก็ได้
หม้อไหดอกที่งดงามมากปรากฏเป็นภาพเขียน ที่บริเวณคอสองของวิหารจามเทวี ที่วัดปงยางคก และวิหารน้ำแต้ม วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ส่วนหม้อดอกที่ชาวบ้านใช้บรรจุยอดหมากผู้หมากเมียเพื่อใช้ประดับบนหิ้งพระ นั้น นิยมจัดไว้เป็น 3 ไหดอก ซึ่งอาจเป็นเพราะจัดเพื่อถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ได้

ไหหลวง
ไหหลวง ตรงกับโอ่งมังกรของไทยภาคกลาง ทั้งนี้ที่เรียกว่า ไหหลวงนั้นขึ้นอยู่กับเหตุสองสถานคือที่เรียก “ ไหนั้น หมายถึงภาชนะที่ทำขึ้นให้ส่วนกลางป่องโตกว่าส่วนปากและส่วนก้นเล็กน้อย และที่มีคำว่า “ ลวง ” ซึ่งแปลว่ามังกร อยู่ด้วย ก็หมายความว่า ไห หรือโอ่งที่ว่านี้มีลายรูปมังกรขดเกี้ยวพันอยู่ นิยมใช้หลวงนี้ในการเก็บน้ำบริโภค แต่ก็พบด้วยว่ามีผู้ใช้หมักปลาร้าหรือใช้บรรจุเหล้าเถื่อนก็มีเช่นกัน

 

กระด้งหรือโด้ง

เป็นภาชนะเครื่องสานที่ใช้สำหรับฝัดข้าว สานเป็นวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50-80 เซนติเมตร ขอบปากทำด้วยไม้ไผ่

เมื่อตำข้าวจนเปลือกข้าวกะเทาะออกแล้ว (เมล็ดข้าวเรียกว่า “ข้าวสาร” ส่วนเปลือกข้าวเรียกว่า “แกลบ”) ก็จะแยกเมล็ดข้าวและเปลือกข้าวออกจากกัน โดยตักข้าวในครกออกมาใส่ในกระด้งหรือโด้ง เพื่อฝัดเปลือกข้าวออกไป

วิธีฝัดข้าว จะตักข้าวที่ผ่านการตำแล้วใส่ในกระด้ง ผู้ที่ทำหน้าที่ฝัดข้าวจะถือขอบปากกระด้งด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วร่อนและโยนข้าวขึ้นไปบนอากาศเป็นจังหวะ เปลือกข้าวจะค่อยๆ กระเด็นออกไปจากกระด้ง ในกระด้งก็จะเหลือเพียงข้าวสารและปลายข้าว

 

 

“เหิง” (เครื่องสานคล้ายกระด้ง แต่มีตาห่างกว่ากระด้ง) เพื่อร่อนปลายข้าวออกจากข้าวสาร

 

หม้อดิน

เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดิน ปั้นด้วยมือ เป็นรูปทรงต่าง ๆ นำไปตากแดดจนได้ที่ จึงนำมาเผา

วัตถุดิบที่ใช้
ดินเหนียว

กระบวนการผลิต
นำดินเหนียวแช่น้ำเพื่อให้ดินอ่อน นำมาผสมกับดินเชื้อซึ่งทำจากดินร่วนกับแกลบที่เผา และบดละเอียด แล้วนำมาปั้นด้วยมือ เป็นรูปทรงต่าง ๆ นำไปตากแดดจนได้ที่จากนั้นจึงนำมาเผา

การใช้/ประโยชน์
ใช้บรรจุน้ำดื่ม น้ำใช้ หรือหุงต้มอาหาร

 

หม้อกา

หม้อกา ( อ่าน “ หม้อก๋า ”) หมายถึง กาต้มน้ำซึ่งเป็นภาชนะเครื่องครัวตามแบบของวิถีชีวิตปัจจุบัน เพียงแต่เรียกให้มีสำเนียงล้านนา คือ “ ก๋า ” หมายถึงกาต้มน้ำ แต่มีคำว่า “ หม้อ ” เสริมเพื่อจำแนกความเป็นภาชนะ มิให้เข้าใจว่าเป็น “ อีกา ” ซึ่งหมายถึงสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง

 

 

 

หม้อแกง ( อ่าน “ หม้อแก๋ง ”)

หม้อแกง เป็นภาชนะที่ใช้ในการปรุงอาหารโดยเฉพาะประเภทแกง มีหลายขนาด ซึ่งชาวบ้านจะเลือกให้พอเหมาะกับการปรุงอาหารในครอบครัวของตน โดยปกติแล้วหม้อแกงทั่วไป จะมีความกว้างประมาณ 8 นิ้ว สูงประมาณ 4 นิ้ว เป็นภาชนะที่มีรูปทรงเตี้ย ปากภาชนะผายออก มีก้นตื้นเหมาะแก่การใช้ประกอบอาหาร ก้นกลม ชนิดมีหูจะมีหูจับทั้งสองข้างที่ปากหม้อ ใช้สำหรับประกอบอาหารทั้งต้มและแกงก่อนการใช้หม้อแกง ชาวบ้านจะล้างเสียก่อนโดยนำไปตั้งบนเตาติดไฟและเอาแกลบหรือถ่านที่ยังไมิ่ด ไฟใส่ในหม้อนั้น ปล่อยให้ไฟแรงขึ้นจนแกลบหรือถ่านติดไฟแล้วปล่อยให้ไฟราและให้หม้อเย็นลงเอง เชื่อว่าจะช่วยมิให้มีน้ำหยดลงจากหม้อแกงนั้นในขณะใช้งาน

 

 

 

หม้อน้ำ

หม้อน้ำ เป็นภาชนะดินเผาที่ใช้สำหรับบรรจุน้ำดื่มหรือน้ำใช้ในบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งจะมีการแยกขนาดตามการใช้งานหม้อน้ำที่พบมีขนาดเฉลี่ยนความกว้างประมาณ 12 นิ้ว สูง 10 นิ้ว มีลักษณะอ้วนกลมมีฝาปิด โดยทั่วไปมักจะไม่มีลวดลายแต่หากจะมีลวดลายประกอบแล้วมักจะทำเป็นลายเชิง อยู่บริเวณคอหม้อ และจะเรียกหม้อน้ำที่มีลวดลายนี้ว่า หม้อน้ำดอกหม้อน้ำเท่าที่พบมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

หม้อก้นเรียบ จะมีขนาดใหญ่อ้วนกลมและหนักกว่าหม้อน้ำชนิดอื่น ลักษณะก้นหม้อจะเรียบตั้งได้ ปากหม้อกว้างตัวหม้ออ้วน ที่คอหรือไหล่หม้อทำลายหยักยกเป็นขอบและมีการตกแต่งด้วยลายขูดขีดเป็นริ้ว ปากหม้อทำเป็นขอบกลมประมาณ 0. 5 นิ้ว

หม้อก้นกลม มีลักษณะก้นกลม ตัวหม้อกลม ไม่มีการทำคอและไหล่หม้อ ลักษณะคล้ายหม้อสาว แต่ขนาดเล็กและสูงเพรียวกว่า ที่ฝาหม้อมีการตกแต่งด้วยลายขอบหยักเช่นกันเวลาตั้งจะใช้ตั่งหม้อคอยประคอมิ ให้ล้ม ตั่งหม้อดังกล่าวอาจเป็นกะละมัง เศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ไผ่ที่เหลือจากการเหลามาขดแล้วมัดเป็นวงกลม ใช้รองก้นหม้อไม่ให้ล้ม

หม้อที่มีเชิงหรือตีน เป็นหม้อที่มีเชิงหรือตีนตั้งได้ ตัวหม้ออ้วนสูงเพรียว ปากแคบ ขอบปากกลมหนาประมาณ 0.5 นิ้ว คอและไหล่หม้อมีการตกแต่งด้วยลายขูดขีด และไหล่หม้อทำเป็นขอบหยัก ฝาหม้อมีการตกแงด้วยลายหยักเช่นกัน

การขึ้นรูปน้ำหม้อใช้การขึ้นรูปโดยการใช้ไม้ตีและหินดุเป็นการขึ้นรูปแบบเส้นขดเวลาใส่น้ำดื่ม บางแห่งใส่หินที่เก็บมาจากแม่น้ำหรือลำธารต้นน้ำ เป็นหินสีขาวหรือสีแดงเรียบกลม ขนาดประมาณ 1 นิ้ว ใส่ไว้ 3 ก้อน เชื่อว่าทำให้น้ำในหม้อเย็น และไม่นิยมล้างตัวหม้อด้านนอก ปล่อยให้พืชจำพวกมอสหรือเฟินขึ้น ทำให้น้ำในหม้อเย็น นอกจากนี้การทำลวดลายขูดขีดรอบตัวหม้อทำให้เพิ่มพื้นผิวในการระเหยของน้ำ ทดให้น้ำนั้นเย็นอีกด้วย

ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับหม้อน้ำดื่มนี้ เมื่อถึงวันสงกรานต์หรือปีใหม่เมือง จะนิยมเปลี่ยนหม้อน้ำใหม่ โดยเชื่อว่าเมื่อนำหม้อใหม่เข้าบ้านจะพบแต่สิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ ตลอดปี และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้าน ส่วนหม้อน้ำใบเดิมก็มักจะนำไปใส่น้ำในครัว ใส่น้ำล้างเท้า ปลูกต้นไม้ หรือคว่ำไว้เฉย ๆ


หม้อน้ำ ถ้ามีขนาดบรรจุน้ำประมาณหนึ่งปี๊บ และตั้งอยู่ในห้องน้ำสำหรับอาบน้ำ จะเรียกว่าหม้อน้ำอาบ หากมีขนาดย่อมลงมากกว่านี้หรือเป็นแบบเดียวกับหม้อน้ำดื่ม แต่ตั้งไว้ในบริเวณสำหรับล้างภาชนะ จะเรียกหม้อน้ำดังกล่าวว่า หม้อน้ำซวะ หากเป็นหม้อน้ำขนาดค่อนข้างใหญ่แต่ก้นเรียบ ตั้งไว้ในบริเวณเชิงบันไดบ้าน จะเรียกว่า น้ำหม้อซ่วยตีน คือหม้อบรรจุน้ำสำหรับล้างเท้า เป็นต้น

 

หม้อนึ่ง

หม้อนึ่ง หรือหม้อสำหรับใช้การนึ่งอย่างนึ่งข้าวในชีวิตประจำวัน เป็นภาชนะดินเผาทรงเตี้ยมีขอบปากยื่นเฉียงออกมาเพื่อใช้รองรับไหสำหรับนึ่ง ข้าว เป็นต้น คอจะคอดเข้าก้นกลม

การขึ้นรูปหม้อหนึ่งจะกระทำด้วยมือตกแต่งด้วยลายขูดขีดที่ตัวหม้อเทานั้น ขนาดที่พบโดยเฉลี่ยเส้นผ่าศูนย์กลางราว 12 นิ้ว สูงประมาณ 7 นิ้ว
เมื่อได้หม้อมาใหม่นั้น หากจะนำหม้อนึ่งไปใช้งานนึ่งข้าวทันทีแล้วก็อาจไม่ได้กินข้าวเลยก็ได้ เพราะมักจะมีน้ำซึมลงจากหม้อเป็นระยะ ๆ และถ้าซึมมากอาจถึงกับทำให้ไฟดับก็ได้ ดังนั้นในการใช้ต้องลางหม้ออย่างเดียวกบหม้อแกงเสียก่อนจึงจะได้ ในกรณีหม้อนึ่งนี้อาจลางโดยใช้คร่งทาไปตามก้นหม้อ ด้านในเพื่อทำลดการรั่วซึมของหม้อนึ่งได้

