วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง

  

ไม้ดอกไม้ประดับในโรงเรียนวัดเสด็จ
1. เข็ม 2. หมากนวล 3. ชบา 4. แก้ว 5. จั๋ง
6. พลับพลึง 7. Purple heart 8. กาบหอยแครงแคระ 9. Cosmos 10. ประทัดไต้หวัน
11.ต้นสัก 12. วาสนาราชินี 13. เฟื่องฟ้า 14. ถั่วลิสง 15. บัว
16. ไทรด่าง 17. กกอียีปต์ 18. พุทธศร 19.  Duranta erecta L 20. กรีสาเก
21. สน มังกร 22. พิกุล ทอง 23. เศรษฐีเรือนนอก 24. เศรษฐีไซ่ง่อน 25. เขียวหมื่นปี
26. รางทอง 27. บัลลังก์ทับทิม 28. Epipremnum aureum 29. กระเช้าสีดา 30. เฟิร์น
31.กล้วยไม้ 32. สาวน้อยประแป้ง 33. เบญจมาศเครือ 34. ตะแบกนา 35. กาซะลอง
36. ชาฮกเกี้ยน 37. ต้นโมก 38. ปาล์มพัด 39. จามจุรี 40. สนสามใบ
41. มะขามเทศด่าง 42. พริกไทย 43. ถั่ว บราซิล 44. ขี้เหล็กอเมริกัน 45. ขี้เหล็กไทย
46. หางนกยูงฝรั่ง 47. อินทนิล 48. ตะโกนา 49. ดัดมือ 50. สะเดา
51. มะละกอ 52. กระถินณรงค์ 53. ปาล์มจีน 54. ช้องนาง 55. ข่อย
56. มะปราง 57. ไทร ย้อย 58. ต้นนางกวัก 59. ไม้กฤษณา 60. หมากเหลือง
61. หวาย 62. แค ฝรั่ง 63. ไผ่หวาน 64. บอระเพ็ด 65. ถั่วพู
66. มะขาม 67. มะยม 68. มะกอกป่า 69. เล็บครุฑ 70. ใบทองมงคล
71. เทียนหยด 72. ใบนาค 73. จันทร์กระจ่างฟ้า 74. หิรัญญิการ์ 75. กวนอิมเงินหรือหวายด่าง
76. หวายเขียว 77. ฟักทอง 78. แตงกวา 79. ฟักเขียว 80. น้ำเต้า
81. แปรงล้างขวด 82. อโศกอินเดีย 83. การะเกด 84. ราชพฤกษ์ 85. ปาล์มหางหมาป่า
86. ไผ่ฟิลิปินส์ด่าง 87. อากาเว่ 88. มะขามป้อม 89. เศรษฐีเรือนใน 90. ผักเป็ดเขียว, ผักเป็ดแดง
91. ซุ้มกระต่ายด่าง 92. ลีลาวดี 93. โป๊ยเซียน 94. ขาไก่ดำ 95. ยางบง
         
         
         
         
คณะผู้จัดทำ
1. นายชำนาญ แสงจันทร์
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเสด็จ
ที่ปรึกษา
2. นายสะอาด กันทะ
ครู คศ.3 โรงเรียนวัดเสด็จ
ให้ข้อมูลเว็บไซด์
3. นายศรีรัตน์ ธุระ
ครู คศ.2 โรงเรียนวัดเสด็จ
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ล้านนา
4. นางสาววิชรี จันดาหาร
ครู อัตราจ้าง โรงเรียนวัดเสด็จ
ผู้รวบรวมข้อมูล เรียบเรียงและจัดพิมพ์

 

 

 

 

 

 

เข็ม

 

ชื่อพื้นเมือง : เข็ม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ixora , spp.

ชื่อสามัญ : (Common Name) : West Indian Jasmine

ชื่อวงศ์ (Family Name) : Rubiaceae

การกระจายพันธุ์ : เพาะเมล็ด กิ่งชำ กิ่งตอน

ลักษณะ

ต้น : เป็นไม้พุ่ม

ใบ : แข็ง หนา ดก สีเขียวแก่

ดอก: ออกเป็นช่อแบนใหญ่ ตามยอดของกิ่งและแขนง ดอกย่อยมีกลีบ 4-5 กลีบ

ผล: เป็นผลกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำเมล็ด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมากนวล

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Manila palm Christmas palm

ชื่อสามัญ Veitchia merrillii.

วงศ์ PALMAE

หมากมนิลา ปาล์มเยอรมัน หมากคอนวล หมากนวลเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทปาล์มมีทรงพุ่มขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ 5-10 เมตรการเจริญเป็นลำต้นเดี่ยวไม่มีหน่อ ลำต้นตรงสูง ผิวลำต้นสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นเป็นข้อปล้องเห็นได้ชัด ใบเป็นใบรวม แตกออกจากทางใบเป็นรูปขนตก เรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบลักษณะ ใบแคบยาว ขนาดใบมีความกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 - 60 เซนติเมตรตัวใบมีสีเขียวเรียบเป็นมันทางใบยาวประมาณ 1-2 เมตรลักษณะ โค้งเล็กน้อยโคนทางจะเป็นกาบหุ้มลำต้นมีสีเขียวอ่อนปนขาวนวลออกดอกเป็นช่อคล้ายจั่นหมากก้านดอกมีสีขาวนวลลักษณะ ของดอกมีขนาดเล็กรวมกันอยู่เป็นจำนวนมากมีสีขาวอมเหลือง ผลเล็กกลมรีมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ภายในผลมีเมล็ดอยู่เพียงเมล็ดเดียวคนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นหมากนวลไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความอ่อนน้อมความมีน้ำใจเพราะหมากนวลมีการแตกใบที่สวยงานลักษณะ ที่มีความนิ่มนวลอ่อนไหวนอกจากนี้ลักษณะ การแตกใบของหมากนวลยังมีลักษณะ ที่โดดเด่นสง่านวลชวนมองนอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบหมากนวลไว้ว่าเป็นชื่อหมากชนิดหนึ่งที่ใช้รับประทานในสมัยโบราณคือหมากสงให้ในพิธี ต้อนรับแขกที่ไปมาหาสู่กัน ดังนั้นจึงแสดงถึงการมีนิสัยใจคอที่ดี มีน้ำใจงามเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นหมากนวลไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ที่ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร1.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

2.การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร เหมาะที่จะใช้กับต้นหมากนวลที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปี

การปลูกควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 14-24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 :1 ผสมดินปลูกควร เปลี่ยนกระถางทุก12ปีแล้วแต่ความเหมาะสมของของการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตทั้งนี้เพราะการขยายตัวของ รากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไปแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

 

น้ำ ต้องการปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 2-4 ครั้ง

การขยายพันธ์ การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด

โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อโรคได้ดี

แมลง เพลี้ยต่าง ๆ

อาการ ใบถูกกัดแทะ เป็นรู และเป็นรอย ทำให้ต้นแคระแกร็นและเสียรูปทรง

การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก

การกำจัด ใช้ยาไดอาซินอน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

 

 

 

 

 

 

 

 

ดอกชบา

 

 

 

ชบา

 

ชื่อสามัญ Chinese rose

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus rosa sinensis.

ตระกูล MALVACEAE

ถิ่นกำเนิด จีน อินเดียและฮาวาย

ชบาในบ้านเรารู้จักกันมานานแล้ว จะเห็นได้จากบ้านคนสมัยก่อนจะมีชบายอยู่แทบทุกบ้านปัจจุบันชบาได้รับการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ออกมามากมาย ซึ่งล้วนแต่สวย ๆ งาม ๆทั้งนั้น ทำให้ได้ดอกของชบาที่มีรูปร่างสวยงามสีสันของดอกสดใส ชบานั้นจัดเป็นไม้พุ่ม ความสูงโดยทั่วไปประมาณ 2.50 เมตร ใบมีสีเขียวเข้ม มนรี ปลายใบแหลม แต่ปัจจุบันก็ยังมีพันธุ์ แตกต่างออกไปอีกมากมาย

แสง ชอบแสงแดดมาก

น้ำ ต้องการน้ำพอประมาณ

ดิน เป็นไม้ที่ปลูกได้ง่ายสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ไม่ควรให้ดินเปียกหรือแฉะเกินไป

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

การขยายพันธ์ ตอน ปักชำ

โรคและแมลง ไม่ค่อยมีโรคจะมีก็แต่เพลี้ยที่รบกวนอยู่

การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยยามาลาไธออนหรือไดอาซินอน ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 แก้ว

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Orang jessamine

ชื่อสามัญ Muraya paniculata.

วงศ์ PUTACEAE

แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้าน ของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 - 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ดคนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความดี มีคุณค่าสูง เพราะคำว่า แก้ว นั้นหมายถึง สิงที่ดีมีค่าสูงเป็นที่นับถือบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งโบราณได้เปรียบเทียบของที่มีค่าสูงนี้เสมือนดั่งดวงแก้วนอกจากนี้คนโบราณยังมีความเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นคนที่มีจิตใยบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน เพราะแก้วคือความใสสะอาดความสดใสนอกจากนี้ดอกแก้วยังมีสีขาวสะอาดสดใสมีกลิ่นหอมนวลไปไกลและยังนำดอกแก้วไปใช้ในพิธีบูชาพระในพิธี ทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งอีกด้วยเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธการปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้และสามารถตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการของผู้ปลูก

2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12 - 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1 - 2 ปี/ ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไปแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน / ครั้ง

ดิน ดินร่วนซุย ดินร่วนทราย

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1 - 2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 200- 300 กรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง

การขยายพันธ์ โดยการเพาะเมล็ดและการตอน

โรคและแมลง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จั๋ง

 

ชื่อสามัญ Lady palm

ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhapis exclesa.

ตระกูล PALMAE

ถิ่นกำเนิด ไทย จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย

จั๋งเป็นปาล์มที่มีขนาดเล็ก ลำต้นมีขนาดเท่าหัวแม่มือหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย โดยทั่วไปมีเส้น

ผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 นิ้ว ลำต้นเป็นกอคล้ายกอไผ่ มีความแข็งแรงมาก กอหนึ่งจะสูงประมาณ 3 - 5 เมตร ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันรูปใบพัดและมีใบย่อยแตกออกจากกันเป็นแฉกลึก ใบ 1 ใบจะมีใบย่อยประมาณ 5 - 10 ใบ ก้านใบเล็ก มีสีเขียวและแข็งยาวประมาณ 12 นิ้ว

แสง ชอบแสงแดดมาก

น้ำ ต้องการน้ำพอประมาณ

ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธ์ โดยการเพาะเมล็ดและแยกหน่อ (การเพาะเมล็ดจะได้ต้นที่มีรูปทรงสวยงามกว่า)

โรคและแมลง ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พลับพลึง

 

ชื่อสามัญ(Common Name ) : Crinum Lily, Veldlily

ชื่อพฤษศาสตร์(Scientific Name ) :Crinum asiaticum , L.

ชื่อวงศ์ ( Family Name ) : Amarylidaceae

ชื่ออื่นๆ ( Other Name ): ลิลัว

ลักษณะ ทั่วไป

พลับพลึงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินเป็นหัวกลม ส่วนที่โผล่พ้นดินเป็นกายใบอัดกันแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบเป็นมันเรียบ ลักษณะ แคบ เรียวยาว เรียงเวียนรอบ แกนลำต้น ออกดอกเป็นช่อ มีก้านช่อดอกยาว ดอกมีลักษณะ คล้ายปากแตร กลิ่นหอมฉุน ผลค่อนข้างกลม สีเขียวอ่อน

การขยายพันธุ์

ใช้วิธีเพาะเมล็ด แยกหน่อ

ประโยชน์ทางสมุนไพร

หัว ใช้ต้มเอาน้ำรับประทานทำให้อาเจียนเป็นเสมหะ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาระบาย รักษาโรคเกี่ยวกับ น้ำดี โรคเกี่ยวกับปัสสาวะ

ใบ ใช้ลนไฟพอนิ่ม พันแก้เคล็ดบวม แพลง ขัดยอก ใช้ตำปิดศีรษะ แก้ปวดศีรษะ ลด

อาการไข้ ใช้ต้มดื่มทำให้อาเจียน

ราก ใช้ตำพอกแผล ใช้เคี้ยวกลืนแต่น้ำทำให้อาเจียน ใช้รักษาพิษยางน่อง

เมล็ด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน เป็นยาระบาย เป็นยาบำรุง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tradescantia pallida (Rose) D. Hunt.