ส่วนความเชื่อที่เกี่ยวกับหม้อหนึ่ง คือ การเสี่ยงทายด้วยผีหม้อหนึ่ง ผีย่าหม้อนึ่ง หรือ ผีปู่ดำย่าดำ ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีหม้อนึ่งสามารถปกปักษ์รักษาเจ้าบ้านได้ บางครั้งจะมากกว่าผีเจ้าที่อีก โดยมีคำบอกเล่าว่า ครั้งหนึ่งผีตนหนึ่งจะเข้าบ้าน ผีเจ้าที่สู้ไม่ได้ ผีหม้อนึ่งจึงมาสู้และเอาชนะได้ ซึ่งอาจเป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเคารพนับถือข้าว การให้ความสำคัญของข้าวที่เป็นอาหารหลักของชาวล้านนา ในการเสี่ยงทายด้วยการลงผีหม้อหนึ่ง จะทำในกรณีที่ลูกหลานไม่สบาย เด็กร้องไห้งอแง นิยมทำในตอนเย็น โดยประกอบหม้อหนึ่งกับไหข้าวเหมือนตอนนึ่งข้าว เอาไม้มาพาดทำเป็นแขนและเอาเสื้อมานุ่ง จัดกระด้งหรือถาดข้าวสารไว้เบื้องหน้ามีดอกไม้ธูปเทียนบูชา และให้ผู้หญิงช่วยกันประคอง เมื่อถามถึงอาการป่วยไข้หรือเด็กไม่สบายด้วยคำถามนำเพื่อให้ผีหม้อนึ่งตอบ รับหรือปฏิเสธ โดยหม้อหนึ้งจะสั่นหรือใช้ “ มือ ” ทำเครื่องหมายบนถาดข้าวสาร เช่น ในกรณีที่เด็กเกิดมาไม่นานแล้วร้องไห้ ชาวบ้านจะถามว่าเป็นใครมาเกิด แล้วอยากได้สิ่งใดรับขวัญ และให้ใครเป็นผู้รับขวัญ เช่น ตามาเกิด อยากได้ของเหลืองก็ต้องนำสิ่งของที่มีสีเหลือง เช่น ทอง หากไม่มีเงินซื้อ ก็ใช้เพียงเหรียญสตางค์เจาะรูผูกไว้ที่ข้อมือ เชื่อว่าเด็กจะอยู่สบายไม่ร้องไห้อีกต่อไป

 

 

 

เรือ

เป็นยานพาหนะที่ใช้เดินทางทางน้ำ เรือโดยทั่วไปโครงสร้างประกอบด้วยตัวเรือเป็นโครงสร้างที่สามารถลอยน้ำได้ (ซึ่งอาจเป็นส่วนเดียวหรือสองส่วนขนาดกันก็ได้ แต่ไม่รวมถึงแพซึ่งปกติโครงสร้างลอยน้ำจะทำจากกระบอกกลวงหลายๆท่อนผูกติดกัน) กับ ส่วนที่เป็นการขับเคลื่อนของเรือ เช่น ไม้พาย (เรือพาย หรือ เรือแจว) เครื่องยนต์หางยาว (เรือหางยาว) ใบเรือ (เรือใบ) เป็นต้น

ส่วนประกอบของเรือ

สันท้องเรือด้านหน้า
ผนังด้านในท้องเรือ
ดาดฟ้าเรือ
ท้องเรือ
กราบเรือ
ครีบท้องเรือ
คานยึดครีบท้องเรือ
หางเสือ
ท้ายเรือ

 

เสื่อลำแพน

เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง มักสานด้วยตอกไม้ไผ่เส้นใหญ่ ๆ แบน ๆ ซึ่งเรียกว่า ตอกปื้น ที่ทําด้วยหวายหรือเส้นใยเปลือก ไม้ก็มี ใช้ปูหรือทําเป็นแผงใช้กั้นหรือกรุเป็นฝาเรือนเป็นต้น.

วัสดุ
ไม้ไผ่

วิธีการทำ
๑. ตัดลำไม้ไผ่เป็นท่อนยาวตามต้องการ จักไม้ไผ่เป็นแผ่นกว้างประมาณ ๑.๕ - ๒.๐ เซนติเมตรเหลาเกลาให้เรียบร้อย
๒. ขึ้นลายโดยวางเส้นตอกตามแนวตั้ง ๑ ชุด แล้วใช้ตอกอีกชุดหนึ่งสอดจับลายตามแนวนอนทีละเส้นจนเต็มขนาดแผ่นเสื่อตามต้องการ เสื่อลำแพนนิยมสานเป็นลายสอง
การประยุกต์ใช้
๑. ใช้ปูรองผลิตผลทางเกษตรในฤดูเก็บเกี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว เป็นต้น
๒. ฉาบทาด้วยน้ำมันทาพื้น ใช้กรุผนังห้อง ฝ้าเพดาน

 

 

เสิง ใช้วางปุยฝ้ายเพื่อเลือกฝ้ายที่ไม่ดีออกและใช้วางดอกฝ้ายตากแดด

 

อิ๊ว ใช้หีบเพื่อเอาเมล็ดฝ้ายออก

 

ตะลุ่มยิงฝ้ายและกงยิงฝ้าย ใช้ดีดฝ้ายให้เป็นปุยละเอียด เพื่อนำไปล้อฝ้าย

 

ไม้กระดานและไม้ล้อมฝ้าย ใช้ล้อฝ้ายให้เป็นแท่งกลมๆ เพื่อนำไปเข็น

หลา ใช้เข็นฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายยาวติดต่อกันหรือใช้ปั่นหลอด (กรอหลอดด้าย)

เปีย ใช้เก็บเส้นด้ายที่เข็นแล้วออกจากหลาเพื่อทำเป็นกำหรือใจ

กวัก ใช้ใส่เส้นด้าย เพื่อให้เส้นด้ายยาวติดต่อกัน แล้วจึงนำไปค้นเครือ



กงกวักฝ้าย ใช้ใส่เส้นด้ายที่เป็นกำหรือใจ เพื่อนำไปกวัก หรือ ปั่นหลอด



เผือ ใช้สำหรับค้นเครือหูก (ทำด้ายเส้นยืน)



ฟืม นำด้ายเส้นยืนใหม่มาสืบต่อด้ายเส้นยืนเดิมทีละเส้นให้เต็มหน้าฟืม เพื่อใช้ฟืมตีเส้นด้ายพุ่ง

เหา ใช้ใส่เส้นด้ายยืนสลับล่างและบน เพื่อขัดสานเส้นด้ายพุ่ง

ไม้ก้อหลอด ใช้พันเส้นด้ายพุ่ง แล้วจึงนำไปใส่ในกระสวยทอผ้า

กระสวย ใส่ไม้ก้อหลอด เพื่อเตรียมการทอ

กี่ทอผ้า ใช้ขึงเครือหูก (ด้ายเส้นยืน) เพื่อเตรียมการทอ

ไม้กี่พั้น ใช้ใส่หัวเครือหูก (กกหูก) และไว้สำหรับพันผ้าที่ทอเสร็จแล้วก่อนจะตัดออกจากกี่


ไม้หาบเหา ใช้ห้อยเชือกที่แขวนฟืมและเหา (เขา หรือ ตะกอ)

ไม้หย่ำตีน (ไม้เหยียบ) ใช้เหยียบสลับไปมาเพื่อเปลี่ยนเส้นด้ายยืนให้ขัดสานสลับกัน

หลักบ๊ากา ใช้ยึดไม้กี่พั้น เพื่อให้ผ้าทอตึง

ไม้แป้นกี่ ใช้สำหรับนั่งทอผ้า

ไม้โป้งเป้ง ใช้แขวนเหา (แขวนเขาหรือตะกอ)

ซ้าหลอด (ตะกร้าใส่หลอด) ตะกร้าใส่หลอดด้ายสำหรับทอ


ขนเม่น ใช้ทอผ้าตีจก

 

ไม้แป้นขิด ในการทอผ้ายกดอกจะใช้ไม้แป้นขิดง้างเส้นด้ายยืน เพื่อสอดกระสวยเส้นด้ายพุ่งให้เกิดลวดลาย

ไม้ผัง ใช้ขึงกับหน้าผ้า เพื่อให้ผ้าที่จะทอมีความตึง

บ๊าเหง็น ใช้สำหรับใส่กวัก เพื่อกวักเส้นด้ายให้ยาวเรียงติดต่อกัน

หวีหูหมู ใช้สางเส้นด้ายยืนที่ขึงในกี่แล้วให้เป็นระเบียบ ทำให้ด้ายเครือไม่พันกัน

เชือกมัดหูก ใช้มัดเส้นด้ายยืนให้ตึง จะใช้ตอนที่ด้ายยืนใกล้จะหมดเครือ

ไม้ไขว้หูก ใช้ขัดสานเส้นด้ายยืน เพื่อให้เส้นด้ายยืนขัดสานกันได้สะดวกขึ้น

 

 

 


ไม้หาบข้าว
คันหลาว(ไม้หาบข้าว)

ลักษณะทั่วไป ไม้หาบกล้า (บางถิ่นเรียกคันหลาว) ไม้ที่ทำเป็นคานหลาวใช้ไม้ไผ่ลำตรง ๆ คานหลาวแต่ละอันมีความยาวประมาณ 2 เมตร ชาวบ้านจะนำไม้ไผ่ไปผึ่งแดดให้แห้งหรืออาจลนไฟก็ได้ เหลาข้อไม้ไผ่ให้เรียบไม่ให้มีเสี้ยน จากนั้นจะใช้มีดเสี้ยมปลายไม้ไผ่ทั้งสองข้าง ตรงส่วนล่างที่ตอกมัดข้าวหรือบางแห่งก็ใช้ต้นข้าว มัดขมวดไว้ไม่ให้หลุด ซึ่งเรียกกันว่า เขน็ดข้าว ปากฉลามทั้ง 2 ข้างจะมีความยาวประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร

ประโยชน์ใช้สอย ใช้สำหรับหาบต้นกล้าเพื่อนำไปปักดำ ใช้ หาบฟ่อนข้าวไปที่กองข้าว ซึ่งรวมกันไว้เป็นกองใหญ่ ๆ ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อจะใช้เกวียนหรือรถบรรทุกฟ่อนข้าวไปลานนวด นอกจากใช้หาบฟ่อนข้าวแล้วชาวนายังใช้หาบแฝก หญ้าคา และฟ่อนหญ้า

ขั้นตอนการใช้งาน ใช้สำหรับเสียบตรงกลางฟ่อนข้าวเพื่อใช้หาบ การที่จะใช้กระบุงแล้วใช้ไม้คานหาบฟ่อนข้าวนั้น หาบได้ครั้งละไม่กี่ฟ่อนก็เต็มกระบุงแล้ว การใช้คานหลาวจึงมีความเหมาะสมกว่าเพราะหาบได้ทีละหลาย ๆ ฟ่อน

 

คอกน้ำเต้า

ชื่อสามัญ น้ำเต้า เป็นเต้าเป็นภาชนะที่ใช้ใส่น้ำดื่ม

ประวัติความเป็นมา น้ำเต้าเป็นชื่อของผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งให้ผลที่มีรูปซึ่งเรียกกันว่า ทรงน้ำเต้า มีลักษณะคอกลมเรียวยาว และส่วนล่างพองออกเป็นทรงกลมชาวบ้านสมัยโบราณนิยมนำมาแคะเนื้อออกเก็บไว้ใส่น้ำดื่มเวลาเดินทางไปทำงานนอกบ้าน เช่น ไปทำนา ทำสวน เป็นภาชนะที่มีขนาดเบาถือไปมาสะดวก ปัจจุบันน้ำเต้าหายาก ชาวบ้านจึงใช้เครื่องปั้นดินเผาซึ่งปั้นให้มีรูปทรงเหมือนน้ำเต้าแทนน้ำดื่มจากน้ำเต้า จะมีความเย็นตามธรรมชาติ
อุปกรณ์การผลิต ผลิตน้ำเต้า มีด ช้อนด้ามยาว ดินเหนียว แท่นปั้น น้ำ เตาเผา

วิธีใช้

1. นำผลน้ำเต้าที่มีขนาดแก่จัดเต็มที่มาตัดเปิดคอน้ำเต้าด้านบน ใช้ช้อนด้ามยาวล้วงควักเอาเนื้อข้างในออกให้หมดเหลือไว้เฉพาะเปลือง นำไปล้างให้สะอาดตากแดดให้แห้งหรือรมควันไฟเพื่อให้มีความทนทานและกันขึ้นราทำฝาปิด ด้านบนคำน้ำ
2. กรณีที่ทำจากดิน นำดินเหนียวที่ละเอียดปราศจากสิ่งเจือปนอื่น ๆ เช่นเศษไม้หิน มาบดเข้ากันให้เป็นเนื้อเดียวนำขึ้นแทนปั้นเป็นรูปทรงน้ำเต้าข้างในทำเป็นโพรงไว้เขียนลวดลายด้วยเหล็กแหลมหรือไม้ตามต้องการ นำน้ำเต้าที่ปั้นได้ทรวดทรงดีแล้วไปเข้าเตาเผาเผาจนได้ที่รอให้เย็นแล้วทิ้งไว้สักระยะหนึ่งจึงนำมาใส่น้ำดื่มได้

ก่อนใช้ล้างน้ำเต้าให้สะอาดทุกครั้ง เทน้ำสะอาดซึ่งได้แก่น้ำฝนหรือน้ำบ่อที่ใช้ดื่มใส่ลงในน้ำเต้า แล้วปิดฝา เวลาดื่มอาจจะยกดื่มได้เลยหรืออาจจะเทใส่แก้วน้ำก่อนก็ได้ น้ำเต้าจะจุน้ำได้ประมาณ 3-4 ลิตร

 

 

 

อีดฝ้าย
ทำจากไม้มีเกลียวคล้ายฟันเฟือง ใช้ปั่นหรืออีดเมล็ดฝ้ายออกจากปุยฝ้าย

 

 

 

ล้อเกวียน

เกวียนจะมีล้อขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.40-1.60 เมตร ทำด้วยไม้เนื้อแข็งมีกำ 16 ซี่ เพื่อทำหน้าที่กงล้อแข็งแรงมั่นคง และเป็นตัวเชื่อมติดต่อกับดุมด้วย

 

 

รอก

รอก ( Pulley ) เป็นเครื่องกลที่ใช้สำหรับยกของขึ้นที่สูง หรือหย่อนลงต่ำ มีลักษณะเป็นล้อหมุนคล่องรอบตัว และมีเชือกพาดล้อสำหรับยกวัตถุและดึงวัตถุ

 


ตุ้มปลาไหล

ทำจากไม้ไผสานเป็นทรงสูง มีทำสำหรับปลาไหลเข้าไปใช้สำหรับดักปลาไหล โดยใช้เหยื่อล่อไว้ด้านใน

 

 


ไม้กวาด

ไม้กวาดมีไว้ทำความสะอาดบ้าน โดยส่วนมากจะออกแบบให้มีที่แขวนได้ มีด้ามให้ง่ายสำหรับจับถือ และมีห่วงสามารถแขวนได้อย่างสะดวก
วิธีเก็บรักษา คือ ไม่ควรเก็บไม้กวาดโดยเอาทางด้านขนปักกับพื้น เพราะจะทำให้หมดอายุการใช้งานเร็ว ถ้าไม่มีห่วงสำหรับแขวน ควรใส่ห่วงหรือเจาะรูที่ปลายด้าม แล้วใช้เชือกร้อย ทำห่วงสำหรับแขวน สำหรับไม้กวาดที่มีขนแข็ง ควรชุบน้ำให้เปียกบ้าง เพื่อไม่ให้เปราะหักง่าย

 

 

ตู้ยาประจำบ้าน

เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับครอบครัว เมื่อเกิดเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอ หรือโรงพยาบาลทุกครั้งไป เนื่องจากโรค หรืออาการเจ็บป่วยทั่วไปบางอย่าง สามารถรักษาได้ด้วยตนเอง เช่น ไข้หวัด ลมพิษ ท้องอืด- ท้องเฟ้อ ท้องเสีย และหากเกิดป่วยในยามดึกดื่น การไปสถานพยาบาลกลางดึก อาจจะลำบาก ไม่สะดวก โดยเฉพาะ ในชนบทที่ห่างไกล อีกทั้งยังลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ หากเรารู้จักรักษาตนเองโดยเบื้องต้นได้

 

 

เบ็ดก่อง

ลักษณะและวิธีการใช้
เบ็ดก่อง เป็นเบ็ดสำหรับจับปลาในน้ำตื้นและนิ่ง คันเบ็ดทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒ ฟุตครึ่งถึง ๓ ฟุต เหลาให้ด้านโคนกลม เสี้ยมปลายให้แหลม ส่วนด้านปลายทิ้งปมไว้ ถัดจากปมเหลาให้แบน โดยรักษาผิวไม้ไว้ตรงส่วนปลายถัดจากปมลงมาใช้ด้ายผูกไว้ให้แน่น ปลายด้ายผูกตะขอเบ็ดสำหรับเกี่ยวเหยื่อ ด้ายนี้ยาวทั้งสิ้นประมาณฟุตครึ่ง เครื่องมือที่ใช้เหลาเบ็ดก่องที่แพร่หลายที่สุดคือ มีดเหลา ซึ่งเป็นมีดที่มีใบมีดสั้นและมีด้ามยาวกว่าหลายเท่า

วิธีปักเบ็ด ใช้โคนของคันเบ็ดปักลงในดินริมน้ำ หรือบนคันนาที่มีน้ำขัง ใช้ไส้เดือนเกี่ยวตะขอเบ็ดและปล่อยลงใต้ผิวน้ำ ปกติชาวนาจะปักเบ็ดไว้ในตอนค่ำและกู้เบ็ดในรุ่งเช้าต่อมา จำนวนเบ็ดที่ทำและนำไปปักมากน้อยแล้วแต่พื้นที่ของแหล่งน้ำ แต่โดยทั่ว ๆ ไปมักทำไว้จำนวนมากครัวเรือนละหลายสิบอัน เพราะทำง่ายและใช้งานสะดวก

ประโยชน์
เบ็ดก่อง เป็นเครื่องมือที่ทำง่าย ใช้ง่าย และเหยื่อก็หาง่าย ทั้งยังปักทิ้งไว้โดยไม่ต้องเฝ้า จึงเป็นเครื่องมือที่มีใช้ทั่วไปในสังคมเกษตร นอกจากนี้การเหลาไม้ทำเบ็ดก่องยังเป็นบทฝึกงานช่างเบื้องต้นของลูกผู้ชายชาวล้านนาในสังคมเกษตรด้วย

 

 

 

 


กบไสไม้

กบ เครื่องมือช่างไม้สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องมือแปรรูปไม้ให้ผิวเรียบและได้รูปทรงตามต้องการ ประโยชน์ใช้สอยหลัก ๆ ของกบคือ ไสให้ผิวหรือหน้าไม้เรียบ การเรียกชื่อกบมักเรียกตามรูปร่างและลักษณะการใช้สอย เช่น กบคิ้ว กบโค้ง กบทวาย กบนาง กบบรรทัด กบบังใบ กบบัว กบราง ส่วนประกอบของกบมีดังนี้

ตัวกบ แต่เดิมทำด้วยไม้ก่อนจะทำด้วยเหล็ก นิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน เพราะแข็งและเหนียว ตัวกบมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม มีขนาดแตกต่างกัน เช่น กบนางขนาดยาวกว่ากบกระดี่ที่มีขนาดเล็กและสั้น ค่อนไปทางท้ายกบเจาะเป็นช่องให้เอียงไปด้านหลังเล็กน้อยสำหรับใส่ใบกบ ด้านหน้าเจาะเป็นช่องให้ขี้กบออกและช่องบังคับลิ่ม เรียก นม โบราณนิยมใช้เหล็กกลม ๆ สอดขวางบังคับลิ่มให้กระชับใบกบ เลยช่องใส่ใบกบทางท้ายเจาะรูกลมหรือรี สำหรับสอดไม้ให้ทะลุออกมาทั้งสองข้างเป็นมือจับ

ใบกบ แผ่นเหล็กบาง ๆ กว้างเท่ากับช่องตัวกบ ยาวมากกว่าความหนาของตัวกบ ปลายด้านหนึ่งเอียงลาดคมคล้ายคมสิ่ว ตอนบนมีช่องทะลุตามความยาวของใบสำหรับใส่สลักเกลียวจากฝาประกับเพื่อยึดให้แน่น

ฝาประกับ แผ่นเหล็กมีความกว้างและหนา ปลายด้านล่างโค้งเข้าหาใบกบ ตอนบนด้านหลังมีสลักเกลียวสำหรับยึดกับช่องใบกบเพื่อขันให้แน่น ฝาประกับจะบังคับไม่ให้ขี้กบติดค้างอยู่ในช่อง ทำให้ไสไม่สะดวก

ลิ่ม แผ่นไม้กว้างเท่าใบกบ ส่วนบนหนากว่าส่วนล่าง ใช้ตอกอัดช่องระหว่างฝาประกับกับนม ให้ฝาประกับกับใบกบขัดกันแน่นอยู่ในตัวกบ

มือจับ ไม้แท่งกลมหรือรี ด้านหนึ่งใหญ่ปลายเรียว ใช้สอดเข้าไปในตัวกบ ให้ยื่นออกด้านข้างทั้งสองข้าง ยาวพอให้จับได้สะดวก

ส่วนประกอบและรูปร่างของกบแตกต่างกันบ้างตามลักษณะการใช้งานและความนิยมของช่าง กบสำหรับใช้งานทั่ว ๆ ไปที่น่าสนใจมีดังนี้

กบล้างไม้ กบสำหรับไสปรับผิวไม้ให้เรียบครั้งแรก ขณะที่ไม้ยังมีรอยคลองเลื่อยอยู่ เรียกว่า ไสลบคลองเลื่อย

กบกระดี่ ใช้ไสตกแต่งไม้บังใบบานประตูและบานหน้าต่าง ๆ หลังจากใช้กบบังใบไสแล้ว ถ้ายังไม่เรียบจึงใช้กบกระดี่ไสตกแต่งอีกครั้งหนึ่ง กบ
กระดี่ไสได้ทั้งสองด้าน เพราะใบกบมีความยาวเท่ากับความกว้างของตัวกบประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 35 เซนติเมตร

กบคิ้ว ใช้สำหรับตกแต่งวงกบหรือกรอบประตูหน้าต่างที่ติดกับลูกฟักให้เป็นเส้นตื้นหรือลึก เพิ่มความงดงาม

กบโค้ง กบที่มีผิวหน้าโค้ง ใช้ไสปรับผิวไม้ให้มีความโค้งเฉพาะด้านในเท่านั้น

กบท้องโอน แบบท้องกลมใช้ไสไม้ที่เป็นราง แบบท้องเว้าโค้งขึ้น ใช้ไสไม้หลังเต่า

กบทวาย ใช้ไสแต่งผิวไม้รูปโค้ง โดยเฉพาะผิวด้านใน ตัวกบและส่วนประกอบทั้งหมดทำด้วยโลหะ

กบนาง ใช้ไสปรับผิวไม้ให้เรียบ หลังจากไสด้วยกบล้างไม้แล้ว เพื่อให้ผิวไม้ที่อาจยังเป็นคลื่น เป็นหลุมหรือขรุขระให้เรียบ ก่อนนำไปแปรรูปเป็นสิ่งต่าง ๆ ต่อไป

กบบรรทัด ใช้ไสปรับผิวไม้ให้เรียบและเป็นเส้นตรงได้ระดับเดียวกันตลอดความยาวของผิวไม้ กบชนิดนี้จึงยาวกว่ากบชนิดอื่น คือยาวประมาณ 45-60 เซนติเมตร

กบบังใบ ใช้สำหรับปรับแต่งขอบของพื้น ฝา เพื่อบากให้เข้ากัน และใช้ไสแต่งวงกบ กรอบบานประตู บานหน้าต่าง และช่องแสง เพื่อเข้าไม้ลูกฟัก หรือแผ่นกระจก หรือช่วยบังคับการเปิดปิดไม่ให้แสงลอดหรือน้ำรั่ว

กบบัว ใช้ไสปรับไม้ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามต้องการ เช่น บัวคว่ำบัวหงาย ครึ่งวงกลม รูปเล็บมือ หน้ากบมีรูปร่างและขนาดตามขนาดของไม้ที่ต้องการไส

กบราง ใช้ไสทำรางตามวงกรอบประตู กรอบหน้าต่าง หรือลูกตั้งลูกนอนของฝาประกน หรือไสทำรางใส่กระจกหรือไม้ลูกฟัก
เครื่องมือช่างไม้และเครื่องมือช่างชนิดต่าง ๆ ของช่างไทยนั้น นอกจากจะมีรูปทรงและทำด้วยวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว ยังแสดงถึงความคิดที่แยบยลในการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ โดยเฉพาะช่างพื้นบ้านที่มักสร้างเครื่องมือใช้เอง ด้วยการเลือกสรรวัสดุเท่าที่หาได้และใช้งานได้ดีมาทำ เช่น การทำกบไสไม้ ช่างจะเลือกไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้เต็ง ไม่ใช้ไม้เนื้ออ่อน เพื่อให้ใช้งานได้ทนทาน ขณะเดียวกันก็ทำรูปทรงให้สอดคล้องกับการใช้งาน สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดพื้นฐานในการออกแบบที่มีอยู่ในตัวช่าง เป็นประสบการณ์ในการทำงานที่หล่อหลอมให้เกิดความคิดในการสร้างรูปแบบต่าง ๆ ประหนึ่งเป็นทฤษฎีการออกแบบที่ศึกษากันในสถาบันการศึกษา เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านจึงเป็นสิ่งสะท้อนภูมิปัญญาของช่างไทย ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง

 

 

 

 


น้ำต้น

น้ำต้น เป็นภาชนะใส่น้ำแบบล้านนาชนิดหนึ่ง เป็นภาชนะดินเผาแรงไฟต่ำ มีลักษณะทรงสูงคล้ายขวด ตัวน้ำต้นอ้วนกลม มีคอยาว ปากเล็ก มีขนาดประมาณ 6.5 นิ้ว (วัดที่ตัวน้ำต้น) สูงประมาณ 10 นิ้ว ทั่วไปมักจะมีสีแดงอิฐ