ชื่อวงศ์ : Commelinaceae

ชื่อสามัญ : Purple heart, Purple tradescantia

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้คลุมดิน

ขนาด [Size] : สูง 15-30 เซนติเมตร

สีดอก [Flower Color] : สีชมพู ม่วงอมชมพู

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้คลุมดิน ลำต้นเป็นเถากลมสีม่วงเข้มมีช่อปล้องชัดเจน ทอดเลื้อยไปตามผิวดินต้นเเละใบค่อนข้างอวบน้ำ ยอดชูตั้งขึ้น

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็นวงรอบต้น ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาเปราะ มีขนอ่อนบางๆ ผิวใบด้านบนสีม่วงหรือเขียวปนม่วง

ดอก (Flower) : สีชมพู ม่วงอมชมพู ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก เมล็ดรูปแถบ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกคลุมดินประดับสวนทั่วไปที่การระบายน้ำดี ปลูกริมทะเล ริมถนน ริมทางเดิน โคนเน่าในฤดูฝนได้ง่าย ทรงพุ่มใบค่อนข้างยืดยาวควรตัดแต่งบ่อยๆ

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

  

กาบหอยแครงแคระ

 

ชื่อพื้นเมือง : กาบหอยแครงแคระ,ว่านหอยแครง (กรุงเทพฯ)

ชื่อสามัญ : กาบหอยแครงแคระ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tradescantia spathacea , Swarty

ชื่อวงศ์ : COMMELINACEAE

การขยายพันธ์ : ปักชำต้น ประโยชน์ ใบ พอกแก้ฟกช้ำบวม ต้มดื่มแก้ร้อนใน

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับสวนและบ้าน

ลักษณะ : ต้น สีม่วงเข้ม แตกกอตั้งตรง ทรงพุ่มผิวหยาบ

ใบ สีม่วงปนเขียวท้องใบสีม่วง

ดอก สีขาวไม้ล้มลุก ขึ้นเป็นกอ ลำต้นอวบสั้น ใบ ใบ เรียว รูปแถบกว้าง 2 - 6 เซนติเมตร ยาว 15 - 40 เซนติเมตร ปลายแหลมโคนโอบลำต้น ใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีม่วงอมแดง บางพันธ์ด้านล่างมีสีเขียว ดอก สีขาว ออกเป็นช่อตามซอกใบใบประดับรูปหัวใจ สีม่วงแกมเขียว 2 ใบ กลีบดอก 3 กลีบเมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 - 1.5 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 6 อัน ผลรูปรี เมล็ดเล็กมาก

 

 

 

 

 

 

 

  

 

Cosmos

 

ชื่อสามัญ Cosmos

ชื่อวิทยาศาสตร์ Comos spp.

ตระกูล Compositae

ถิ่นกำเนิด อเมริกากลาง

ลักษณะ ทั่วไปดาวกระจายมีพุ่มต้นสูง 3-4 ฟุต เป็นไม้ดอกที่พบปลูกตามรั้วบ้าน และขึ้นเองทั่วไปตามริมทาง เมล็ดงอกง่ายเจริญเติบโตเร็วเมื่อต้นโตเต็มที่จะออกดอกสะพรั่งทยอยบานนาน 4- 6 สัปดาห์จากนั้นดอกจะโรยพร้อมกับติดเมล็ดเพราะดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่งดอกวงนอกเป็นหมันกลีบดอกมีสีต่างๆมีตั้งแต่สีชมพู ชมพูอมม่วง แดง ขาว กลีบดอกบาง มี 8 กลีบสีเหลืองถึงสมมีหลายพันธุ์เช่นพันธุ์ ดอกซ้อนมีพุ่มเตี้ย ส่วนดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศกลีบดอกเป็นหลอดสีเหลืองปลายจักส่วนมากเป็นดอกชั้นเดียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ประมาณ 3 นิ้วสภาพการปลูกการขยายพันธุ์ดาวกระจายเป็นไม้ดอกอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่ายและโตเร็ว สามารถขึ้นได้ในทุกที่ ๆ มีแสงแดดจัด ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน หนาวหรือฝน ขยายพันธุ์โดย การเพาะเมล็ด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประทัดไต้หวัน

 

ชื่อสามัญ:ScarletBush
ประทัดไต้หวันเป็นไม้ดอกมีพุ่มขนาดย่อม สูงได้ถึง 3 เมตร กิ่งก้านอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปมนรี ปลาย แหลม ออกตามข้อต้น โดยออกเป็นกระจุก กระจุกละ 3 ใบ ดอกออกตรงส่วนยอดของกระจุกใบ มีลักษณะ เป็นหลอด เช่นต้นประทัดจีน สีแดงอมส้ม เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดใน ปารากวัย ขยายพันธุ์ด้วยการตอน เป็นไม้ที่เลี้ยงง่ายต้นหนึ่ง และให้ดอกตลอดปี ประทัดจีนและประทัดไต้หวันมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ แต่กลับเรียกกันว่าประทัดจีน ผู้เขียนพบไม้ต้นนี้ครั้งแรก ในอเมริกาเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากนั้นร่วม 10 ปี จึงได้รับ ความนิยมในบ้านเรา ประทัดจีนและประทัดไต้หวันจึงมิได้ เกิดในจีนหรือไต้หวัน เช่นเดียวกับแย้มปีนังที่ไม่ได้เกิดใน เกาะปีนัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นสัก

 

ภาษาไทย - สัก

ชื่อภาษาอังกฤษ - Rain-tree, Saman

ชื่อวิทยาศาสตร์ - Tectona grandis Linn.

วงศ์ - VERBENACEAE

ชื่ออื่น - เคาะเยียโอ (ละว้า-เชียงใหม่),ปายี้(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี),บีอี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), สัก (ทั่วไป), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร)

ชื่อสามัญ - Teak

ถิ่นกำเนิด - ป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ

รายละเอียด - เป็นไม้ขนาดใหญ่ กิ่งมัน เปลาตรง เปลือกสีน้ำตาลปนเทา ผิวเรียบ หรือ แตกเป็นร่อง สูงถึง 50 เมตร โตเร็ว ผลัดใบในฤดูร้อน

- ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่มาก เรียงตรงข้าม รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบ

มน เนื้อใบสากคาย สีเขียวเข้ม ท้องใบสีอ่อนกว่า มีต่อมเล็กๆ สีแดง

- ดอกเป็นช่อใหญ่ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกสี

ขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

- ผลเป็นผลสดค่อนข้างกลม มีขนละเอียดหนาแน่น กลีบเลี้ยงขยายตัวหุ้ม

ผลไว้ด้านภายในมี 1-3 เมล็ด

การขยายพันธ์ - โดยวิธีการเพาะเมล็ด ติดตา เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

สถานที่เหมาะสม - ดินแบบตะกอนทับถมที่มีผิวหน้าดินลึกและระบายน้ำดี

ประโยชน์/สรรพคุณ - เนื้อไม้สวยงาม ทนทาน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ล้อเกวียน ประตูหน้าต่าง พานท้าย ราวปืน ทำไม้อัด

- ใบอ่อนให้สีแดง ใช้ย้อมกระดาษ หรือย้อมผ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

วาสนาราชินี

 

ลักษณะ โดยทั่วไป

วาสนาราชินีเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-10 เมตร ลำต้นกลม ต้นตรง ไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นเป็นข้อถี่ ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้นส่วนยอดเรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลมลักษณะ ใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ตัวใบโค้งงอ ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้นช่อดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกลมช่อดอกยาวดอกมีขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลิ่นหอมฉุน

การปลูก

การปลูกมี 2 วิธี

1.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

2.การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วนอัตรา1:1:1ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถาง12ปี/ครั้งหรือแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มเพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไป และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดอ่อนรำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลางจนถึงมาก ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลางจนถึงสูง

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 5-6 ครั้ง

การขยายพันธุ์ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ

โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

 

 

 

 

 

 

 

 

เฟื่องฟ้า

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bougainvillea hybrida

ชื่อสามัญ: ดอกเฟื่องฟ้า (อังกฤษ: Bougainvillea, Paper flower)

ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ: Peper Flower, Kertas, ตรุษจีน

ลักษณะ : ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่

ใบ: ใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณะ คล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ

ดอก: มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.

การดูแล: ต้องการแสงแดดจัดในสภาพกลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะทำ ให้สีของใบไม่เข้มออกดอกน้อย ต้องการอุณหภูมิ ปานกลางหรือร้อนชื้น เมื่อโตขึ้น ต้องการน้ำปานกลาง ถึงค่อนข้างต่ำ ถ้ารดน้ำมากเกินไปจะไม่ออกดอก

การขยายพันธุ์: ปักชำกิ่ง, ตอนกิ่ง, เสียบยอด

ประโยชน์: ดอกเฟื่องฟ้า ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศบราซิลโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสราว ค.ศ. 1766-1769 และได้ถูกนำไปปลูกยังส่วนต่าง ๆ ของโลก เริ่มจากยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สำหรับในประเทศไทย มีการนำพันธุ์เฟื่องฟ้าเข้ามาจากสิงคโปร์ครั้งแรกราว พศ. 2423 ใน สมัยรัชกาลที่ 5 พันธุ์เฟื่องฟ้าในประเทศไทยมีไม่น้อยกว่าต่างประเทศ เนื่องจากเฟื่องฟ้าเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย และกลายพันธุ์เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมากมาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถั่วลิสง

 

ชื่อพื้นบ้านอีสาน ถั่วดิน

ชื่อทั่วไป ถั่วลิสง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Arachis hypogaea Linn.

วงศ์ Fabaceae

ประเภท ไม้ล้มลุก

ลักษณะ วิสัย ถั่วลิสงเป็นไม้ล้มลุกมีอายุประมาณ 1 ปี ใบเป็นใบประกอบออกระหว่างซอกใบกับต้น ดอกเป็นแบบพืชตระกูลถั่ว ผลเป็นฝักอยู่ใต้ดิน เปลือกผลมีสีเหลืองอ่อนแข็ง ภายในมีสีน้ำตาล หรือม่วง 1-6 เมล็ด เมื่อออกผลแล้วต้นจะตาย

ประโยชน์ ก้านและใบ แก้ฟกช้ำ แผลเป็นหนอง ลดความดันโลหิต เมล็ด บำรุงไขข้อ บำรุงร่างกาย บำรุงเส้นเอ็น ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สมานกระเพาะอาหาร แก้ไอแห้ง แก้ปลายเท้าเป็นเหน็บชา บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดที่มีน้ำ นมน้อย บำรุงกำลัง น้ำมันจากเมล็ด หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาระบาย

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=7lotus&group=2

 

 

บัว

 

บัว เป็นพืชน้ำล้มลุก ลักษณะ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้า ไหล หรือหัว ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลมมีหลายแบบ บางชนิดมีก้านใบบัวบัวเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี บัวหลวงชอบขึ้นในน้ำจืดออกดอกตลอดปี ชอบน้ำสะอาด อยู่ในน้ำลึกพอสมควร ถิ่นกำเนิดของบัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเช้า ก้านดอกยาวมีหนามเหมือนก้านใบ ชูดอกเหนือน้ำ และชูสูงกว่าใบเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ สีขาวอมเขียวหรือสีเทาชมพู ร่วงง่าย กลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนหลายชั้น เกสรตัวผู้มีจำนวนหลายสี

 

 

 

 

 

 

ไทรด่าง

 

ชื่อพื้นบ้าน : ไทรย้อยใบแหลมด่าง จาเรย

ชื่อสามัญ : Gogen fig.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus benjamina L. var. variegata

ชื่อวงศ์ : MORACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : ใบเป็นรูปไข่ มีสีเขียวแกมเหลืองหรือเหลืองออกขาว นิยมปลูกเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ลำต้นมีสีเทา ขึ้นได้ดีในดินร่วน ชอบแสงปานกลาง แสงมากชอบ ความชื้น

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

การขยายพันธุ์: โดยการปักชำ การตอนกิ่ง

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

กกอียีปต์

 

ชื่อไทย : กกอียีปต์

ชื่อสามัญ : Egyptian payrus

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus papyrus L.