ในการปั้นน้ำต้นนั้น นิยมขึ้นรูปโดยการใช้แป้นหมุนและปั้นด้วยมือเป็นส่วน ๆ นำมาประกอบกันเมื่อดินยับไม่แห้งมีการตกแต่งด้วยลายกดประทับและลายขูดขีด บางชนิดพบว่ามีฝาเล็ก ๆ ปิดที่ปากด้วยในแง่ประโยชน์ใช้สอยแล้วน้ำต้นใช้สำหรับใส่น้ำไว้ใช้ดื่มบนเรือนและใช้รับแขกโดย วางไว้ที่เติน (อ่าน เติ๋น) หรือห้องอเนกประสงค์ นอกจากนี้ น้ำต้นยังใช้สำหรับใส่น้ำไว้บนหอเจ้าทรง หอผีปู่ย่าด้วย

ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับน้ำต้น เชื่อว่าน้ำต้นเป็นของสูงจึงใช้สำหรับใส่น้ำในพิธีกรรมต่าง ๆ หรือกิจกรรมที่มีเกียรติ เช่น ต้อนรับแขก ตั้งไว้บนหอผีหอเจ้าทรง เวลาฟ้อนผีก็ใช้น้ำต้นสำหรับใส่น้ำเพื่อบวงสรวงเซ่นไหว้ผี เป็นต้น

ปกติชาวบ้านมักจะไม่ใช้น้ำต้นอย่างพร่ำเพรื่อ หากไม่ใช้งานแล้ว มักจะเก็บไว้โดยการคว่ำไว้บนค่วน หรือที่เก็บของเป็นตะแกรงตาห่างกรุอยู่แทนเพดานเรือน

 

 

 

 


กุบ

กุบ หมายถึง หมวกมีปีกทำจากไม้ไผ่สานประกบกัน ๒ ชิ้นกรุด้วยวัสดุจำพวกใบไม้ ที่สวมสานด้วยไม้ไผ่ การทำกุบเริ่มจากการขึ้นโครง โดยใช้ไม้จริงถากเป็นโครงไว้ภายใน ภายนอกใช้ตอกเส้นเล็ก ๆ วางเรียงขัดตามพิมพ์ของกุบ เมื่อได้โครงแล้ว นำออกจากพิมพ์ก่อนที่จะใช้กระดาษสาหรือผ้าพลาสติกทาบไว้บนโครงที่สำเร็จ จากนั้น ยึดริมด้วยไม้ไผ่เหลา โดยทำให้โค้งกลมตามรูปของกุบ และตกแต่งโดยตัดโครงไม้ที่ยื่นออกมาจากกุบ เพื่อความสวยงาม

ในอดีตกุบเป็นเครื่องใช้ชนิดหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวบ้านทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้ความสำคัญของกุบลดน้อยลง หากไม่นับชาวไทยใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ยังใช้กุบในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ใช้กุบในปัจจุบัน ยังคงมีแต่ชาวไร่ชาวสวน

 

 

 

 

ขันโตก

ประเพณีการเลี้ยงขันโตก เป็นประเพณีของชาวเหนือที่นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่โบราณ การเลี้ยงแขกโดยการกินข้าวขันโตก ซึ่งอาจมีหลายชื่อทีใช้เรียก ขานกัน เช่น กิ๋นข้าวแลงขันโตก หรือเรียกสั้นๆ ว่า ประเพณี ขันโตก หรือสะโตก

"ขันโตก" เป็นวัฒนธรรมในการรับประทานอาหารแบบหนึ่งของชาวภาคเหนือ เป็นรูปแบบการรับประทานโดยการ นั่งบนพื้นเรือนและมีการแสดงพื้นบ้านของชาวเหนือ เพื่อใช้ในการต้อนรับแขกคนสำคัญ โดย จัดสำรับอาหารใส่ในภาชนะรอง ที่เรียกว่า "ขันโตก" หรือ "โตก"

"ขันโตก" หรือ "โตก" เป็นภาษาดั้งเดิมของชาวเหนือ หมายถึงภาชนะสำหรับวางรอง สำรับอาหาร บางที่เรียก "สะโตก" มีรูปร่างทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ ๓๐ เซนติเมตรขึ้นไป ความสูงประมาณ ๑ ฟุต มีทั้งที่ทำจากไม้ และหวาย

ขันโตก มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือ โดยที่สมาชิกในครอบครัวหรือแขกที่มาบ้าน จะนั่งล้อมวงกันรับประทานอาหาร นอกจากจะใช้วางถ้วยกับข้าวแล้ว ยังใช้โตกเป็นภาชนะ สำหรับใส่เข้าของอย่างอื่นด้วย โดยเปลี่ยนชื่อเรียกตามสิ่งของที่ใส่

 

 

 

 

ก๋วย

ก๋วย เป็นภาชนะเช่นเดียวกับเข่งของภาคกลาง ใช้ใส่สิ่งของต่างๆ ถ้าใส่หมูเรียก ก๋วยหมู
ใส่ไก่เรียก ก๋วยไก่ ฯลฯ

 

 

 

 

ฝักมีด

ฝักมีด เป็นฝักมีด หรือปลอกมีด สานด้วยไม้ไผ่รูปร่างแบนๆ มีปากสำหรับเสียบมีด เพื่อป้องกัน คมมีด ใช้พกพาโดยคาดไว้กับเอว

 

 

 

 

 

เครื่องโม่แป้ง

เครื่องโม่แป้ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับโม่ข้าวให้เป็นน้ำแป้ง

 

 

 

 

ตะกร้าหรือซ้า

ซ้า ในความหมายของชาวล้านนาตรงกับ “ ตะกร้า ” ในภาษาไทยกลาง ซึ่งเป็นภาชนะสานให้โปร่ง มีหลายรูปร่างและหลายขนาด มีลักษณะที่ร่วมกันคือสานขึ้นอย่างง่าย ๆ ใช้สำหรับใส่สิ่งของต่าง ๆ เช่น ผัก ผลไม้ มีเชือกสำหรับหิ้วหรือหาบคอนเหมือนกระบุง และซ้านี้จะมีเป็นคู่หรือเดี่ยวก็ได้

 

 

 

ฮอก

งัว ควาย ในสมัยก่อนมีค่าเทียบเคียงกับรถเก๋ง ความมีฐานะของผู้คน ดูได้จาก ปริมาณ งัว ควาย ดังนั้นเมื่อมี งัว ควาย มากๆ หลายสิบหลายร้อยตัว จึงเลี้ยงในลักษณะ เป็นงัวหมู่เป็นฝูงๆ อาชีพเลี้ยง งัว ควาย จึงมีอยู่ทั่วไปชาวบ้านเจ้าของ งัว ควาย จึงทำเครื่องแขวนคอ งัว ควาย ที่เรียกว่า ฮอก ( กระดึง ) ใช้สำหรับแขวนคอ งัว ควาย เพื่อประโยชน์ ในการรู้ตำแหน่ง ของสัตว์เป็นสำคัญ ถ้าแขวนคอ งัว เรียกว่า ฮอกงัว ถ้าหากแขวนคอควาย เรียกว่า ฮอกควาย ฮอกถ้าแบ่งตามวัสดุที่ทำ แบ่งได้ ๒ ชนิด คือชนิดที่ทำจากไม้ และชนิดที่ทำจากโลหะ ฮอกที่ทำจากไม้ มักทำจากไม้สัก ไม้ดู่ ไม้เหล่านี้นำมาจากเศษไม้ หัวไม้ รากไม้ ที่ไม่ใช้ประโยชน์อื่นใดแล้ว นำมาเหลา ตกแต่ง ให้เป็นรูปกลม รี แล้วแต่งขนาดที่ต้องการ ขนาดของฮอก ถ้าเป็นขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ ๕ – ๖ นิ้ว ขนาดกลาง๓ -๔ นิ้ว ขนาดเล็ก ๒ นิ้ว ฮอกมีรูปร่างหลายอย่าง เช่น ฮอกที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุมโงกลมเล็กน้อย มีค้อนหลาย ๆ ตัวห้อยอยู่ข้างใน ตรงกลางเหมือนระฆังลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ผาราง ผาราง นี้มักใช้แขวน งัว ตัวที่เป็นจ่าฝูง เพราะมีเสียงดังกังวาล ทุ้มกว่า ฮอก และฮอกที่แขวนเป็นพวงเรียกว่า หม่ากะหล๊ก การเลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านใช้ฮอกเป็นสัญญาณ ให้รู้ตำแหน่งของสัตว์

 

 

 

 

ไซหัวหมู - สานตาห่าง

รูปทรงกลมยาม ท้ายรวบ หัวตัด มีงาสวมใช้สำหรับดักปลาตะเพียน ปลาหมอ ปลากระดี่ นิยมดักกลางคืน

 

 

 

 

กวัก

กวัก เป็นคำนาม ความหมายหนึ่งหมายถึง เครื่องใช้ในการปั่นฝ้ายในกระบวนการทำเส้นฝ้าย เรียก "กวัก" หรือ "บ่ากวัก" ซึ่งทำด้วยตอกผิวไม้ไผ่นำมาสานด้วยตาหกเหลี่ยม รูปร่างคล้ายชะลอมปากผาย ประโยชน์คือใช้สำหรับช่วยในการกรอหรือสาวเส้นฝ้าย ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมายถึงชื่อของนกเป็ดน้ำซึ่งคนล้านนาเรียกนกชนิดนี้ว่า "นกกวัก" หรือ "นกหวัก" นกดังกล่าวมีชื่อสามัญว่า White - breasted Waterhen ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Amaurormis Phoenicurus ในวงศ์ Rallidae เป็นนกที่มีลักษณะลำตัวสั้น ขาและนิ้วเท้ายาว หลังและปีกสีน้ำตาลอมแดง ลำตัวด้านล่างและหน้าผากสีขาว ชอบหากินตามริมฝั่งน้ำ ชอบเดินหรือวิ่งมากกว่าบิน
ในด้านความเชื่อ ชาวล้านนาเชื่อว่า "กวัก" หรือ "บ่ากวัก" ในความหมายแรกนั้น มีผีประจำอยู่ จึงมักมีพิธีเล่นผีบ่ากวัก ซึ่งจะเชิญผีเข้าสิงบ่ากวัก เพื่อให้ผีทำนายเหตุการณ์หรือเชิญมาร่วมการละเล่นในงานสงกรานต์ โดยเรียกพิธีนี้ว่า "ลงผีบ่ากวัก"
พิธีเล่นลงผีบ่ากวัก จะวางบ่ากวักให้ปากคว่ำลง ใช้ไม้สอดตาให้ทะลุสองข้าง กางออกคล้ายแขนคน แล้วเอาเสื้อสวมโดยให้มีหัวโผล่และมีแขน จากนั้นจึงเอาข้าวตอกดอกไม้บูชาพร้อมกล่าวคำเชิญ สักครู่หนึ่งบ่ากวักจะมีน้ำหนักและเริ่มเอนเอียงไปมา แสดงว่าผีบ่ากวักได้มาสิงสู่ตามคำเชิญแล้ว คนในพิธีต้องช่วยกันประคองไว้
การลงผีบ่ากวักมักจะทำในลานที่โล่ง เมื่อผีเข้าสิงแล้วจะฟ้อนให้ดู ยิ่งถ้ามีการขับเพลงประกอบ มีการปรบมือให้จังหวะ ผีก็ยิ่งฟ้อนด้วยความสนุกสนาน เพลงดังกล่าวมีเนื้อร้องดังนี้

อี่แม่นางกวัก ผีดว็กผีแด่
อี่แม่แหย็กแหย่ อี่แม่สวยลาย
แม่สายต๋าฮ้อย ฮ้อยดอกซอมพอ
ห้อยหอปราสาท ดังอืดอาดซุ้มมืดซุ้มดำ
หลับฝันหัน สูเจ้าสูน้อง
ลงมาฟ้อน เต๊อะนางกวักเฮย ฯ

การลงผีบ่ากวัก นอกจากผีจะฟ้อนแล้ว บางครั้งจะมีการนำสิ่งของไปซุกซ่อนไว้นอกบริเวณแล้วให้ผีพาไปหา ซึ่งส่วนใหญ่จะหาพบทุกรายไป

 

 

 

 

สาด

สาด ของล้านนามีความหมายสองประการ คือ หมายถึงพรรณไม้ชนิดหนึ่งในจำพวกต้นคล้า นิยมตัดต้นมาผ่าตากแดดให้แห้งแล้วขูดเนื้อในออกให้เหลือแต่ส่วนผิว และใช้ส่วนผิวดังกล่าวสำหรับสานเสื่อ และอีกความหมายหนึ่งของสาด แปลว่า เสื่อ ( “ เสื่อ ” ในภาษาไทลื้อแปลว่า “ ฟูก ” )
สาด ปกติทำจากไม้ไผ่หรือหวายที่จักให้เป็นเส้นบางและยาวสานสอดกันไปมาให้เป็นผืน ซึ่งอาจมีลวดลายต่างๆ ตามที่เห็นงาม อีกทั้งมีขนาดและรูปแบบหลายอย่างต่างกันไป ตามลักษณะการใช้งานสาดเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็น โดยเฉพาะบนพื้นที่ปูด้วยฟากสับหรือแคร่ไม้ไผ่ เป็นต้น
เมื่อแขกผู้มีเกียรติหรือผู้ที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกันไปถึงบ้านแล้ว เจ้าบ้านพึงปูเสื่อให้แขกนั่งแล้วจัดเอาน้ำต้นหรือคนโทและขันหมากมาสู่แขก
เมื่อเสื่อมีความสำคัญอย่างนี้ การเก็บส่วนเชาแต่โบราณจึงมีการเก็บส่วยเป็นเสื่อด้วย ดังปรากฏในหนังสือพื้นเมืองเชียงราย – เชียงแสน ซึ่งเป็นใบลานของวัดเมธังกราวาส อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ บันทึกไว้ว่า “ ...หื้อข้าลวะชาวดอย...หื้อเขาส่วนสาด ๒๐ ผืน... ”
• สาดคะลา (อ่าน “ สาดก๊ะลา ” )
สาดคะ ลา มีความหายอย่างเดียวกับเสื่อกะลาของภาษาไทยกลาง คือเป็นเสื่อชนิดหยาบ ทำจากตอกไม้ไผ่ที่ทำให้มีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนา สานให้เป็นผืนขนาดใหญ่ มีความกว้างมากกว่า ๒ เมตรขึ้นไป เคยปรากฏในตำราโคลงกลบทล้านนาบทหนึ่งว่า
สัพพะคุณอยู่เรือนคำๆ คะ
พะเพิกเรือนตะหละขะลุ ลา
สิปอยูดอยู่ๆ อยะมิ่งเอ่ไพ มุง
ปากองแกงกินส้าตูบทุ้มคะลา นอน
ถอดกลโคลงว่า
สัพพะคุณอยู่เรือนค้ำ คำคะ
พะเพิกเรือนตะหละขะ ลุล้า(หลุหล้า)
สิปอยูดอยู่อยะ มุงมิ่ง ไพเอ่
ปาก่อแกงกินส้า ตูบทุ้มคะลานอน

ซึ่ง แปลจากคำกระทู้ได้ว่า “ สัพพะสิปปาคะลามุงนอน ” อันแปลความได้ว่า มัวแต่เรียนวิชาต่างๆ อยู่นั่น ในที่สุดก็เหลือแต่เสื่อกะลาคุ้มหัวเท่านั้น
สาดคะลานี้ อาจเรียกว่า สาดเถิ้ม (คือเสื่อผืนขนาดใหญ่และหนาหนัก) ได้อีกด้วย
วิธีทำ
คัดเลือกไม้เฮี้ยคือ ไม้ซางที่ลำต้นตรงและมีขนาดของปล้องยาว มีอายุตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไป คือไม้ที่แตกหน่อเป็นไม้ในปีนี้ เมื่อถึงปีหน้าหลังจากหน่ออื่นโตเป็นเล่มแล้ว ที่เรียกว่า “ ไม้ที่หันหน้าน้องแล้ว ” แต่แก่ไม่ควรเกิน ๓ ปี ให้เลือกเอาต้นที่ปลายยาวไม่ด้วน (เพราะไม้ไผ่ทุกชนิดที่ปลายด้วน เนื้อของไม้จะไม่แน่นและไม่เหนียว) เมื่อได้ไม้และตัดมาแล้วก็ตัดออกเป็นปล้องๆ ผ่าแต่ละปล้องออกเป็นกีบ แต่ละกีบกว้างประมาณ ๑.๐ -๑.๕ เซนติเมตร จากนั้นจึงจักออกเป็นตอกความหนาของเส้นประมาณ ๑ มิลลิเมตร เมื่อจักแล้วนำไปตากแดดสัก ๑ แดด คือ ๑ วัน

การสาน
เมื่อจะลงมือ นำเอาตอกไปแช่น้ำสัก ๕ นาที เพื่อให้ตอกเหนียว สถานที่จะสานก็ที่พื้นดิน บริเวณใต้ร่มไม้ หรือใต้ถุนเรือน สานด้วย “ ลายสอง ” เมื่อสุดตอกก็ต่อตอกโดยการเสียบต่อไปเรื่อยๆ จนได้ความกว้างความยาวตามที่ต้องการ จากนั้นจึง “ เม้มริม ” คือพับริมให้มีคามตรงเสมอกัน
การใช้
สาดคะลา เป็นสาดที่ทำขึ้นใช้ในการเกษตรกรรมโดยเฉพาะ เพื่อปูให้คนนั่งวาต้นกล้าและมัดกล้าในช่วงถอนต้นกล้า ใช้ปูรองข้าวเปลือกในตารางหรือลานนวดกลางทุ่งนาในช่วงของการเก็บเกี่ยว นอกจากจะใช้ในการทำนาแล้ว สาดคะลายังใช้ปูรองตากพืชผลทาบางการเกษตร ใช้ปูในโรงครัวชั่วคราวเพื่อทำอาหารเมื่อมีงานเกิดขึ้นในบ้านและยังใช้บัง แดดได้อีกด้วย

การเก็บรักษา
เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูทั้ง ๒ ด้าน แล้วนำออกตากแดด หลังจากนั้นจึงม้วนแล้วผูกด้วยตอก ถ้าจะใช้ดียิ่งขึ้นก็ให้นำไปรมควัน แล้วจึงเก็บโดยการผูกแขวนไว้ข้างบนหรือใต้ถุนยุ้งข้าว เพื่อรอใช้ในโอกาสต่อไป


• สาดเจ้าที่

เสื่อสำหรับเทพารักษ์ นี้คือเสื่อที่มีขนาดเล็กตามความกว้างยาวของหอเจ้าที่ มักเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สานด้วยกิ่งของต้นแหย่ง (ต้นคล้า)

วิธีทำ
ตัดเอากิ่งต้นแหย่ง ความสั้นยาวเลือกเอาตามที่ต้องการ จากนั้นจึงผ่าครึ่ง แต่ถ้าต้องการความละเอียดก็ผ่าออกเป็น ๔ กีบ จากนั้นจึงหักเอาเยื่อข้างในของแหย่งออกให้เหลือแต่ผิวเท่านั้น นำไปตากแดดให้แห้ง เมื่อจะลงมือสานนำไปแช่น้ำสัก ๒๐ นาที จึงนำออกมาสานด้วยลายทาน เหมือนกับการสานสาดแหย่ง
การใช้งาน
ใช้ปูพื้นของหอเจ้า ที่ หรืออารักษ์ผู้ดูแลสถานที่ให้มีความสะอาดเรียบร้อย เพื่อให้เจ้าที่ได้นั่งนอนตามความเชื่อของคน เมื่อปูเสื่อไว้นานประมาณ ๓-๔ ปี แล้วก็จะรื้อออกและเปลี่ยนผืนใหม่

สาดตองขาว (อ่าน “ สาดต๋องขาว ” )
เสื่อ ชนิดนี้ทำจากผิวของลำต้นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้า ชื่อ สาดตองขาว อันเป็นชนิด Phrynium parviflorum Roxb. ในวงศ์ MARANTACEAE ซึ่งเมื่อผ่าลำต้นสาดตองขาวตากให้แห้งและขูดเอาเนื้อในออกหมดแล้วสานเป็น เสื่อ เสื่อนี้จะให้ผิวที่เรียบเป็นมันและมีสีขาว นิยมใช้ปูนั่งและนอนในบ้าน
หาก ใช้วัสดุอย่างเดียวกันสานเสื่อที่มีขนาดกว้างประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๘๐ เซนติเมตร มีผ้าหุ้มตามขอบ ใช้สำหรับกรณีที่ค่อนข้างจะศักดิ์สิทธิ์ เช่น ใช้ปูบนอาสนาหรือพุทธอาสน์เพื่อที่ “ พระพุทธ ” จะบรรทม ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้ไปปูนอนเมื่อไปรักษาศีลในวัด และใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ที่ติดไปกับปราสาทหรือเมรุบรรจุศพ
เสื่อชนิดที่ว่านี้จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สาดบ่าง

สาดเติ้ม
สาด เติ้มหรือสาดเหลม เป็นชื่อเสื่อชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันทั่วไป เพราะสาดเติ้มมีความนุ่มนวล เมื่อเวลาที่ปูนั่ง ปูนอนเป็นสาดที่มีน้ำหนักเบา ม้วนเก็บง่าย ทำขึ้นง่ายและเร็ว มีราคาถูก กว้างกว่าสาดยาว ทำขึ้นจากต้นอ้อชนิดหนึ่ง ลำต้นกลม สูงประมาณ ๑.๕๐ เมตร ขึ้นตามเชิงดอยหรือบนดอย เมื่อตากแห้งแล้วผิวด้านนอกมีสีน้ำตาลอ่อน ผิวเป็นมัน ข้างในของต้นเป็นเยื่อคล้ายกับส่วนในของต้นแหย่ง เปรา หักง่ายมีดอกสีขาว
การทำ
เมื่อถึงฤดูแล้งต้น อ้อชนิดนี้จะออกดอก ชาวบ้านจะตัดกันในช่วงนี้ โดยตัดที่โคนต้นแล้วตัดปลายทิ้ง จากนั้นจึงนำมาตากให้แห้งซึ่งจะมีสีคล้ายกับต้นข้าวแห้ง เมื่อตัดมาแล้วคัดขนาดไว้รวมกันเป็นกองๆ แล้วจึงนำไปสานทอด้วยฟืมที่ทอผ้าโดยใช้เส้นด้าย ป่าน หรือปอเป็นเส้นยืน เมื่อทอไปถึงขนาดที่ต้องการแล้วก็ตัดเชือกตัวยืนออก ให้เหลือติดที่ปลายเสื่อยาวสัก ๑๐ เซนติเมตร เมื่อจะได้ผูกเข้าด้วยกันกับเชือกเส้นอื่นเป็นคู่ๆ เพื่อป้องกันต้นอ้อเลื่อนหลุดออกจากผืนเสื่อ
การใช้งาน
ใช้ปู นั่ง ปูนอน บนบ้านเรือน ใช้ผูพื้นบ้านเป็นที่ทำงานภายในบ้าน ปูให้พระสงฆ์นั่ง ปูรับแขก เป็นสาดที่มีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายได้ง่ายแต่เป็นเสื่อที่ไม่ค่อยจะทนทาน ถ้าปล่อยให้ถูกฝนถูกแดดก็ยิ่งเสียเร็ว เพราะมีการหดตัวหรืองอตัวของต้นอ้อ เมื่อใช้ไปนานๆ ต้นอ้อจะแฟบบางแล้วแตกกร่อน การเก็บใช้วิธีม้วนแล้วตั้งพิงไว้

สาดถุ้ง
สาดถุ้งหรือสาดล้อ เป็นเสื่อที่ใช้ปูบนเรือนล้อ (อ่าน “ เฮือนล้อ ” ) คือเรือนเกวียน เรียกชื่อตามลักษณะของรูปที่ทำขึ้น คือมีมุม มีก้น มีรูปเป็นถุง จึงเรียกกันว่า สาดถุ้ง
วิธีทำ
ใช้ ไม้เฮี้ยที่มีอายุ ๑ ปีขึ้นไป ส่วนการจักใช้วิธีการดังกับตอกที่ใช้สาดสาดกะลาและก็สานด้วยลาย ๒ เหมือนกัน แยกสานออกเป็น ๒ ท่อนตามความยาวของเรือนเกวียน แต่ละท่อนยาวเกินครึ่งของเรือนล้อ ประมาณ ๒๐ เซนติเมตร มุมที่ติดกับมุมของเรือนล้อสานหักพับขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม
การใช้งาน
ใช้ปู เรือนล้อวัว เมื่อมีการบรรทุกข้าวเปลือก หรือเมล็ดพืชที่มีขนาดเล็ก โดยปูเสื่อ ๒ ท่อนนั้นตามมุมของล้อตามคยามยาวให้ตรงกลางซ้อนกัน จากนั้นจึงใช้สาดวงเวียนรอบข้างในอีกทีหนึ่ง เมื่อตักข้าวเปลือกหรือเมล็ดพืชออก ที่เหลือติดส่วนล่างก็ยกเสื่อเป็นท่อนแล้วเทวัตถุที่บรรทุกออก เป็นการง่ายต่อการขนย้ายวัตถุนั้นออก