ชื่อวงศ์ : CYPERACEAE

ลักษณะ ทั่วไป : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายฤดู มีลำต้นใต้ดิน เจริญเติบโตเป็นกอ ลำต้นเหนือดินมีลักษณะ เป็นก้านแข็งกลม สูงประมาณ 1.2-2.4 เมตร ใบมีขนาดสั้นแผ่เป็นกาบหุ้มส่วนโคนของลำต้น ดอกออกเป็นช่อกลมสีน้ำตาลแดงที่ปลายยอด มีใบประดับที่ปลายลำต้นเป็นเส้นกลมเล็กยาว 12-24 ซม. ห้อยโน้มลง 50-100 เส้น

ประโยชน์ : ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนน้ำ ในสมัยโบราณเคยใช้กกอียีปต์ทำกระดาษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พุทธศร

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canna spp. and hybrid

ชื่อวงศ์ : Cannaceae

ชื่อสามัญ : Indian shot

ชื่อพื้นเมือง : พุทธศร ดอกบัวละวง

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้ล้มลุก

ขนาด [Size] : สูง 1- 2 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีแดง แสด เหลือง ชมพู ขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ชอบดินเหนียวชุ่มชื้นและมีอินทรียวัตถุสูง หรือที่ระดับน้ำ 10-20 เซนติเมตร

ความชื้น [Moisture] : สูง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน - ครึ่งวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าใหญ่แข็งแรง เนื้ออ่อนอวบน้ำ มีการเจริญเติบโตโดยแตกกอ ประกอบด้วยกลุ่มของก้านใบแผ่เป็นกาบหุ้มประกบกันไว้

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ใบรูปรีถึงรูปไข่ กว้าง 10-18 เซนติเมตร ยาว 30-50 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ มีก้านใบยาวเป็นกาบใบหุ้มลำต้นซ้อนสลับกัน แผ่นใบสีเขียว กลางใบเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัด

ดอก (Flower) : สีแดง แสด เหลือง ชมพู ขาว ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 15- 20 เซนติเมตร ช่อละ 8-10 ดอก กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ขนาดเล็กสีเขียวอ่อน กลีบดอก 3 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง8-9 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก ทรงกลม เมล็ดทรงกลม ขนาด 2-6 เซนติเมตร ผิวขรุขระ จำนวนหลายเมล็ด

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกประดับริมสวนน้ำ ริมคูน้ำที่โล่งแจ้ง ร่องระบายน้ำ ริมถนน ทางเดิน ดอกสวย มีหลายพันธุ์หลายสี เมื่อดอกโรยควรตัดพุ่มใบนั้นทิ้งไป

ประโยชน์ : ดอกตำพอกห้ามเลือด รักษาแผลหนอง ใบแก้อาการจุกเสียด แก้ท้องเสีย แก้อาเจียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Duranta erecta L

 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Duranta erecta L.

ชื่อวงศ์ : Verbenaceae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีม่วง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทุกชนิด

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่ กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก แผ่นใบสีเขียวอ่อนอมเหลืองถึงสีเหลืองทอง

ดอก (Flower) : สีม่วง ออกเป็นช่อเเบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสด รูปกลม ขนาด 0.5-0.8 เซนติเมตร สีเหลือง มีเมล็ด 1 เมล็ด

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : นิยมปลูกประดับสวน ทำขอบแปลง ตัดแต่งเป็นรั้ว ริมถนน ทางเดิน สระว่ายน้ำ ทะเล ไม่ควรปลูกใกล้สนามเด็กเล่น

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=24025

 

 

 กรีสาเก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Codiaeum variegatum Blume

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ชื่อสามัญ : Garden croton

ชื่อพื้นเมือง : กรีสาเก โกรต๋น

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 2-3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ทรงพุ่มรูปไข่ แน่นทึบ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบบ เช่น กลม แคบยาว บิดเป็นเกลียว ปลายใบแหลมหรือมน มีติ่ง โคนสอบ ชอบเรียบ หรือหยักเว้า บางพันธุ์เว้าลึกถึงเส้นกลางใบ และเว้นห่างเป็นสองตอนลักษณะ และขนาดของใบแปรไปตามพันธุ์ แผ่นใบมี สีต่างๆ เช่น ชาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วงดำ ก้านใบยาว 0.5-5 เซนติเมตร

ดอก (Flower) : สีขาว ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้โค้งลง ก้านยาว ดอกกลม มีดอก 30-60 ดอก กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก มี 3-6 กลีบ กลีบดอก 5-6 กลีบ ดอกมีขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมียตั้งตรง ก้านช่อยาว มีดอก 10-20 ดอก กลีบเลี้ยงแนบรังไข่ ไม่มีกลีบดอก

ผล (Fruit) : ผลแห้ง ทรงค่อนข้างกลม เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก ขนาด 1 ซม. มีเมล็ดสีน้ำตาลเป็นกระ 2 เมล็ด

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกเป็นแปลงกลางแจ้งให้สีสดใสตัดกับพืชชนิดอื่นๆ ริมถนน ทางเดิน ริมสระว่ายน้ำและริมทะเล

ประโยชน์ : ใบมีสรรพคุณแก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

http://maipradabgarden.igetweb.com/index.php?mo=18&display=view_single&pid=74834

 

 

สนมังกร

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Juniperus junghuniana Mig

ชื่อวงศ์ : CUPRESSACEAE

ชื่อท้องถิ่น : สน

ลักษณะ วิสัย: ไม้ต้น

ลักษณะ : รูปทรงปิรามิดความสูง 3-12 เซนติเมตร ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบสีเขียวเข้ม ไม่ผลัดใบ ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ความชื้นปานกลาง ชอบแสงเต็มวัน นิยมปลูกเป็นไม้ประธานในการจัดสวน นิยมปลูกเป็นกลุ่ม 3 หรือ 5ต้น ปลูกเป็นแนวถนน การดูแลไม่ควรรดน้ำทรงพุ่มเพราะจะแตกทรงพุ่มไม่สวย

 

 

 

 

 

 

 

 

พิกุลทอง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melampodium divaricatum (Pers.) DC.

ชื่อวงศ์ : Compositae

ชื่อสามัญ : Little yellow star

ชื่อพื้นเมือง : พิกุลทอง

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 0.30-0.50 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีเหลือง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-ครึ่งวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุสั้นประมาณสองปี ตามลำต้นมีขนสากมือ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปรีกว้างหรือรูปไข่ กว้าง 1-5 เซนติเมตร ยาว 3-10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบมีขนสากทั้งสองด้าน ก้านใบสั้นมีครีบ มีขนตามก้านใบ

ดอก (Flower) : สีเหลือง มีกลิ่นเหม็น ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง โคนช่อดอกมีใบประดับรูปรีเรียงซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นนอก 3-5 ใบโคนเชื่อมติดกัน ชั้นในหุ้มผลไว้ ขอบใบประดับมีขนเรียงกันถี่ กลีบดอกรูปรี ดอกบานเต็มที่กว้าง 2-3 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก รูปสามเหลี่ยมยอดแบน เมล็ดเล็ก สีดำเป็นมัน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกลงกระถาง หรือปลูกลงแปลงประดับสวน

 

 

 

 

 

 

 

เศรษฐีเรือนนอก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cholorophytum comosum. (Anthesicum Vittatum)

วงศ์ LILIACEAE

ชื่อสามัญ Spider Plant

ชื่ออื่นๆ -

ลักษณะ ทั่วไป ว่านเศรษฐีเรือนนอกเป็นไม้กอขนาดเล็ก มีหัวอยู่ใต้ดิน ไม่มีลำต้น ใบแตกกระจายออกเป็นพุ่มอยู่เหนือดิน ใบแกมขนานคล้ายใบตะไคร้ แต่สั้นกว่ามาก มีใบด่างขาว หรือขาวนวลที่ริมใบ ลักษณะ อื่นๆ จะเหมือนเศรษฐีเรือนกลางคือ เมื่อใบยาวเต็มที่จะโค้งงอลงดิน เมื่อโตเต็มที่จะมีไหลเหนือดินแตกเป็นต้นใหม่ได้เช่นเดียวกัน

การปลูก ว่านเศรษฐีเรือนนอกชอบดินร่วนหรือดินปนทราย ซึ่งระบายน้ำได้ดี ให้แดดรำไร หรือปลูกที่ร่มให้ถูกแสงแดดบ้างในบางเวลา รดน้ำปานกลาง

การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ หรือใช้ต้นอ่อนที่เกิดจากไหลไปปลูกใหม่

ความเป็นมงคล นอกจากว่านเศรษฐีเรือนนอกจะมีสรรพคุณในทางคุ้มครองป้องกันภัยแล้ว ยังถือเป็นว่านเสี่ยงทาฐานะหากว่านเจริญงอกงามผู้เลี้ยงก็จะมีฐานะเจริญรุ่งเรืองด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เศรษฐีไซ่ง่อน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiopogon Jaburan Lodd. Var. aggenteus vittatus Hort.

วงศ์ LILIACEAE

ชื่อสามัญ -

ชื่ออื่นๆ เศรษฐีขาว, เศรษฐีญวน, ซุ้มกระต่าย (กรุงเทพฯ)

ลักษณะ ทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน รากเหมือนแฝกหอม ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบ โอบหุ้มลำต้นแบบสลับโดยรอบ ใบรูปแคบยาวเหมือนว่านเศรษฐีขอดทรัพย์ แต่ปลายใบไม่ขอด ขนาดกว้าง 1-2 ซม. ยาว 40-50 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแคบ ขอบใบเรียบเป็นเส้นสีขาว ด้านบนเส้นกลางใบและเส้นใบเป็นร่องเล็กน้อย สีขาวหม่น แผ่นใบสีเขียว ด้านล่างเส้นกลางใบและเส้นใบนูนมีสีเขียวสลับกับแผ่นใบที่มีสีขาวชัดเจน ดอกออกสีขาวชูก้านขึ้นสูงเทียมใบเห็นได้ชัด

การปลูก ใช้หัวแยกจากกอมาปลูก นิยมใช้ดินที่ปราศจากมลทิน หรือดินกลางแจ้งเป็นเครื่องปลูก กระถางควรเป็นทางเตี้ยจะเพิ่มความสวยงาม จัดทางระบายน้ำให้คล่องๆ และใช้ใบไม้ผุเปื่อยผสมทรายและดินเล็กน้อย จะทำให้ว่านงอกงามอย่างรวดเร็ว ควรวางกระถางในที่ร่มจะช่วยให้ใบสวยสดเป็นเงางาม

การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ หรือใช้ต้นอ่อนที่เกิดจากไหลไปปลูกใหม่

ความเป็นมงคล เป็นว่านเสี่ยงทาย และเป็นเมตตามหานิยม ปลูกเป็นไม้ประดับ เน้นในกระถางราคาแพง ตั้งโชว์ในห้องรับแขกสำหรับอวดอาคันตุกะไว้ดูเป็นเกียรติแก่เจ้าของบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียวหมื่นปี

 

ชื่อสามัญ : Chinese Evergreen

ชื่ออื่นๆ : ว่านขันหมาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema modestum