• สาดไทหย่า

สาดไทหย่า เป็นเสื่อที่ทอจากกกซึ่งชาวไทหย่าเป็นกลุ่มที่คิดทำขึ้น ซึ่งเริ่มแต่ครั้งที่ชาวไทหย่าเดินทางจากประเทศจีนเข้ามาอาศัยอยู่ ณ หมู่บ้านป่าสักขวาง จังหวัดเชียงราย โดยเริ่มตั้งแต่ ๔ ครอบครัวเดินทางมาเพื่อจะเข้ามาอยู่ที่ป่าสักขวางแต่ก็ถูกปล้นลางทาง หลายครอบครัวต้องกระจัดกระจายกันไป หนีกลับถิ่นเดิมเสียก็มี ๔ ครอบครัวดังกล่าว คือ
๑. ครอบครัวลุงใส อ่านแต๋น
๒. ครอบครัวลุงหลวง นางใจ
๓. ครอบครัวลุงจาย นางใจ
๔. ครอบครัวลุงแก้ว นางอ่าน
ทั้ง ๔ ครอบครัว ได้หลบหนีไปพักอยู่ที่บ้านปุ่นซาบประเทศจีนเหมือนกัน และต้องพักอยู่ที่นั่นถึง ๔ คืน ในระหว่างที่พักบ้านปุ่นซาบนั้น เขาได้เที่ยวไปมาในแถบนั้นและก็ได้พบต้นกก และคิดว่าคงเป็นประโยชน์แน่ ลุงจายจึงขุดใส่กระบอกติดตัวมา ๓ ต้น แล้วได้เดินทางเข้ามาในเมืองไทยที่บ้านป่าสักขวาง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ และก็ได้เพาะชำไว้ประมาณ ๓ ปี ก็ตัดมาตากและนำมาทอเป็นผืนเสื่อเพื่อใช้เองและนำไปขายต้นกกก็ได้แพร่ขยาย พันธุ์ออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ใกล้เคียงและนำไปเป็นเสื่อจนถึงทุกวันนี้

ลักษณะของต้นกก (ไหล)
กก เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และไม่ต้องระวังมากนัก กกชอบขึ้นอยู่ในที่ลุ่มลำคลอง แต่ก็ไม่เพียงพอกับการนำมาทอเสื่อ จึงมีการปลูกกกขึ้น ขั้นแรกมีการไถพื้นดินให้ซุยแบบเดียวกับการทำนา แล้วนำหน่อกกที่มีรากเหง้ามาปลูกลงในดินที่ไถไว้ โดยปลูกห่างกันประมาณ ๑ คืบ เมื่อปลูกได้ประมาณ ๖ เดือน ก็ตัดไปใช้ได้ ตัดกกที่ปลูกนี้ได้ ๓ ครั้ง เอตัดครั้งแรกมันจะงอกขึ้นมาอีก แล้วตัดครั้งที่ ๒-๓ พอถึงฤดูแล้งต้นกกจะตายหรือไม่ก็เหลือเพียงเล็กน้อย แต่ที่เหลือจริงๆ คือ รากเหง้าที่อยู่ในดิน พอถึงฤดูฝนหน่อก็จะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนมากการปลูกกกนั้น จะปลูกในสวน เพราะสะดวกต่อการรักษาต้นกก กกจะขึ้นได้ดีนั้นต้องมีการใส่ปุ๋ย ใส่ได้ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี มีการพรวนดิน ดายหญ้า เพื่อให้ต้นกกขึ้นได้ดี

ขั้นตอนการปลูก
๑. ขั้นแรกของการปลูกนั้น จะต้องมีการเตรียมดินและไถดินให้ละเอียดพอสมควร แล้วปล่อยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ วัน และกำจัดวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด แล้วทำการไถคราดอีกครั้งก็ทำการปลูกได้
๒. การเพาะกล้า จะใช้การปักชำต้นกล้า ต้องขุดต้นกกออกจากแปลง แล้วนำไปปักชำไว้ประมาณ ๒๐ – ๓๐ วัน เพื่อที่จะให้ต้นกล้าที่เพาะแข็งแรงและแตกหน่อ จึงได้ขยายหน่อให้ได้เป็นจำนวนมากๆ การปลูกใช้ระยะเวลา ๔ เดือน ถึงจะเก็บเกี่ยวได้
๓. ส่วนการปลูกกกนั้น ทุกขั้นตอนก็ทำเหมือนการปลูกข้าว
อุปสรรคในการปลูกต้นกก
๑. หญ้า เป็นศัตรูของต้นกกชนิดหนึ่ง ต้องคอยระวังอย่าให้หญ้าขึ้นเบียด เพราะหญ้าจะแย่งอาหารจากต้นกก ถ้าหากมีหญ้าขึ้นแล้วก็จะทำให้ต้นกกแตกหน่อช้าและต้นกกก็จะไม่งามเท่าที่ควร
๒. แมลง ก็เป็นศัตรูอีกตัวหนึ่งซึ่งจะมาทำลายต้นกก

การบำรุงรักษา
เมื่อเริ่มปลูกกกใหม่ๆ ควรต้องมีการคอยระวังหญ้าที่ขึ้นมาเบียดเบียนและแย่งอาหารจากต้นกก ถ้าหากมีหญ้าขึ้นเบียดมากแล้ว ก็จะทำให้กกแตกหน่อช้า และไม่งามเท่าที่ควรแล้วควรจะให้มีน้ำหล่อเลี้ยงบ้าง จึงจะได้กกที่งอกงามดีตลอดระยะเวลาในการปลูกนั้นจะต้อให้มีการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมี (ปุ๋ยที่ชาวบ้านเรียกว่า ปุ๋ยเม็ดโฟม) เพื่อบำรุงดินให้ต้นกกโตเร็วและได้ขนาดตามที่ต้องการเมื่อต้นกกโตพอสมควร แล้วก็ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก รอจนกระทั่งต้นกกมีขนาดและอายุโตเต็มที่แล้ว ประมาณ ๓-๔ เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวต้นกกได้เลย

การเก็บเกี่ยวกก
เมื่อกกมีขนาดเละมีอายุโตเต็มที่แล้วก็สามารถเก็บเกี่ยวกกนั้นไปทำประโยชน์ได้ สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้นใช้เคียวเกี่ยว ลักษณะการเกี่ยวก็เหมือนกับการเกี่ยวข้าว แต่การเกี่ยวกกนั้นจะเกี่ยวติดดิน ต้นกกที่เกี่ยวแล้วนั้นจะนำมาคัดขนาดให้ได้ความสั้นยาวที่เท่ากันเพื่อความ สะดวกในการทอ แล้วก็นำต้นกกไปตากแดด ระยะเวลาในการตากแดดประมาณ ๕-๗ วัน ตากจนแห้งสนิท
ขนาดของต้นกกที่พอตัด
การ ตัดต้นกกนั้น พอถึงเวลาตัดหรือต้นกกแก่ตัวแล้วก็เริ่มตัด การตัดก็ตัดเรียงหน้ากระดานไป พอตัดเสร็จก็ตากไปพร้อมกันเพราะประหยัดเวลาและไม่ยุ่งยากทีหลัง ระยะในการตัดกกจะดูที่ดอกกก คือถ้าดอกกกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองก็ตัดได้แล้ว เมื่อตากเสร็จและแห้งแล้วค่อยคัดเลือกออกมาทีหลังต้นกก (ไหล) มีขนาดยาวที่สุดก็ประมาณ ๒ เมตร ๑ ๑/๒ เมตร ๑ เมตร และต่ำสุดก็ประมาณ ๗๐ เซนติเมตร กกชนิดนี้ถ้าลำเล็กจะไม่จักให้เป็นเส้น แต่ถ้าเป็นกกลำต้นใหญ่ก็ต้องจักให้เป็นเส้นเท่าขนาดลำต้นเล็ก การจักนั้นจะจักขนาดไหนก็แล้วแต่ความต้องการ ส่วนใหญ่ชาวบ้านป่าเลาจะใช้กก (ไหล) ที่มีลำต้นขนาดเล็กเพื่อไม่ต้องเสียเวลาในการจัก
เมื่อ ตัดกก (ไหล) และแยกขนาดแล้ว ถ้าลำต้นขนาดใหญ่ก็นำมาจักให้เป็นเส้นเล็กพอประมาณ ๔-๕ เส้น ส่วนลำต้นขนาดเล็กก็ไม่จัก ต้องดูขนาดของกก (ไหล) อีกที การจักนั้นจะต้องใช้มีปลายแหลมเพราะจะได้เส้นกกที่เป็นแนวเดียวกัน การจักนั้นถ้าเอาแต่เฉพาะผิวที่ติดเนื้อของกก (ไหล) ส่วนอยู่ข้างในของกกนั้นก็ทิ้งไป เมื่อจักได้เส้นกกแล้วจึงนำไปตากผึ่งแดดไว้ การตกกกนั้นก็ตากเกลี่ยกระจายไปบนราวไม้ไผ่ในแนวนอน ใช้เวลาตากประมาณ ๖-๗ วัน (แดดพอประมาณ) ถ้าแดดแก่ๆ ก็ตาก ๔-๕ วัน ก็ใช้การได้แล้ว เมื่อกกแห้งดีแล้วก็นำมามัดเป็นลำๆ เก็บรวบรวมไว้เป็นกองใช้ในการทอเสื่อต่อไป

การตากก
การ ตากกกของชาวบ้านป่าเลานั้น เมื่อเก็บเกี่ยวต้นกกเสร็จแล้วก็จะนำต้นกกไปตาก ซึ่งจะใช้บริเวณที่ดินว่างที่แสงแดดส่องได้ทั่วถึง การตากจะใช้เวลาประมาณ ๔-๕ วัน หรือประมาณ ๑๐ แดด ต้องคอยพลิกกลับไปกลับมา เมื่อกกแห้งดีแล้วก็นำมาคัดขนาด เสร็จแล้วก็มามัดเป็นกำๆ เก็บรวบรวมไว้ทอได้

ประโยชน์ของการตากแดด
• การตากกกกลางแดดนั้นจะช่วยให้กกแห้งเร็ว และเส้นกกห่อตัวเร็วขึ้นด้วย
• การตากกกด้วยการผึ่งลมนั้น กกจะแห้งช้าและบางทีเส้นกกอาจจะไม่ห่อตัวทั้งหมด และอาจจะมีราเกิดขึ้นได้
• การตากกกที่ทำการย้อมสีในทุกคราว ควรตากโดยการใช้กับราวไม้หรือราวเชือกขึงให้ตึงกับเสาหลัก และการตากนั้นให้เอาส่วนโคนห้อยลง เพื่อจะทำให้กกห่อตัวเร็วขึ้น
• การตากกก เมื่อเห็นว่าแห้งดีแล้ว ควรเก็บไปมัดไว้ให้เรียบร้อย อย่าให้ถูกน้ำเพราะจะทำให้กกขึ้นราได้

การเก็บรักษา
เมื่อ ตัดต้นกก ก็จะนำเส้นกกไปตากผึ่งแดดไว้ประมาณ ๕ แดด (แดดแก่ๆ) หรือประมาณ ๕ วัน การตากแดดนั้นต้องให้แห้งสนิท ถ้าไม่แห้งจะทำให้เส้นกกเป็นรา เมื่อเส้นกกแห้งก็นำมาแยกขนาด แล้วนำมามัดเป็นกำๆ ซึ่งจะเก็บไว้ใต้ถุนบ้านที่มีลมโกรกเต็มที่

เครื่องมือและอุปกรณ์การทอเสื่อกก
๑. โครงไม้เครื่องทอ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ค้าง (อ่าน “ ก๊าง ” )
๒. ฟืม ใช้สำหรับอัดเส้นกก
๓. ไม้กระสวยสำหรับพุ่งเส้นกก ยาวประมาณ ๒ เมตร ปลายของไม้ด้านหนึ่งเรียว และที่ปลายสุดบากเป็นง่ามไว้เล็กน้อยสำหรับพับเส้นกกให้ติดกับปลายไม้ขณะ พุ่ง
๔. ไม้คาน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว สำหรับผูกเงื่อนไหมส่วนที่ขึงมาบรรจบกัน ยาวประมาณ ๑.๘๐ เมตร
๕. ลิ่มไม้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ไม้จิ๋ม เพื่อหมุนคานล่างขึ้นตามช่องที่เจาะไว้
๖. ไหมทอ ใช้สำหรับทำเอ็นเสื่อ
๗. ใบมีด ใช้สำหรับตัดไหมเมื่อทอเสื่อเสร็จ
๘. กรรไกร ใช้สำหรับตัดแต่งขอบเสื่อ