ชื่อวงศ์ : ARACEAE

การขยายพันธุ์ : ปักกิ่งชำ

ลักษณะ : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นกลมสีเขียวออกแดงเรื่อๆอาจสูงถึง1 เมตรมียางสีขาว ก้านใบสีเขียว ยาว 8-10 ซม. ลักษณะ ด้านบนเป็นร่องเล็กน้อย ด้านนอกกลมนูน บริเวณโคนแผ่ออกเป็นกาบสีเขียวออกแดงเรื่อๆ โอบหุ้มกันโดยรอบ ใบรูปรี ขนาดกว้าง 8-10 ซม. ยาว 15-20 ซม.ปลายใบมนแหลมโคนใบแคบมนทางด้านบนเส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวด้านล่างเส้นกลางใบนูนเป็นสัน แผ่นใบสีเขียวอมเหลืองมีรอยประสีเขียวเข้มหรือสีบรอนซ์เงินตลอดใบบริเวณแผ่นใบทั่วๆ ไป ทางด้านบนแผ่นใบสีเข้มกว่าทางด้านล่างและมีรอยประมากกว่า

ประโยชน์ : ใบมาตำให้แหลกละเอียดผสมกับเหล้าขาวนำมาพอกแผลสดปิดปากแผลที่ถูกของมีคมแล้วเอาผ้าพันไว้ให้แน่น เมื่อหายเจ็บแล้วให้นำผ้าพันแผลออกจะเห็นรอยแผลเชื่อมสนิทกันเช่นเดิมเป็นรอยเล็กน้อยแต่ไม่ อักเสบหรือเจ็บปวดและเมื่อแผลแห้ง ตกสะเก็ดจะไม่เป็นแผลเป็น เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม และเป็นสง่าแก่สถานที่ปลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

http://web.radompon.com/samunpaiDD/new_page_2.htm

 

 

รางทอง

 

ชื่อสามัญ: Amaryllis

ชื่อท้องถิ่น: รางทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hymenocallis littoralos Salosb cv.variegata

ชื่อวงศ์ : AMARYLLIDACEAE

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ : ว่านสี่ทิศเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นมีข้อปล้องสั้น ๆ อัดตัวกันแน่นเป็นแผ่น ใบเรียวยาวมีเส้นกลางใบเรียงขนาดตามความยาวจำนวน ใบเฉลี่ยต่อต้น 3-10 ใบใบเจริญมาจากตามยอด ใบยาว อวบน้ำ สีเขียวสด ดอกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาวตรงและแข็งแรง กลวงตรงกลาง

การกระจายพันธุ์ : เขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก

ประโยชน์: ใช้ได้ทั้งประดับในอาคาร และนอกอาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บัลลังก์ทับทิม

 

ชื่ออื่นๆ บัลลังก์ทับทิม

ลักษณะ ไม้ประดับทรงพุ่มเตี้ย ก้านใบสั้นสีชมพูแกมแดง ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ด้านบนสีพื้นใบเป็นสีเขียวมีด่างขาวประปราย ร่างใบสีชมพูอ่อน ใต้ใบสีแดงจัดทั้งใบ ผิวสัมผัสเรียบลื่น ขอบใบเรียบ

ประโยชน์ ไม้ประดับ

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้ ตลอดปี

ศักยภาพการใช้งาน ปานกลาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 Epipremnum aureum

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Epipremnum aureum (Lind. & Andre ) Bunting 'Lime'

ชื่อวงศ์ : Araceae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้เลื้อย

ขนาด [Size] : ขนาดเล็ก

สีดอก [Flower Color] : -

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ปลูกได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : สูง

แสง [Light] : แดดปานกลาง-ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้เลื้อย เนื้ออ่อน อายุหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นหรือมีรากเกาะพันกับต้นไม้ใหญ่หรือเสาหลักอื่นๆ เมื่อแก่มีเนื้อไม้ กิ่งก้านสีเขียวถึงสีเขียวอ่อนอมเหลืองมักมีขีดตามยาวสีเหลืองหรือสีขาว

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมรูปหัวใจ กว้าง 5-30 เซนติเมตร ยาว 7-45 เซนติเมตร ปลาย ใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา อวบน้ำ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวอมเหลือง ('Lime')

ดอก (Flower) : ออกเป็นช่อเเบบช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม มักไม่ออกดอกให้เห็นจนกระทั่งต้นสมบูรณ์เต็มที่

ผล (Fruit) : -

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกคลุมดินบริเวณที่ร่มรำไร ความชื้นสูงหรือปลูกพันหลักในกระถางเพื่อประดับอาคาร

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

http://www.tarad.com/1lampang/product.detail.php?id=1223962

 

 

 

กระเช้าสีดา

 

 

เฟิร์นนสกุลชายผ้าสีดา Platycerium (plat-ee-sir-ee-um แพล๊ท-ตี-เซอ-รี-อัม)

ภาคใต้เรียก "ชายผ้าสีดา"

ภาคอีสาน เรียก "กระเช้าสีดา" หรือ"สไบสีดา"

ภาคเหนือเรียก "ห่อข้าวสีดา" หรือ "หัวเฒ่าย่าบา"

ชื่อ "สีดา" นี้เป็นชื่อของนางเอกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ในขณะที่ทางต่างประเทศเขาไม่มีตัวละครแบบเรา จึงตั้งชื่อเปรียบกับเขาของกวาง ที่แตกเป็นแฉก หรือเปรียบเป็นมงกุฎของนางฟ้า

ชื่อสกุล Platycerium มาจากคำในภาษากรีกว่า platys+kera (platy แปลว่า broad เป็นแผ่น และ keras แปลว่า horn เขาของสัตว์) นอก จากนี้ ยังมี นิทานพื้นบ้านของคนไท ในดินแดนประเทศจีนปัจจุบัน เล่าเกี่ยวกับเฟินชายผ้าสีดาอีกด้วย

เฟิร์นชายผ้าสีดา เป็นเฟิร์นที่มีเสน่ห์ มีลักษณะ ที่แตกต่างจากเฟินทั่วไป จัดอยู่ในจำพวกไม้อากาศ ในธรรมชาติพบเกาะอยู่ตามคาคบไม้ แต่ไม่ได้เป็นไม้กาฝาก เพียงขอเกาะอาศัย เพื่อรับแสงแดดและลม หรืออาจพบเกาะอยู่ตามโขดหิน หน้าผาหิน ก็มี พบอยู่ในเป่าเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก ด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลของเฟินชายผ้าสีดา จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกประดับสถานที่ กำแพงบ้าน หรือกระถางแขวน กระเช้าแขวน หรือเกาะบนต้นไม้ใหญ่ในสวน

ลักษณะ ทั่วไป เป็นเฟินเกาะอาศัย ที่ดูแปลกตา แตกต่างจากเฟินทั่วไป ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีทั้งชนิดที่เจริญเติบโตเป็นต้นเดี่ยว และเป็นกลุ่ม ทั้งต้นประกอบด้วยแผ่นใบหนา เจริญซ้อนทับและประสานกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นหัวกระเช้า ทั้งยังมีใบอีกแบบงอกออกมาจากจุกตาบนหัวกระเช้า ในบางชนิดใบงอกออกมาชูตั้งขึ้น บางชนิดเป็นใบห้อยย้อยลงมา หรือใบกึ่งตั้งและปลายห้อยลงมา ก็มี ลำต้น เป็นเหง้าเป็นแท่ง เลื้อยสั้น มีบางชนิดเหง้าแตกเป็นกิ่งสาขา ระบบรากทำหน้าที่ยึดเกาะต้นกับสิ่งที่เกาะอาศัย ใบปกคลุมด้วยขนรูปดาว ขนทำหน้าปกป้องแสงแดด และรักษาความชื้นไม่ให้ระเหยได้ง่าย รวมถึงยังช่วยดักจับความชื้นในอากาศได้อีกด้วยRhizome Scales เกล็ดที่เหง้า มีความผันแปรของรูปร่าง แม้จะเป็นในต้นเดียวกันก็ตาม แต่ก็ยังพอจะแยกความแตกต่างได้สำหรับเฟินชายผ้าสีดาแต่ละชนิด

 

 

ลักษณะ ใบ ใบมี 2 รูปแบบ (dimorphic) คือ ใบกาบ (Base frond, shield frond หรือ sterile frond) ทำหน้าที่ห่อหุ้มระบบราก เพื่อรักษาความชื้นเอาไว้และโอบยึดเกาะที่อยู่อาศัย บางชนิดใบชูตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่รองรับน้ำ เศษใบไม้และอินทรียวัตถุที่ร่วงหล่นมาจากด้านบน กลุ่มนี้มักเป็นชายผ้าสีดาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง บางชนิดใบกาบแผ่หุ้มระบบรากจนมิด ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นชนิดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชุ่มชื้นหรือฝนชุก sterile frond บางแห่งอาจเรียกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ใบกาบ, ใบโล่, ใบโอบ, shield frond, base frond เป็นต้น

ส่วนใบอีกแบบ แผ่สยายเป็นริ้ว เรียก ใบชายผ้า หรือใบเขากวาง (fertile frond) บางชนิดเป็นริ้วห้อยสยายลง บางชนิดตั้งชูขึ้น บางชนิดใบมีขนคลุมหนาแน่น ทำหน้าที่ลดการคายน้ำของใบ ใบชายผ้า หรือ fertile frond ในบางแห่งอาจเรียกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ใบชายผ้า ใบเขา, Normal frond, True frond, Foliage frond เป็นต้น อับสปอร์ เกิดทางด้านล่างของใบชายผ้าอยู่รวมกันเป็นพืด บางชนิดอับสปอร์อยู่ที่ปลายหรือขอบของใบชายผ้า บางชนิดเกิดบนอวัยวะพิเศษที่โคนก้านของใบชายผ้า

ชนิด Species และการจำแนกชนิดของเฟินในสกุลชายผ้าสีดาเฟินสกุลนี้ นักพฤกษศาสตร์บันทึกไว้มี 18 ชนิด อยู่ในออสเตรเลียและอินโดนีเซียมี 5 ชนิด, ในทวีปแอฟริกา 3 ชนิด, บนเกาะมาดากัสกา 4 ชนิด, ในเอเชีย มี 6 ชนิด และอเมริกากลาง มี 1 ชนิด สำหรับในไทยพบ 4 ชนิด ซึ่งเป็นที่นิยมมากของคนรักต้นไม้ ทำให้มีการเก็บจากป่าธรรมชาติ หรือตามสวนยาง สวนผลไม้ออกมาขาย เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันราคาที่ซื้อ-ขายกัน นับวันขยับแพงขึ้น หาเก็บได้ยากขึ้น หรือต้องเข้าป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการของนักเล่นต้นไม้ นับวันทวีมากขึ้น

 

 

 

 

 

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/fishtailfern.htm

 

 

เฟิร์น

 

เฟิร์นจัดเป็นพืชกลุ่มที่มีท่อลำเลียงและขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ โดยพืชกลุ่มเฟิร์นนี้แยกเป็นเฟิร์นและกลุ่มที่ใกล้เคียงกับเฟิร์น ซึ่งพืชกลุ่มนี้มีวงชีวิตคล้ายเฟิร์น เพียงแต่ว่าใบและลำต้นพัฒนาน้อยกว่าเฟิร์นแท้

สำหรับกลุ่มพืชที่ใกล้เคียงกับเฟิร์น ก็อย่างเช่น หญ้าถอดปล้อง (Equisetaceae) หวายทะนอย (Psilotaceae) ตีนตุ๊กแก (Selaginellaceae)

ส่วนเฟิร์นแท้จะสังเกตได้ง่าย คือจะมียอดใบอ่อนที่ม้วนงอใบที่แก่เต็มที่จะมีสปอร์เป็นจุดแถบสีน้ำตาลอยู่ใต้ใบธรรมชาติของเฟิร์นเป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น ร่มรื่น แต่ก็มีเฟิร์นบางจำพวกเหมือนกันที่ขึ้นในที่แล้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คลิกดูภาพขยาย

 

 

กล้วยไม้

 

 

ชื่อวงศ์ กล้วยไม้ (Orchidaceae) Juss.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Orchidaceae

ดอกกล้วยไม้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือ เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอก เดียวกัน ดอกกล้วยไม้ประกอบด้วยกลีบดอกวงนอก 3 กลีบ และกลีบดอกวงใน 3 กลีบ ลักษณะ ของกลีบดอกกล้วยไม้จะแตกต่างกันไปตามชนิดของกล้วยไม้ กล้วยไม้บางชนิดอาจมีกลีบดอกขนาดใหญ่ สีสวย แต่บางชนิดมีกลีบแคบ สีไม่สวยส่วนของกลีบวงนอกหรือกลีบนอกนั้นจะเป็นส่วน ที่หุ้มดอกในระยะดอกตูม กลีบนอกมักจะมีลักษณะ คล้ายกันทั้ง 3 กลีบ ยกเว้นพวกรองเท้านารี ที่กลีบนอกกลีบล่างจะมีลักษณะ ต่างจากกลีบบน สำหรับกลีบในนั้นจะมีลักษณะ ต่างกันโดยกลีบ ในคู่หนึ่งจะมีลักษณะ เหมือนกัน ส่วนกลีบในกลีบที่สามจะมีลักษณะ แตกต่างไปเรียกว่าปาก หรือกระเป๋า(Lip)ซึ่งมีประโยชน์สำหรับล่อแมลงเพื่อช่วยผสมพันธุ์ส่วนประกอบของดอกมีส่วนของก้านเกสรตัวผู้ ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียรวมกันเป็นอวัยวะเดียวกันยื่นออกมาตรงใจกลางของดอก มีอับเกสรตัวผู้อยู่ที่ส่วนปลายเรียกว่า เส้าเกสร (Staminal column) ยกเว้นพวกรองเท้านารี และกล้วยไม้บางสกุลที่อับเกสรตัวผู้ อยู่ ด้านข้างของเส้าเกสร 2 ข้าง เกสรตัวผู้ไม่มีลักษณะ เป็นละอองเรณูแบบพืชอื่นๆ เกสรตัวผู้ประกอบด้วยอับเรณูและละอองเกสรตัวผู้หรือเรณู เรณูของดอกกล้วยไม้มีลักษณะ แตกต่างกันคือละอองเรณูอาจจะรวมกลุ่มติดกันคล้ายขี้ผึ้งอ่อน ๆ หรือละอองเรณูเกาะตัวกันเป็นก้อนแข็งเป็นกลุ่มเรณูเรียกว่าพอลลิเนีย (pollinia) ในแต่ละอับ เรณูมีฝาปิดสนิท อาจมี 2,4 หรือ 8 อันแล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้ยอดเกสรตัวเมียจะอยู่ใต้อับเรณู มีลักษณะ เป็นแอ่งตื้น ๆภายในมีน้ำเมือกเหนียว (ยกเว้นรองเท้านารีที่มีลักษณะ ต่างออกไป) น้ำเมือกนี้จะมีไว้เพื่อช่วยในการผสมพันธุ์ สำหรับยึดเกสรตัวผู้ที่ตกลงไปในแอ่ง การผสมเกสรส่วนใหญ่ต้องอาศัยแมลงเข้าช่วงสำหรับรังไข่อยู่ตรงส่วนของก้านดอก ภายในรังไข่จะยังไม่มีการพัฒนาเป็นไข่อ่อนเมื่อมีการผสมเกสรเกิดขึ้นแล้วจึงจะเกิดไข่อ่อน ขึ้นมาภายในรังไข่รังไข่เพียงช่อเดียวแต่มีเมล็ดเกาะที่ผนัง 3 แห่ง เมื่อไข่ได้รับการผสมจาก เกสรตัวผู้จะเจริญไปเป็นเมล็ด

ลักษณะ ดอกกล้วยไม้สกุลต่าง ๆ

ส่วนประกอบของดอก

กลีบเลี้ยง (sepal)

กลีบเลี้ยงเรียบตัวอยู่รอบนอกสุด จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อคว่ำดอกดูบาง ชนิด กลีบเลี้ยง ทั้งสามมีลักษณะ คล้ายกัน และหลายชนิดมีกลีบเลี้ยงที่มีลักษณะ แตกต่างกัน คือ แยกเป็นกลีบเลี้ยงบน (dorsal sepal) อยู่ในตำแหน่งหลังเส้าเกสร และกลีบเลี้ยงด้านข้าง (lateral sepal) 2 กลีบ ซึ่งมีลักษณะ เหมือนกัน แต่อาจจะต่างจากกลีบเลี้ยงบน และบางสกุลกลีบเลี้ยงด้านข้างเชื่อมติดกันหรือบางสกุลกลีบเลี้ยงทั้งสามเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ หลายแยกเป็นแฉก

กลีบดอก (petal)

กลีบดอกเรียงตัวเป็นชั้นถัดเข้าไปจากชั้นกลีบเลี้ยง ประกอบด้วยกลีบดอกด้านข้าง (lateral petals) ซึ่งมีลักษณะ เหมือนกัน ส่วนกลีบดอกอีก 1 กลีบนั้นมีลักษณะ ที่แตกต่างจากกลีบดอกด้านข้างอย่างชัดเจน นิยมเรียกกันว่า กลีบปาก (lip) บางคนเรียกกลีบกระเป๋าซึ่งมักจะเป็นส่วนเด่นที่สุดของดอก มีความหลากหลายหรือวิจิตพิสดารต่าง ๆ กันไปตามสกุลและชนิด เช่น เป็นแผ่นที่แยกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงโคนกลีบปาก (hypochile) กับช่วงปลายกลบีปาก (epichile) ซึ่งทั้งสองช่วงมักจะมีลักษณะ ต่างกัน หรือแยกเป็น 3 ส่วน มีช่วงกลางหรือช่วงคอกกลีบปาก (mesochile) เพิ่มขึ้น ช่วงโคนกลีบปากบางชนิดมีหูกลีบปาก (slide lobe) และช่วงปลายกลีบปากหลายชนิดหยักเว้าหรือพับจีบ หรือมีชายครุย ทางด้านบนแผ่นกลับปากอาจจะมีสัน (kell) เป็นแนว หรือตุ่มเนื้อเยื่อ (callus) ลักษณะ ต่างๆ กันนอกจากนั้นช่วงโคนหรือใกล้โคน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ ของกลีบปากยังมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นถุง (saccate) หรือเป็นเดือย (spur) ซึ่งมีลักษณะ และขนาดแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดกลีบปากของกล้วยไม้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ทางด้านล่างของดอก (resupinate) ซึ่งเกิดจากการบิดตัวของดอกในระยะที่เป็นดอกอ่อน อีกพวกมีกลีบปากอยู่ทางด้านบน (nonresupinate)

 

ปาก (LIP)

ปาก (Lip) ซึ่งทั้งสองช่วงมักจะมีลักษณะ ต่างกัน หรือแยกเป็น 3 ส่วน มีช่วงกลางหรือช่วงคอกกลีบปาก (mesochile) เพิ่มขึ้น ช่วงโคนกลีบปากบางชนิดมีหูกลีบปาก (slide lobe) และช่วงปลายกลีบปากหลายชนิดหยักเว้าหรือพับจีบ หรือมีชายครุย ทางด้านบนแผ่นกลับปากอาจจะมีสัน (kell) เป็นแนว หรือตุ่มเนื้อเยื่อ (callus) ลักษณะ ต่าง ๆ กันนอกจากนั้นช่วงโคนหรือใกล้โคน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ของกลีบปากยังมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นถุง (saccate) หรือเป็นเดือย (spur) ซึ่งมีลักษณะ และขนาดแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดกลีบปากของกล้วยไม้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ทางด้านล่างของดอก (resupinate) ซึ่งเกิดจากการบิดตัวของดอกในระยะที่เป็นดอกอ่อน อีกพวกมีกลีบปากอยู่ทางด้านบน (nonresupinate)

เส้าเกสร (staminal column)

ส่วนที่สำคัญและเป็นลักษณะ เฉพาะของกล้วยไม้ คือ เส้าเกสร ซึ่งเป็นที่รวมของวงหรือชั้นเกสรเพศผู้และส่วนของเกสรเพศเมียเข้าไว้ด้วยกัน มีลักษณะ เป็นแท่งอยู่ตรงกลางดอก ส่วนบนสุดมักจะมีฝาเล็ก ๆ (anther cap หรือ operculum) ปิดคลุมกลุ่มเรณูไว้ ต่ำลง มาทางด้านหน้าของเส้าเกสรซึ่งหันข้าสู่กลีบปาก มีแอ่งเว้าลึกเข้าไปในเส้าเกสร ภายในมีน้ำเหนียว ๆ คือส่วนยอดของเกสรเพศเมีย (stigma) ซึ่งมีลักษณะ และตำแหน่งที่อยู่เปลี่ยนแปลงไป ต่างจากดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ซึ่งปกติอยู่ที่ยอด เหนือส่วนเว้าที่เป็นแอ่ง ในกล้วยไม้บางกลุ่มอาจจะมีการเจริญของเนื้อเยื่อออกไปเป็นจะงอย (rostellum) ซึ่งนับเป็นส่วนของเกสรเพศเมียที่เป็นหมัน ส่วนด้านข้างของยอดเส้าเกสรทั้งสองข้างก็อาจจะมี stylid ซึ่งมีลักษณะ เป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โคนเส้าเกสรก็เช่นเดียวกัน บางกลุ่มมีการเจริญของเนื้อเยื่อโคนเส้าเกสรยืดออกไปเป็นคาง (mentum) กลีบเลี้ยงคู่ข้างในบางชนิดจะติดอยู่ 2 ข้างของส่วนที่ยืดออกไปนี้ และกลีบปากติดที่ปลายสุด ซึ่งเมื่อดูจากภายนอกจะเห็นคล้ายๆ เป็นถึงเส้าเกสรมีรูปลักษณ์ต่างๆ กันในแต่ละชนิดหรือแต่ละสกุล และใช้ในการจัดจำแนกกล้วยไม้ได้

อับเรณู (anther)

อับเรณูของกล้วยไม้ส่วนใหญ่มีเพียง 1 อัน (ยกเว้นวงศ์ย่อย Apostasioideae และ Cypripedioideae ซึ่งมีจำนวน 3 และ 2 อัน ตามลำดับ) ติดอยู่ที่ส่วนบนสุดของเส้าเกสรมีฝาครอบกลุ่มเรณูที่มักจะหลุดร่วงง่าย (ยกเว้นในวงศ์ย่อย Neottioideae และ Orchidioideae ที่ฝาปิดกลุ่มเรณูไม่หลุดร่วง แต่จะแตกตามยาว) อับเรณูในแต่ละสกุลมีจำนวนกลุ่มละอองเรณูต่างๆ กัน ตั้งแต่ 2 ไปจนถึง 8 กลุ่ม มีทั้งแบบที่ละอองเรณูแต่ละกลุ่มเป็นอิสระ และแบบที่ยึดติดกันแน่นกับแผ่นบางใส เรียกชุดกลุ่มเรณู (pollinarium) รูปแบบต่าง ๆ กัน ส่วนแผ่นหรือแถบเยื่อที่คล้ายก้านยึดติดกับกลุ่มเรณู เรียกว่าก้านกลุ่มเรณู (caudicle หรือ stipe) ที่ปลายอีกด้านของแผ่นเยื่อมักจะแผ่นแบนเป็นแป้นหรือเป็นตุ่ม และมีสารเหนียว ๆ ซึ่งทำให้ชุดกลุ่มละอองเรณูเกาะติดไปกับหัวหรือขาของแมลงที่มาที่ดอกกล้วยไม้ได้โดยง่าย เรียกปุ่มหรือแป้นก้านกลุ่มเรณู (viscidium)

รังไข่ (ovary)

ส่วนล่างสุดต่ำกว่าเส้าเกสร คือ รังไข่ ซึ่งอยู่ใต้ขั้นวงกลีบและต่อเนื่องไปกับก้านดอกแต่มักจะเห็นขอบเขตได้ค่อนข้างชัดเจน คือบริเวณที่เป็นรังไข่มักจะป่องพองกว่าส่วนที่เป็นก้านดอก และมักจะมีร่องตามยาว 3-6 ร่อง ภายในรังไข่มีออวุล (ovule) ขนาดเล็กจนเกือบเป็นผงจำนวนมากมายนอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับดอกอีกส่วนหนึ่ง คือส่วนที่เรียกว่าใบประดับ (bract) และใบประดับย่อย (bracteole) อยู่ตรงบริเวณที่ก้านดอกหรือก้านดอกย่อยต่อกับต้นหรือแกนช่อดอก ซึ่งเป็นลักษณะ เด่นของกล้วยไม้บางชนิด เช่น เอื้องเต่าทอง Eria ornata (Blume) Lindl.