ขนาดของเสื่อที่ใช้ในการทอในหมู่บ้าน
ขนาดเส้นด้าย ๑๘ เส้น หรือ ๑๘ รูฟืม เท่ากับ ๓๖ นิ้ว
ขนาดเส้นด้าย ๒๒ เส้น หรือ ๒๒ รูฟืมเท่ากับ ๔๔ นิ้ว
ขนาดเส้นด้าย ๒๖ เส้น หรือ ๒๖ รูฟืมเท่ากับ ๕๒ นิ้ว

หลักการทอเสื่อกก (ไหม)
๑. การวางเส้นเอ็นหรือเส้นไหม
การวางเส้นเอ็นจากฟืมทางซ้ายไปก่อน รูแรกร้อยเส้นเอ็นเป็นคู่จากหัวฟืม จะใช้ตอกไม้ไผ่มัดเอาไว้ลอดตามความยาวของฟืมพอถึงหางก็มัดกับราวไม้ไผ่ไว้ รูแรกร้อยเป็นเส้นคู่ แต่มาร้อย ๑ เส้นตามธรรมดาจนครบรูฟืม พอถึงรูไหนก็ต้องเอาตอกมัดไว้เหมือนกัน

๒. การทอเสื่อกกเป็นผืน
การทอ เสื่อกก ต้องทอช่วยกัน ๒ คนจึงจะทำได้ เพราะคนหนึ่งเป็นคนพุ่งกก (ไหล) เข้าฟืม อีกคนคอยนั่งกระทบฟืมคนนั่งกระทบฟืมต้องนั่งระหว่างกลาง (หาไม้ยาวๆ ที่แข็งแรงพอที่จะนั่งได้) เพื่อคอยกระทบฟืม การกระทบฟืมต้องนั่งตามสะดวกไม่ต้องเกร็งตัวเพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย การกระทบฟืมต้องหงายทีมคว่ำที ส่วนคนพุ่งนั่งข้างขวาของคนนั่งกระทบฟืมเพื่อความสะดวกและคล่องตัว มีเส้นกก(ไหล) วางไว้ข้างหน้าเพื่อความสะดวก คนที่คอยพุ่งเส้นกกนั้นต้องมีสมาธิและชำนาญพอสมควร ก่อนจะทอก็ต้องเอาน้ำพรมเส้นกกก่อนเพื่อให้กกอ่อนตัวและทอได้ง่าย คนพุ่งกกต้องอาศัยไม้ส่งเส้นกก (ไหล) เข้าฟืม ซึ่งไม้นั้นทำด้วยไม้ไผ่ ยาวประมาณ ๑ เมตร เป็นรูปแบนๆ ตรงกลางแหลมและเป็นร่องนิดหนึ่ง (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากระสวยพุ่งฟืมเสื่อกก) ถ้าใช้กกที่ย้อมสีและทำเป็นลายปักจับก็นับจำนวนเส้นกกเอาเอง และประมาณเอาว่าจะเอาลายปักจับขนาดใหญ่หรือเล็กแล้วแต่ความพอใจของคนทั้งสอง ทำแบบนี้จนเสร็จเป็นผืนเสื่อ การที่พุ่งเส้นกกเข้าแต่ละเส้นนั้น คนที่กระทบฟืมต้องพับเส้นกกเข้าใต้เส้นเอ็นหรือเก็บริมกกตลอดจนทอเสร็จ
๓. เมื่อทอเสร็จแล้ว เก็บริมกกเสร็จทั้งสองข้าง ก็จัดการเอามีดตัดเส้นกกที่พับไว้ หรือเก็บริมออก แล้วแต่จะสั้นหรือยาวตามความพอใจให้เรียบร้อย การตัดแบบนี้ทำข้างไหนก่อนก็ได้

กรรมวิธีการทอเสื่อในหมู่บ้าน

๑. เตรียมอุปกรณ์ในการทอเสื่อให้พร้อม
๒. เอาไม้จิ๋มหรือลิ่มไม้ หนุนคานอันล่างขึ้นตามช่องไม้ที่เจาะไว้ทั้ง ๒ ข้าง
๓. ร่อนไหมไปบนค้างทอเสื่อ (โครงไม้เครื่องทอ) ด้านบนและด้านล่าง แล้วสอดเข้ารูฟืม มัดไหมกับไม้หาบ(คาน)ให้ตึง
๔. เมื่อมัดไหมจนครบรูฟืมแล้ว ก็ปลดเอาไม้จิ๋ม (ลิ่มไม้) ออกทั้ง ๒ ข้าง
๕. ทำข้อ ๑-๓ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
๖. การทอเสื่อจะใช้คนทอ ๒ คน คนที่พุ่งเส้นกกก็เอาปลายกกพันให้ติดกับปลายไม้ร่อนแล้วก็พุ่งเข้าไปตามช่อง เส้นไหม แล้วก็จะชักเอาไม้ร่อนออก ปล่อยให้เส้นกกค้างอยู่ในระหว่างเชือก ส่วนคนกระทบฟืมก็จะกระทบฟืมอัดเส้นกกไปตามเส้นไหม แล้วก็ยกฟืมหงายขึ้น หงายฟืมค้างไว้ แล้วใช้มือซ้ายพับปลายเสื่อ และคนร่อนกกก็พุ่งกกมาอีก คนกระทบฟืมก็อัดเส้นกกและยกฟืมขึ้น คว่ำฟืมค้างไว้ ใช้มือขวาพับปลายเสื่อทำอย่างนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนได้เสื่อตามขนาดที่ต้องการ
๗. เมื่อทอเสร็จตามขนาดที่ต้องการแล้ว ก็ใช้มีดโกนตัดเอาไหมออกแล้วก็มัดไหมให้แน่น แล้วก็ปลอดเอาลิ่มออก จากนั้นก็ใช้กรรไกรตัดปลายเสื่ออกให้เรียบร้อย

ระยะเวลาการทอเสื่อกก
สำหรับ ระยะเวลาในการทอเสื่อ ๑ ผืน สามารถใช้เวลาในการทอประมาณ ๓๐ นาที คนที่มีความชำนาญและมีเวลาว่างในการทอเสื่ออย่างเต็มที่ ก็สามารถทอเสื่อได้ประมาณวันละ ๑๕ – ๒๐ ผืน ส่วนคนที่ไม่ค่อยชำนาญ หรือไม่ค่อยมีเวลาในการทอเสื่อ ก็สามารถทำได้วันละไม่ต่ำกว่า ๑๐ ผืน
การทอเสื่อของแต่ละคนนั้น ไม่สามารถจะบอกได้ว่าแต่ละคนจะใช้เวลาในการทอเสื่อประมาณกี่นาที และวันหนึ่งๆ จะสามารถทอได้กี่ผืน แล้วแต่ความชำนาญของแต่ละคน
ราคาและค่าจ้างการทอเสื่อกก (ในระยะ พ.ศ.๒๕๓๗)
สำหรับ ค่าจ้างในการทอเสื่อกกในบ้านป่าบงงาม จะนิยมจ้างทอผืนละ ๔ บาท ราคารที่จ้างนั้นจะเท่ากันทุกขนาด ไม่ว่าเสื่อนั้นจะมีขนาดใหญ่ กลางหรือเล็ก ก็จะจ้างในราคาที่เท่ากัน
ราคาของเสื่อกกนั้น เสื่อแต่ละผืนนั้นจะมีราคาไม่เท่ากันแล้วแต่ขนาดของเส้นด้าย
ขนาดเส้นด้าย ๑๘ เส้น(๑๘ รูฟืม) ราคาผืนละ ๗ บาท
ขนาดเส้นด้าย ๒๒ เส้น(๒๒ รูฟืม) ราคาผืนละ ๑๐ บาท
ขนาดเส้นด้าย ๒๖ เส้น(๒๖ รูฟืม) ราคาผืนละ ๑๕ บาท
การลงทุน
สำหรับการลงทุนในการผลิตเสื่อกกนั้น การลงทุนของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าใครจะเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตเสื่อกกที่นำมาเขียนนี้ เป็นการลงทุนที่ผู้ผลิตเสื่อกกได้ลงทุนไปแล้ว
สำหรับการลงทุนการทอเสื่อกก ๑ ผืนนั้น จะใช้ทุนประมาณ ดังนี้
จะใช้กก ๑.๓-๑.๗ กิโลกรัมๆละ ๔ บาท ประมาณ ๗ บาท เส้นไหม ๒ บาท รวมเงินค่าลงทุนการทอเสื่อกก ๑ ผืน เป็นเงิน ๙ บาท
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการผลิตเสื่อกก
๑. ค่าไถ ๑๗๐ บาทต่อไร่ ๒. ค่าปุ๋ย ๖๐๐ บาทต่อไร่ ๓. ค่าไหมทอ ๓๐๐ บาทต่อไร่ ๔. ค่าแรงทอ ๘๐๐ บาทต่อไร่(ผืนละ ๔ บาท)
๕. ค่าแรงปลูก ๑๐๐ บาทต่อไร่ ๖. ค่าแรงเกี่ยวกก ๖๐๐ บาทต่อไร่ รวม ๒,๕๗๐ บาทต่อไร่

• สาดบ่าง
สาดบ่าง เป็นเสื่อที่พบว่าใช้มากในกรณีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ไปนอนวัดหรือไปรักษาศีลที่ วัด ซึ่งผู้เฒ่าหรือลูกหลานจะใช้ไม้คานหาบสาแหรก ด้านหนึ่งบรรจุคนโทพร้อมจอก และอีกด้านหนึ่งจะเป็นสาดบ่างที่ม้วนเอาหมอนมุ้งและผ้าห่มไว้ภายในดังเรียก ว่า หาบครัวนอนวัด
สาดบ่าง คงเรียกชื่อตามรูปลักษณะของสาดชนิดนี้ คือมี ๒ แผ่นประกบติดกันอยู่ เมื่อดึงดูจะเป็นบ่าง ๒ บ่าง สาดบ่างทำจากพืชที่เรียกว่า สาด หรือ สาดตองขาว คือ ต้นกล้าที่มักปลูกหรือทิ้งไว้ให้ขึ้นอยู่ตามสวนหลังบ้าน มีลักษณะเป็นเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน แทงกิ่งชูก้านสีเขียวแก่เป็นมัน ใบเป็นใบขนาดใหญ่ ซึ่งนิยมใช้ตองสาด (อ่าน “ ต๋องสาด ” ) คือใบของพืชนี้ห่อของอีกด้วย

การทำ
นำเอาต้นของพืชชนิดนั้นมาจักหรือฉีกเป็นตอก ความกว้างประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร ขูดไส้ออกให้เหลือแต่ผิวแล้วนำไปตากให้แห้ง จากนั้นจึงนำมาสานด้วย “ ลายสอง ” เมื่อสานได้ขนาดความกว้างยาวตามต้องการแล้วก็พับเสียบริม เสื่อแบบนี้จะสานเป็น ๒ ผืนให้มีขนาดเท่ากัน จากนั้นจึงนำเอา ๒ บ่างหรือ ๒ ผืนนั้นมาประกบกันแล้วร้อยด้วยเส้นด้าย ทั้งนี้เพื่อจะสามารถใช้งานได้ทั้งสองด้าน สาดบ่างมีราคาแพงกว่าสาดชนิดอื่น
การใช้งาน
สาดบ่าง เป็นสาดชนิดดี เนื้อเรียบและนิ่ม ใช้ปูนั่งหรือปูนอนซึ่งจะพบการใช้งานดังนี้
๑. ใช้ปูเตียงนั่งและเตียงนอนสำหรับพระสงฆ์
๒. ใช้ปูนั่ง นอน สำหรับเจ้านายหรือพระเถระ คู่กับหมอนผาคือหมอนสำหรับพิง ที่มักจะพูดคู่กันว่า สาดบ่างหมอนผา
๓. ใช้สำหรับคนแก่ผู้มีอาวุโส นำติดตัวไปปูนั่งฟังเทศน์ปูนั่งกรรมฐาน ปูนอนวัด จำศีลในกลางพรรษา
๔. ปูรองรับศพ ทั้งในหรือนอกโลงศพ
การเก็บ
สาดบ่าง ต้องมีการบำรุงรักษาเพื่อให้ใช้ได้ทน เมื่อใช้แล้วต้องเช็คถูด้วยผ้าชุบน้ำทุกครั้ง แล้วจึงนำไปผึ่งลมให้แห้งจากนั้นจึงม้วนกลมผูกด้วยตอก หรือเศษผ้า สมัยก่อนคนแก่หรือคนที่มีอายุมาก ท่านจะจัดเตรียมสาดชนิดนี้ไว้กับบ้านเรือนเสมอ หากท่านเสียชีวิตลงลูกหลานจะได้มีเสื่อปูให้ศพของท่านได้นอนบนเสื่อดังกล่าว