ช่อดอกและการเรียงตัวของดอก

เมื่อเจริญสมบูรณ์เต็มที่ กล้วยไม้จะสร้างดอกเพื่อสืบพันธุ์ จุดที่ช่อดอกแตกออกมานั้นมีทั้งจากปลายยอด จากซอกใบใกล้ปลาย ยอด จากข้อตามลำต้น หรือที่โคนข้างลำต้น ช่อดอกมีทั้งที่เป็นช่อหรือดอกเดี่ยวลักษณะ ช่อดอกมีทั้งตั้งขึ้นจนถึงห้อยลงกล้วยไม้ดินโดย ส่วน ใหญ่จะ ออกดอก เป็นช่อจากปลายยอด ได้แก่ สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) สกุล นางอั้วสาคริก (Pecteilis spp.) สกุลนางตาย (Peristylus spp.) ที่ออกดอกตามข้อใกล้ปลายยอด อาทิ เอื้องสีลา (Corymborkis veratrifolia ) บางชนิดในสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) หรือบางชนิดออกดอกจากโคนลำต้นหรือข้างลำลูกกล้วยเช่นสกุลนกแก้วปากหงาย (Acanthephippium spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Caloanthe spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญ ทางยอด ส่วนใหญ่แตกช่อดอกออกตามข้อโดยออกตรงข้ามกับใบ เช่นสกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือออกตามซอกใบ เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางข้าง จะแตกช่อดอกได้หลายจุด เช่น ออกเป็นช่อจากโคนลำลูกกล้วย ได้แก่ สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลกระสวย (Panisia spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) ฯลฯ หรือที่เป็นดอกออกเดี่ยว ๆ จากโคนลำลูกกล้วย เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรืออกดอกเดี่ยว ๆ หรือเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอดหรือที่ปลายยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลเอื้องกว่าง (Epigeneium spp.) สกุลเอื้องลำต่อ (Pholidota spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลก้านก่อ (Eria spp.) ลักษณะ ช่อดอกส่วนใหญ่เป็นแบบช่อกระจะ (raceme) เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือช่อแยกแขนง (panicle) เช่น บางชนิดในสกุลช้างดำ (Pomatocalpa spp.) บางชนิดในสกุลเอื้องจิ๋ว (Schoenorchis spp.) หรือช่อดอกคล้ายรูปพัดซึ่งพบในสกุลพัดโบก (Cirrhopetalum spp.) หรือช่อเป็นกระจุกแน่น (capitulum, head) เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) หรือที่เป็นดอกเดี่ยว เช่น สิงโตสยาม (Bulbophyllum siamense ) ฯลฯ(สวนพฤษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริติ์, 2545)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาวน้อยประแป้ง

 

ชื่อท้องถิ่น: สาวน้อยประแป้ง

ชื่อวงศ์ : ARACEAE

ชื่อสามัญ: Dumb Cane

ลักษณะ วิสัย: ไม้ล้มลุก

ถิ่นกำเนิด: เอมริกาใต้

ลักษณะ ทั่วไป: เป็นไม้ประดับใบ เป็นพืชใบเลี้ยวเดี่ยว ลำต้นตั้งตรง อวบน้ำ แตกใบอ่อนตรงส่วนยอดของลำต้นที่ละใบ ใบมีรูปร่างยาวเรียวคล้ายใบพาย โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม มีดอกคล้ายกับหน้าวัว มีกาบห่อหุ้ม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มียางเป็นพิษ เช่นถูกผิวหนังแล้วทำให้คันมาก หากกินเข้าไปอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การขยายพันธุ์: ปักชำลำต้น การตอนยอดอ่อน

ประโยชน์: เป็นไม้ประดับภายในอาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เบญจมาศเครือ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wedelia trilobata (L.) Hitchc.

ชื่อวงศ์ : Compositae

ชื่อสามัญ : Climbing wedelia, Creeping daisy, Singapore daisy

ชื่อพื้นเมือง : เบญจมาศเครือ

ขนาด [Size] : สูง 30-50 เซนติเมตร

สีดอก [Flower Color] : สีเหลือง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-สูง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้คลุมดิน ลำต้นแตกแขนงทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ปลายกิ่งมักชูตั้งขึ้น ลำต้นสีน้ำตาลแดงเรื่อ มีขนประปราย รากแตกตามช่อ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปรีกว้างหรือรูปไข่ กว้าง 2- 5 เซนติเมตร ยาว 5.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเล็กน้อย มีจักเป็นรูปสามเหลี่ยมกลางแผ่นใบทั้ง 2 ข้าง ก้านใบสั้นมาก

ดอก (Flower) : สีเหลือง ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีใบประดับรูปรีเรียงซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นละ4-5 ใบ ที่ขอบใบประดับมีขน ดอกวงนอกเป็นดอกเพศเมียมี 8-10 ดอก โคนกลีบดอกวงนอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายกลีบแยกเป็น 3 แฉก ดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีขนาดเล็กกว่าและจำนวนมากกว่า โคนกลีบดอกวงในเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก

ผล (Fruit) : ผลแห้ง รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ปลายยอดผลมีเยื่อสีขาวรูปถ้วย เมล็ดล่อน รูปสามเหลี่ยมปลายแหลม สีดำเป็นมัน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกคลุมดินบริเวณพื้นที่ลาดเอียงหรือริมสระน้ำธรรมชาติ เพื่อป้องกันการพังทลายของดิน ปลูกบริเวณเกาะกลางถนนแทนหญ้า

 

 

 

 

 

 

ตะแบกนา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia floribunda Jack

ชื่อวงศ์ : Lythraceae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : กะแบก ตะแบกไข่ ตะเเบกแดง ตะแบกน้ำ ตะแบกปรี้ บางอตะมากอ บางอยามู แบก เปื๋อยด้อง เปื๋อยนา เปื๋อยหางค่าง

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้ต้น

ขนาด [Size] : สูง 15-30 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Tiem] : ก.ค.-ก.ย.

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง- ช้า

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ดินร่วน

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-ต่ำ

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม โคนต้นเป็นพูพอนสูง เปลือกต้นเรียบเป็นมันสีเทาหรือสีเทาอ่อนอมขาว มีแผลเป็นหลุมตื้นๆตลอดลำต้น

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปใบหอก กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 12-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ชอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบหนา ใบเเก่เกลี้ยง ใบอ่อนสีชมพูหรือแดง มีขนสั้น

ดอก (Flower) : สีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อเเยกแขนงตามซอกใบปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 30-40 เซนติเมตร ก้านช่อดอก และดอกตูมมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม กลีบเลี้ยงมี 10-12 สัน ปลายแยก 5-6 กลีบ มีขนสีน้ำตาลด้านนอกและปลายกลีบด้านใน กลีบดอก 6 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 2.5-3.5 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก รูปไข่สีน้ำตาล เเตกเป็น 5-6 พู เมล็ดแบน สีน้ำตาล มีปีก

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย มีดอกสวยมีสีสัน นิยมปลูกประดับสวนให้ร่มเงา ริมถนน ลาดจอดรถ ริมสระว่ายน้ำ ปลูกริมทะเล ทนแล้งและทนน้ำท่วมขังได้บ้าง

ประโยชน์ : ผลทำไม้ประดับแห้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กาซะลอง

 

ชื่อสามัญ Cork Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ Millingtonia hortensis Linn. F.

วงศ์ BIGNONIACEAE

ชื่ออื่น กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ), เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ปีบ (ภาคกลาง)

ถิ่นกำเนิด ไทย, พม่า

ลักษณะ ทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ลำต้นสูงประมาณ 10–20 เมตร

เปลือกลำต้นสีเทา ขรุขระ ใบออกเป็นช่อ ลักษณะ ใบกลมรี ขอบใบเรียบ โคนใบมนใต้ใบเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกออกเป็นช่อ ตั้งตรงลักษณะ เป็นท่อยาวประมาณ 2–3 นิ้ว สีขาวปนเหลืองขนาด 2 เซนติเมตรลายกลีบดอกเป็นแฉก 5 แฉก ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียติดอยู่ด้านในใกล้ปากท่อผลมีลักษณะ เป็นฝักแบน ภายในมีเมล็ดลักษณะ แบน

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และการปักชำ

สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนซุย แสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
    

 

 

 

 

 

 

 

   

 


ชาฮกเกี้ยน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carmona retusa (Vahl) Masam.

ชื่อวงศ์ : Boraginaceae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : ชาดัดใบมัน ข่อยจีน ชาญวน ชา ชาญี่ปุ่น

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 1 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : หมุนเวียนตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-ต่ำ

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-รำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งก้านจำนวนมากเป็นพุ่มแน่นทึบ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ มักออกเป็นกระจุกสั้นๆ ตามกิ่ง รูปไข่กลับแคบ กว้าง 0.5-2 เซนติเมตร ยาว 1-4 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นพูแหลมมักเป็นติ่งหนามอ่อน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันค่อนข้างหนาด้านหลังใบสีเขียวอ่อน

ดอก (Flower) : สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามซอกใบ มีดอกย่อย 2-5 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปแถบ สีเขียวอ่อน ด้านนอกมีขนยาวประปราย โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อยเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 0.8 มิลลิเมตร

ผล (Fruit) : ผลสด รูปกลมขนาด 6 มิลลิเมตร สีส้มแดง มี 4 เมล็ด

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกเป็นแปลง ทำเป็นแนวรั้ว ตัดแต่งทำไม้ดัด บอนไซได้ ปลูกริม ทางเดิน ริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล ทนน้ำท่วมชัง

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นโมก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Writhtia rekigiosa Benth.

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

การกระจายพันธุ์ : ชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น ใกล้น้ำ

ลักษณะ : เป็นไม้พุ่มยืนต้น ขนาดกลาง เปลือกลำต้นมีสีค่อนข้างดำ มีจุดสีน้ำตาลอ่อนประทั่วลำต้นในลำต้นและใบมียางเหนียวสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็ก สีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้น ออกดอกเป็นช่อขนาดเล็ก ดอกมีสีขาว มีกลีบ 5 กลีบ ดอกจะบานตอนเย็น มีกลิ่นหอม

ประโยชน์ : รากใช้ผสมกับยาสมุนไพร ตัวอื่น ใช้รักษาโรคผิวหนัง และมักจะปลูกเป็นไม้ประดับบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ปาล์มพัด

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pritchardia pacifica Seem. & H. Wendl.

ชื่อวงศ์ : Palmae

ชื่อสามัญ : Fiji fan palm

ชื่อพื้นเมือง : ปาล์มมงกุฏ

ชนิดพืช [Plant Type] : ปาล์มต้นเดี่ยว

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 10 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีเหลืองปนน้ำตาล

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ช้า

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : ปานกลาง-ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นขนาด 20-30 เซนติเมตร

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยวรูปพัด เรียงสลับ กว้างประมาณ 1 เมตร แผ่นใบหนาสีเขียวอ่อน ขอบใบจักเว้าตื้นตามรอยจีบ ก้านใบสีเขียวยาว 1 เมตร ไม่มีหนามแต่โคนกาบใบมีเส้นใยสีน้ำตาลคลุม

ดอก (Flower) : สีเหลืองปนน้ำตาล ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกยาวประมาณ 0.9 เมตร

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลม ขนาดประมาณ 1.2 เซนติเมตร ผลแก่สีดำ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ต้นเล็กนิยมปลูกในกระถางประดับในอาคารหรือปลูก ในที่ร่มรำไรและมีพื้นที่กว้าง

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จามจุรี

 

ชื่อพื้นเมือง ก้ามกราม ก้ามกุ้ง ก้ามปู (ภาคเหนือ) ฉำฉา ลิง สารสร

ชื่อสามัญ Rain Tree East Indian Walnut,Monkey Pod

ชื่อวิทยาศาสตร์ Samanea saman (Jacq.) Merr

ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE

การกระจายพันธุ์ และนิเวศวิทยา

ถิ่นกำเนิดอเมริกาใต้เขตร้อน

ลักษณะ ทั่วไป

ต้น - ไม้ต้นสูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างคล้ายรูปร่ม เปลือกสีดำแตกล่อนได้

ใบ - ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกสลับช่อย่อย มีใบย่อย 2-10 คู่ รูปไข่หรือรูปขนมเปียกปูนเบี้ยว กว้าง 0.7- 4 cm . ยาว 1.5- 6 cm . ปลายโค้งมนเบี้ยว

ดอก - ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว ดอกรวมเป็นกระจุกที่ปลายก้าน กลีบดอกขนาดเล็ก เชื่อมกันเป็นหลอด เกสรตัวผู้ยาวสีชมพู จำนวนมาก

ผล - เป็นฝักรูปขอบขนาน หรือโค้งเล็กน้อย กว้าง 1.5 - 2.3 cm . ยาว 15 - 20 cm . เมื่อแก่สีดำมีเนื้อนิ่ม เมล็ดรูปรีค่อนข้างมี 15 - 25 เมล็ด

สรรพคุณ:

ใบ - รสเย็นเมา ทำให้เย็น ดับพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน

เมล็ด - รสฝาด แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้เยื่อตาอักเสบ

เปลือกต้น - รสฝาด สมานแผลในปากคอ แก้โรคเหงือกบวม แก้ปวดฟัน แก้ริดสีดวงทวารหนัก แก้โลหิตตกใน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon.)

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pinus kesiya Royle ex Gordon.

วงศ์ PINACEAE

ชื่ออื่น เกี๊ยะเปลือกแดง เกี๊ยะเปลือกบาง จ๋วง สนเขา

ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ สูง 10 - 30 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม

เปลือก สีน้ำตาล อมชมพูอ่อน แตกสะเก็ดขนาดใหญ่ มักมียางสีเหลืองซึมออกมาตามรอยแตก

ใบ ใบเดี่ยวออกติดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ใบ รูปเข็ม ยาว 10 - 25 เซนติเมตร

ดอก แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน

ผล ออกรวมกันเป็นกลุ่ม รูปไข่ สีน้ำตาล กว้าง ประมาณ 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร เมล็ดขนาดเล็กมีปีก

นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดในพม่า ขึ้นเป็นกลุ่มบนเขาหรือเนินเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 - 1,600 เมตร

ออกดอก พฤศจิกายน - มีนาคม

ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด

วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำไว้เป็นเวลา 1 คืน ก่อนนำไปเพาะ

ข้อสังเกตและผลการทดลอง

1. เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 15 วัน

2. ภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 20 ซม. สามารถย้ายปลูกได้

ประโยชน์ ไม้ใช้ในการก่อสร้าง ทำเยื่อกระดาษ ยางกลั่นเป็นน้ำมันและชัน น้ำมันใช้ผสมยาทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย ทำน้ำมันชักเงา ชันใช้ผสมยารักษาโรค

 

 

 

 

 

 

 

มะขามเทศด่าง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth. 'Variegata'

ชื่อวงศ์ : Leguminosae-Mimosoideae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง < 3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีเขียวอมเหลือง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ช้า

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ดินร่วนระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ต่ำ

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านจำนวนมากเป็นพุ่มทึบ

มีหนามแหลมยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร

ใบ (Foliage) : ใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้าม ใบย่อยแตกเป็น 2 แฉก ใบรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 2-3.5 เซนติเมตร ปลายและโคนใบมนถึงเกือบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีขาวมีประด่างสีเขียวอมเหลือง ใบอ่อนมีสีชมพูและมีประด่างสีเขียวอมเหลือง

ดอก (Flower) : สีเขียวอมเหลือง ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อแบบช่อกระจะที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้งเป็นฝัก กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตร เมื่อแก่แตก เมล็ดสีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกเป็นไม้ประธานสวนหย่อม ปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นฉากบังกำเเพงริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล ตัดแต่งทรงพุ่มได้เมื่อแตกใบอ่อนจะสวยงาม ไม่ควรปลูกใกล้สนามเด็กเล่นเพราะมีหนาม

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

Pepper plant with immature peppercorns

 

 

พริกไทย

 

วงศ์ Piperaceae

สกุล Piper

สปีชีส์ P. nigrum

ข้อมูลทั่วไป[ซ่อน]

ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper nigrum L.

ลักษณะ ต้นพริกไทย

พริกไทย เป็นต้นไม้ประเภทไม้เลื้อย มีความสูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะ ของลำต้นเป็นข้อๆ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ระบบรากของต้นพริกไทยจะมีเกิดบริเวณข้อตามลำต้นเป็นรากเล็กๆจะเป็นรากที่ช่วยยึดเกาะ และมีรากที่อยู่ในดินขนาดใหญ่ประมาณ 3-6 ราก แต่ละรากจะมีรากฝอย ลักษณะ ใบจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ ดอกของพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตามข้อเป็นพวง เมล็ดจะมีลักษณะ กลมติดกันเป็นพวง

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถั่วบราซิล

 

พืชคลุมดิน - ถั่วบราซิล
ถั่วปิ่นโต ถั่วลิสงเถา หรือถั่วเปรู มีชื่อทางการค้าว่า "ถั่วอมาริลโล" นี้ มีถิ่นกำเนิดในแถบตอนกลางของประเทศบราซิล ลักษณะ คล้ายต้นถั่วลิสง แต่มีใบเล็กกว่าและมีลำต้นเลื้อยไปตามดิน มีรากแก้วแข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินหลายสภาพ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือใช้ท่อนพันธุ์ มีคุณสมบัติเด่น เป็นพืชคลุมดิน ทนแล้ง ทนร่มเงา ทนต่อการเหยียบย่ำ มีดอกสีเหลืองสวยงามเหมาะสำหรับจัดสวนประดับและปลูกแทนสนามหญ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขี้เหล็กอเมริกัน

 

ชื่อสามัญไทย ขี้เหล็กอเมริกัน

ชื่อสามัญอังกฤษ American Cassia, Golden Wonder

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia spectabilis DC.

วงศ์ Caesalpiniaceae

ชื่ออื่น ๆ สุวรรณพฤกษ์

ลักษณะ ทั่วไปไม้ยืนต้น สูงถึง 7 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อย 10-15 คู่ เรียงตรงข้าม แผ่นใบย่อยรูปรีถึงรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบเรียบ กว้าง 1-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่มและมีสีจางกว่าด้านบน ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ ผลเป็นฝักสีดำ รูปทรงกระบอก

สรรพคุณใบและก้านอย่างเดียวหรือผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มอบไอน้ำ รักษาอาการตัวเหลือง ดีซ่าน

น่ารู้* ขี้เหล็กอเมริกันเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป โตเร็ว จึงเหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่ที่ต้องการการดูแลต่ำ ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ใบมีสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ส่วนต้นขี้เหล็กที่รับประทานใบอ่อน ดอกอ่อนเป็นอาหารนั้น คือขี้เหล็กบ้าน หรือขี้เหล็กหลวง (Cassod Tree, Thai Copper Pod) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia siamea Lam. อยู่ในวงศ์ Caesalpiniaceae เช่นกัน มีฤทธิ์เป็นยาระบายและแก้อาการนอนไม่หลับ ปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมของไทยได้ผลิตยาเม็ดขี้เหล็กออกจำหน่าย จากการทดสอบฤทธิ์ในคน พบว่าได้ผลดีช่วยให้นอนหลับ เมื่อตื่นแล้วรู้สึกสดชื่น นอกจากนี้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติยังวิจัยพบว่า ยาขี้เหล็กสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาเม็ดขี้เหล็กต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย จึงควรรับประทานเฉพาะแต่เวลาที่เครียด นอนไม่หลับ หรือวันละไม่เกิน 600 มิลลิกรัม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขี้เหล็กไทย

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ / ชื่อวงศ์ : Cassia siamea Britt.

(CAESALPINIACEAE)

ลักษณะ วิสัย : ไม้ยืนต้น

ลักษณะ พิเศษของพืช : สมุนไพร, อาหาร

ลักษณะ : ต้น ไม้ยืนต้นสูง 5 - 10 เมตร ใบ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ดอก ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ก้านช่อดอกยาว 2 - 3 ซม. กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปร่างค่อนข้างหนาขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอก 5 กลีบ เกสร 10 อัน รังไข่มีขน ผล เป็นฝักแบน อวบ ยาวประมาณ 15 ซม. ประโยชน์ : ข้อมูลจากเอกสาร 1) สรรพคุณทางยาไทยและอาหาร ดอกใช้เป็นยานอนหลับ ลดความดันโลหิต ดอกตูมและใบอ่อนใช้เป็นยาระบาย ใบแก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก่นใช้แก้ไข้ ทำให้นอนหลับ รักษากามโรค ซึ่งแก่นและใบอ่อนมีสารกลุ่ม แอนทราควิโนนหลายชนิดจึงมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ดอกและใบอ่อนใช้ประกอบอาหารได้แต่มีรสขม จึงควรนำไปต้ม และเทน้ำทิ้งก่อน 2 - 3 ครั้ง ก่อนนำไปแกง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

หางนกยูงฝรั่ง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Delonix regia (Boj. ex Hook.)

ชื่อสามัญ: Flame Tree, Royal Poinciana, Flamboyant

ชื่ออื่น: นกยูงฝรั่ง อินทรี (ภาคกลาง), ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), หงอนยูง (ภาคใต้)

วงศ์: LEGUMINOSAE-CAESALPINOIDEAE

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์:ไม้ต้นผลัดใบ สูง 10-18 ม. เปลือกต้นสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดแผ่กว้างและกลมคล้ายร่ม

ใบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยขนาดเล็กและมีจำนวนมาก

ดอก ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีแดงอมส้ม สีส้ม สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน อยู่แยกอิสระ เมื่อดอกบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.

ผล ผลเป็นฝักใหญ่ แบน แข็ง กว้าง 3-5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ฝักเมื่อแก่จะแตก เมล็ดเรียงตามขวาง มี 20-40 เมล็ด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อินทนิล

 

ชื่ออื่นๆ : กากะเลา (อุบลราชธานี) กาเสลา กาเสา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จ้อล่อ จะล่อ หูกวาง (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstriemia macrocarpa Wall.