• สาดไม้ผิว

เสื่อแบบนี้เรียกชื่อตามวัสดุที่ทำ คือผิวไม้ไผ่ จึงเรียกชื่อว่า สาดไม้ หรือสาดไม้ผิว มีขนาดความยาวตามลักษณะการใช้งาน

วิธีทำ
ใช้ ไม้ไผ่ซาง หรือ ไม้ไผ่สีสุก ที่มีอายุไม้ตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไปแล้วนำมาตัดเป็นท่อน แต่ละท่อนยาวประมาณ ๒ เมตร จากนั้นจึงผ่าไม้ออกเป็นกีบ ความกว้างของกีบประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร แล้วจักเอาเฉพาะผิวของไม้เท่านั้น คือไม้ ๑ กีบ ได้ตอก ๑ เส้น จากนั้นจึงนำไปตากแดดให้แห้ง เพื่อรอการสานต่อไป
การสาน
เมื่อจะสานเสื่อ ให้เอาตอกผิวไปแช่น้ำก่อน ประมาณ ๑๐ นาที เพื่อให้ตอกเหนียว จากนั้นจึงทำการสานด้วย “ ลายสอง ” ในการสานตอกแต่ละเส้นจะต้องใช้เหล็กแบนบาง ทอย (อ่าน “ ตอย ” ) คือกระแทกให้ตอกประสานกันสนิทแน่นเพราะลำพังเพียงแต่ใช้มือไม่สามารถดันตอก ให้เข้าที่ได้ และยังจะทำให้เจ็บมือหรือตอกบาดมือได้ง่าย เมื่อสานแล้วก็พับริมให้ตรง

การใช้
สาดไม้ผิวจะมีความทนทานสูง เพราะทำจากส่วนผิวของไม้ไผ่ ใช้ปูให้คนนั่ง ปูพื้นบ้าน ปูกับดินสำหรับนั่งทำงานบนพื้นดิน อย่างไรก็ตาม สาดไม้ผิวเวลาที่ปูนั่งปูนอนจะเจ็บที่เท้าที่หลัง สาดไม้ผิวยังใช้ตากพืชผลการเกษตร ใช้ปูโรงครัวชั่วคราวเมื่อมีงาน ปูกับพื้นดินจะทนมากกว่าสาดอื่น การเก็บรักษาเสื่อชนิดนี้ใช้วิธีปูเรียงกันไว้บนพื้นเรียบ ห้ามพับหรือม้วนเพราะจะทำให้หักได้ง่าย

สาดแอย่ง (อ่าน “ สาดแหย่ง ” )
สาแอย่ง เป็นเสื่อที่สานจากต้นคล้าซึ่งเป็นพรรณไม้ล้มลุก ชนิด Schumannianthus dichotomus Gagnep. ในวงศ์ MARANTACEAE ลำต้นสูงประมาณ ๑-๒ เมตร ชอบขึ้นในที่ลุ่มหรือที่ชื้นแฉะ แตกแขนงตามลำต้น ใบกว้าง ลำต้นกลมสีเขียวผิวมัน เมื่อโตเต็มที่มีความสูงประมาณ ๒ เมตร นิยมใช้ลำต้นของพรรณไม้นี้ที่มีอายุ ๑ ปีขึ้นไปมาสานเป็นเสื่อ เรียกว่า สาดแอย่ง ไปสานด้วยลายสองเป็นผืนขนาดต่างๆ เมื่อใช้สาดชนิดนี้ไปนานๆ แล้ว ผิวจะออกเป็นสีน้ำตาลและมันนิยมใช้ปูในส่วนที่รับภาระมากและไม่ต้องการความ ประณีตเท่าสาดตองขาว

การตัดต้นแหย่ง
ถึงปลายฤดูหนาว หรือต้นฤดูร้อน เมื่อว่างเว้นจากกิจกรรมการทำนา จะเป็นช่วงที่มีการตัดต้นแอย่ง (ต้นคล้า) เพื่อนำมาสานเป็นสาด การตัดแอย่งจะคัดเลือกเอาต้นแอย่งที่มีอายุ ๑ ปีขึ้นไป โดยใช้มีดตัดที่โคนต้นและปลายทิ้ง อย่าให้เหลือตอสูงเกินไปเพราะจะทำให้การแตกหน่อของแอ ย่งน้อยลง ส่วนกิ่งของแอย่งที่มีควายยาวยังเก็บไว้ต่อกันสานเสื่อแอย่งผืนเล็กๆ ได้อีก
เมื่อตัดแอย่งกองไว้แล้วก็มาคัดขนาดสั้นยาวของแอย่งแต่ละต้น แอ่งที่มีขนาดยาวเอากองรวมไว้ที่หนึ่ง แอย่งที่มีขนาดสั้นก็กองไว้อีกที่หนึ่ง แล้วจึงจักเอาเปลือกของแอย่งเป็นตอกผูกมัดแอย่งเป็นมัดๆ นำไปกองไว้ในที่จะทำให้ขึ้นตอนต่อไป เช่น ใต้ต้นไม้ หรือใต้ถุนเรือน เป็นต้น
การหักแอย่ง
เมื่อตัดแอย่งตามขนาดไว้แล้วก็เริ่มจักโดยใช้มีดเหน็บผ่าต้นแอย่งออกเป็นสองซีก แล้วนำเอาต้นแอย่งที่ผ่าครึ่งนั้นมาหักกับตอหลักไม้ไผ่ที่ตอกหรือฝังไว้กับ ดิน หลักสูงจากดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตร เมื่อจะหักให้หันด้านที่เป็นผิวของแอย่งเข้ามาหาตัวแล้ว จึงหักให้ส่วนในคือเยื่อหักออกจากกันเป็นท่อน หักครั้งหนึ่งยาวประมาณ ๑๐ – ๑๕ เซนติเมตร ใช้มือซ้ายช่วยดึงเอาส่วนในของแอย่งออกเป็นท่อนๆ เมื่อหักเอาส่วนในอกหมดแล้วก็จะได้ตกแอย่งเป็นเส้นๆ ตามความยาวของต้นแอย่ง ความกว้างของตอกแอย่งประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร แล้วแต่ความใหญ่ของต้น จากนั้นจึงนำดอกผิวแอย่งไปตากแดดให้แห้ง เก็บไว้ที่ร่มเพื่อเตรียมสานต่อไป
การสานสาด
การสานสาดแอย่งนิยมสานกับพื้นดิน เพราะมีพื้นที่กว้างใต้ถุนเรือนเป็นสถานที่ดีที่สุด ก่อนจะลงมือสาน ให้นำเอาตอกผิวแอย่งไปแช่น้ำให้แอย่งคืนตัวออกเป็นแผ่นและเพื่อตอกนั้นจะได้ เหนียวนุ่มไม่หักในเวลาที่สาน การสานใช้สานด้วย “ ลายสอง ” คือยกสองเส้นข่มสองเส้นนั้นเอง เมื่อสานจนเห็นว่าตอกของทุกด้านเหลือประมาณ ๑๐ เซนติเมตร แล้วก็หยุดเพื่อทำการ “ เม้มริม ” คือเอาเงื่อนตอกเสียบเก็บไว้ที่ท้องของผืนสาด เป็นอันเสร็จการสาน ด้วยการได้เสื่อที่มีขนาดตามความต้องการ
การใช้
สาดแอ ย่งใช้ได้ดีในทุกสถานที่ ตั้งแต่สถานที่สูงจนถึงต่ำ ใช้ปูพื้นบ้านพื้นเรือน ปูในโบสถ์วิหารเพื่อศรัทธาได้นั่งฟังเทศน์ทำบุญ ปูนั่งปูนอนบนร้าน ปูทำงานต่างๆ ทั้งในวัดและในบ้าน ปูพื้นดินในโรงครัวชั่วคราวเมื่อมีงาน คุณภาพพิเศษของเสื่อชนิดนี้ คือเมื่อปูนั่งหรือนอนจะมีความเญ้นกว่าเสื่อชนิดอื่นเพราะมีช่องถ่ายเทอากาศ ดี และยังเป็นเสื่อที่ทนทานแข็งแรง ถ้าใช้ปูบนเรือนไม่เคลื่อนย้ายบ่อยจะอยู่ทนได้เป็น ๑๐ ปีขึ้นไป การเก็บเสื่อหลังการใช้แล้วให้เก็บซ้อนเรียงกันไว้ เอาขนาดใหญ่ไว้ข้างล่าง เรียงขึ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ถ้ามีการขนย้ายหรือมีการยืมไปใช้ให้ม้วนแล้วผูกแบกไปครั้งละ ๒-๓ ผืน

สาดวง
สาดวง เป็นเสื่อกว้างประมาณ ๑ ศอก ยาวประมาณ ๔ วา ใช้กรุในเรือนล้อโดยใช้คู่กับสาดถุ้งอีกต่อหนึ่ง คือเมื่อปูสาดถุ้งกับเรือนล้อแล้ว ใช้สาดวงเวียนรอบๆ ข้างของเรือนล้อ ๑ รอบ เพื่อกันมิให้เมล็ดพืชไหลออกปทางด้านข้าง
เสื่อแบบนี้จะใช้ไม้เฮี้ยสานด้วยลายสองเหมือนกับสาดคะลาและสาดถุ้ง ปกติเมื่อไม่ใช้งานแล้วก็จะม้วนสาดชนิดนี้ไว้เสมอ โดยมีไม้กระบอกที่แต่งด้านข้างทำเป็นไม้หนีบไว้ ส่วนสาดถุ้งนั้นยังคงปูอยู่ในเรือนเกวียนจนกว่าจะสิ้นภารกิจจึงจะนำไปเก็บ

• สาดหยาบ (อ่าน “ สาดหญาบ ” )
สาด หยาบ เป็นชื่อเรียกสาดชนิดหนึ่ง เป็นสาดขนาดสั้น กว้างประมาณ ๘๐-๑๐๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร ทำจากต้นหย้าสะลาบหรือกกสามเหลี่ยม โดยการจักต้นหญ้าออกเป็นเส้นๆ แล้วนำไปตากให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วความกว้างของเส้นประมาณครึ่งเซนติเมตร คือเป็นเส้นแบนๆ และไม่รูดเหลาด้วยรูสังกะสี แต่จะนำไปทอตามเส้นที่จักไว้อย่างนั้น จึงมีขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง การทอจึงทำได้เร็ว ทำให้มีราคาถูก มีน้ำหนักเบา แต่ไม่ทนทาน มีเนื้อหยาบ ถูกน้ำจะเสียเร็ว
การใช้งาน
ใช้ปูนั่งปูนอน ปูพื้นร้านที่นั่งทำงาน ใช้เป็นสาดประกอบขันตั้งคือขันครู ที่พูดกันว่า “ สาดใหม่ หม้อใหม่ ” ใช้ปูให้ศพนอนหรือปูเมื่อบรรจุศพในโลง

 

 

 

เฝื่อนปั่นผ้า
ประโยชน์ที่ใช้ ใช้ปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายก่อนนำไปทอผ้า


ก๋าวีข้าว
ประโยชน์ที่ใช้ ใช้วีข้าวเปลือกในกะลา


กระบุง
ภาชนะสานทึบ รูปกลมสูง แต่พื้นก้นเป็นสี่เหลี่ยม, ถ้าสานโปร่ง เป็นตะกร้าใช้สำหรับใส่ของ หาบข้าวเปลือกไปสีตามโรงสีข้าว


ถุงผ้าทอ
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้ใส่ของ ห่อข้าวเวลาไปทำงาน


สวิง
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้ตักปลาหรือช้อนปลา

 

 


ตะกร้าหวาย
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้ใส่ของ


บุ้งกี้
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้ตักดิน


เฝี่ยคู่
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้พรวนดินในนาข้าว


สุ่มไก่
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้ขังไก่

 

เฝี่ย
ประโยชน์ที่ใช้ เอาไว้พรวนดินในนาก่อนปลูกข้าว


หิ้งไม้
ประโยชน์ที่ใช้ ใช้สำหรับ ย่าง อบ ปิ้ง พริก เนื้อสัตว์

 

 

 

 

บรรณานุกรม
เครื่องใช้ล้านนา.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.pantown.com/board.php?id=3898&area...
เครื่องมือของใช้ล้านนา.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.openbase.in.th/node/6920
เครื่องมือเครื่องใช้.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.salahlanna.com/goodlanna_2.html
ข้าวของเครื่องใช้ล้านนา.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.lannaworld.com/things/mong.htm
หัตถกรรมล้านนา .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :www.sri.cmu.ac.th/elanna/elanna47/public.../hand6.html
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ปาณยา,2527.
สนม ครุฑเมือง. สารานุกรมพื้นบ้านไทยในอดีต. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ต้นอ้อ,2534.