ชื่อวงศ์ : LYTHRACEAE

ขยายพันธุ์ : เมล็ด

ประโยชน์ : ไม้ ใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน และเครื่องมือเกษตรกรรม

ลักษณะ : ไม้ต้น ผลัดใบ สูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดรูปทรงกลมยาวปลายกิ่งชูขึ้น เปลือกสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างเรียบ ลำต้นมีปุ่มปม ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่กลับ หรือรูปรีป้อมๆ กว้าง ๑๒-๑๗ เซนติเมตร ยาว ๒๐ - ๓๐ เซนติเมตร ปลายมน โคนสอบแหลมหรือมน สีเขียวเข้ม เป็นมันดอกสีม่วงออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น ๖ แฉก กลีบดอก ๖ กลีบ รูปกลม บาง ยับย่น ขอบย้วย โคนกลีบเรียวเป็นก้านสั้นๆ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๑๒ เซนติเมตร เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลรูปรี กว้าง ๒-๒.๓ เซนติเมตร ยาว ๒.๘-๓.๗ เซนติเมตร เปลือกแข็ง เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดจำนวนมาก ด้านบนมีปีก ลักษณะ : ไม้ต้น ผลัดใบ สูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดรูปทรงกลมยาวปลายกิ่งชูขึ้น เปลือกสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างเรียบ ลำต้นมีปุ่มปม ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่กลับ หรือรูปรีป้อมๆ กว้าง ๑๒-๑๗ เซนติเมตร ยาว ๒๐ - ๓๐ เซนติเมตร ปลายมน โคนสอบแหลมหรือมน สีเขียวเข้ม เป็นมันดอกสีม่วง

 

 

 

 

 

 

 ตะโกนา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros rhodcalyx Kurz

ชื่อวงศ์ EBENACEAE

ชื่อสามัญ Ebony

ชื่อท้องถิ่น

ทั่วไป เรียก ตะโกนา

ภาคอีสาน เรียก โก

นครราชสีมา เรียก นมงัว

ภาคเหนือ เรียก มะโก

เชียงใหม่ เรียก มะถ่าน ไฟผี พระยาช้างดำ

ลักษณะ ทั่วไป ตะโกนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15 เมตร เปลือกสีดำแตกเป็นสะเก็ดหนา ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่กลับ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกลาย โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน ดอก ดอกเพศผู้และดอกเพศ เมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามใบช่อหนึ่งๆ มีประมาณ 3 ดอก มีขนนุ่ม ดอกเพศเมียออกเดี่ยวๆ ตามง่ามใบ มีขนนุ่ม ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5–2.5 ซม. เมื่อยังอ่อนอยู่มีขนสีน้ำตาลแดง โคนและปลายผลบุ๋ม

การปลูก ตะโกนาขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยา

ลูก รสฝาดหวาน แก้ท้องร่วง แก้ตกเลือด แก้มวนท้อง ขับพยาธิ แก้กษัย แก้ฝี และแผลเน่าเปื่อย

เปลือกลูก รสฝาด เผาเป็นถ่านรสเย็น ขับระดูขาว และขับปัสสาวะ

เปลือกต้น, เนื้อไม้ รสเฝื่อนฝาดขม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แก้มุตกิด ระดูขาว แก้รำมะนาด ปวดฟัน และเป็นยาอายุวัฒนะ

คติความเชื่อ บางตำราว่าเป็นต้นไม้ที่ควรปลูกไว้ทางทิศใต้ (ทักษิณ) แต่ยังหาหลักฐานยืนยันไม่ได้แน่ชัด สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะ ตะโกเป็นไม้ที่มีอายุยืน ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี จึงอยากให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านมีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนดังตะโก

 

 

 

 

 

 

 

 

 ดัดมือ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia catappa L.

วงศ์ COMBRETACEAE

ชื่อสามัญ Tropical Almond , Olive - bark Tree

ชื่ออื่น ดัดมือ โคน

ไม้ต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 15 - 20 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลม

เปลือก สีเทาเรียบ แตกกิ่งตามแนวนอนเป็นชั้น ๆ

ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ กว้าง 8 - 15 เซนติเมตร ยาว 12 - 25 เซนติเมตร ปลายใบเป็น ติ่งแหลมอ่อน โคนใบสอบแคบ เว้า และมีต่อม 1 คู่ แผ่นใบหนา มีขนนุ่ม ขอบใบเรียบ

ดอก ดอกเล็ก สีขาวนวล ออกเป็นช่อ ตามง่ามใบบริเวณปลายกิ่ง

ผล รูปไข่หรือรีป้อมและแบนเล็กน้อย กว้าง 2 - 5 เซนติเมตร ยาว 3 - 7 เซนติเมตร สีเขียว เมื่อแก่จะแห้งเป็นสีดำคล้ำ

นิเวศวิทยา ขึ้นตามหาดทราย หาดหิน และขึ้นได้ทั่วไป

ออกดอก กุมภาพันธ์ - เมษายน และ สิงหาคม - ตุลาคม

ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด

วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด -

ข้อสังเกตและผลการทดลอง

1. เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 30 วัน

2. ภายในระยะเวลา 3 เดือนต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 30 ซม. สามารถย้ายปลูกได้

ประโยชน์ เปลือกและผลมีรสฝาดมาก ใช้แก้ท้องเสีย ย้อมหนังสัตว์ ทำหมึก เมล็ดในผลรับประทานได้ ให้น้ำมัน คล้ายน้ำมันอัลมอนด์

 

 

 

 

 

 

 

 

สะเดา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica Juss. Var. siamensis Valeton

ชื่อวงศ์ MELIACEAE

ชื่อสามัญ Neem Tree

ชื่อท้องถิ่น

ภาคเหนือ เรียก สะเลียม

ภาคอีสาน เรียก กะเดา, กาเดา

ส่วย เรียก จะตัง

ภาคใต้ เรียก กะเดา, ไม้เดา, เดา

ลักษณะ ทั่วไป สะเดาเป็นยืนต้นขนาดกลาง สูง 12–15 เมตร ขึ้นได้ในป่า หรือปลูกไว้ตามบ้าน ทุกส่วนมีรสขม เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเทาหรือเทาปนดำ แตกระแหงเป็นร่องเล็กๆ ตามต้น แต่เปลือกของกิ่งอ่อนเรียบ ใบ เป็นช่อแบบขนนก ใบย่อยรูปหอก ขอบใบหยัก ใบออกเวียนกัน ตอนปลายกิ่งจะผลิใบใหม่พร้อมกับผลิดอกในฤดูหนาว ดอก เป็นช่อสีขาว ผล กลมรี อวบน้ำ ผลแก่สีเหลือง ภายในผลมี 1 เมล็ด

การปลูก สะเดาเป็นไม้ดั้งเดิมของเขตเอเชียอาคเนย์ พบทั่วไปในประเทศพม่า อินเดีย สะเดาพบในป่าเบญจพรรณและป่าแดง มัก ขึ้นปะปนกับไม้ใหญ่ สะเดาเป็นพันธุ์ไม่ปลูกง่าย โตเร็ง และเป็นพันธุ์บุกเบิกในที่แห้งแล้งได้ดี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยา

ใบอ่อน รสขม แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย และพุพอง

ใบแก่ รสขม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร และฆ่าแมลงศัตรูพืช

ก้าน รสขม แก้ไข้ บำรุงน้ำดี และแก้ร้อนในกระหายน้ำ

ดอก รสขม แก้พิษโลหิต พิษกำเดา แก้ริดสีดวง คันในลำคอ และบำรุงธาตุ

ลูก รสขมเย็น บำรุงหัวใจให้เต้นเป็นปกติ และฆ่าแมลงศัตรูพืช

คุณค่าทางโภชนาการ ทุกส่วนของสะเดามีรสขม นำยอดอ่อนและดอกสะเดาลวกน้ำร้อน 2-3 ครั้ง เพื่อให้หายขม รับประทานเป็นอาหารได้

 

คติความเชื่อ คนโบราณนิยมปลูกต้นสะเดาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) เชื่อกันว่าจะป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้ ในบางท้องถิ่นเชื่อกันว่าใบและกิ่งของต้นสะเดาจะป้องกันภูตผีปีศาจได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มะละกอ

 

ลักษณะ ทั่วไปของพืช

มะละกอเป็นไม้ผลล้มลุกขนาดกลาง ความสูงระหว่าง 5 - 20 ฟุต ลำต้นอวบน้ำ มะละกอเป็นพืชปลูกง่ายโตเร็ว ให้ผลเร็ว ให้ผลได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปมะละกอเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน และปลูกได้ดีในดินทั่วไป แต่ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ขังแฉะและมีอินทรียวัตถุมากพอสมควร มีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 130 - 150 วันหลังจากปลูกด้วยเมล็ดและสามารถให้ผลผลิต 3 - 4 ปี ถ้าไม่มีปัญหาโรคแมลงทำลาย สามารถเก็บเกี่ยวผลดิบได้เมื่ออายุ 3 - 4 เดือน และเก็บเกี่ยวผลสุกได้เมื่ออายุ 5 - 6 เดือนหลังดอกบาน มะละกอ 1 ต้น สามารถให้ผลผลิต 25 - 30 กก./ปี หรือ 2,966 กก./ไร่ น้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 0.7 - 2.50 กก.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระถินณรงค์

 

วงศ์ Fabaceae

สกุล Acacia

ชื่อวิทยาศาสตร์: Acacia auriculiformis Cunn.)

เป็นพืชตระกูลถั่ว มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมตามธรรมชาติในทุ่งหญ้าของประเทศปาปัวนิวกินี ไปจนถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันได้มีการนำไปปลูกกันทั่วโลกทั้งทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ เนื่องจากสามารถฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมได้ เป็นไม้ที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลางมีความสูง 8 เมตร ไปจนถึง 20 เมตร ดอกกระถินณรงค์ มีสีเหลืองกลิ่นหอม ออกดอกรวมกันเป็นช่อ คล้ายหางกระรอก ในประเทศไทย ร.ท.ขุนณรงค์ชวนกิจ (ชวน ณรงคะชวนะ) เป็นผู้สั่งเข้ามาปลูกในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2478 โดยนำมาปลูกในลักษณะ ของไม้ประดับ

กระถินณรงค์เป็นไม้โตเร็ว นิยมปลูกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นอกจากการใช้เป็นพืชเบิกนำในการปลูกป่าในพื้นดินเสื่อมโทรมได้ดีแล้ว ยังใช้ตัดฟันเป็นไม้ฟืนเชื้อเพลิง ซึ่งมีการวิจัยโรงไฟฟ้าชีวะมวล เพื่อใช้ไม้กระถินเป็นเชื้อเพลิง[2] และประโยชน์อื่นๆ เช่นเผาถ่าน ทำเฟอร์นิเจอร์ และเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษได้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปาล์มจีน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Livistona chinensis (Jacq.) R. Br. ex Mart.

ชื่อวงศ์ : Palmae

ชื่อสามัญ : Chinese fan palm, Fountain palm

ชื่อพื้นเมือง : ปาล์มเซี่ยงไฮ้

ชนิดพืช [Plant Type] : ปาล์มต้นเดี่ยว

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 20 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาวอมเหลือง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ช้า

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แสงแดดจัด-ปานกลาง

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นขนาด 30 เซนติเมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลผิวขุรขระ มีข้อปลัองชัดเจน

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยวรูปพัด เรียงสลับ กว้างประมาณ 1..5 เมตร แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน แตกใบย่อย จักเว้าลึกครึ่งตัวใบ ปลายใบเป็นเส้นๆห้อยลงจากปลายขอบใบยาวลู่ลง ก้านใบสีเขียวยาวประมาณ 1 เมตร มีหนาม

ดอก (Flower) : สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ ช่อดอกยาวประมาณ 80 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมาก ทรงกลมรี ขนาด 2 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียวคล้ำ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย เป็นไม้กระถางในอาคาร นิยมปลูกริมถนน ทางเดิน ตกแต่งสวนและอาคาร สวนสาธารณะ ปลูกริมทะเลได้

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช้องนาง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Thunbergia erecta (Benth.) Anderson

ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่อสามัญ: Bush Clock Vine

ชื่อท้องถิ่น : ช้องนางเล็ก , ช้องนางใหญ่

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ ทั่วไป: เป็นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นไม้ประเภทครึ่งต้นครึ่งเลื้อย ใบคล้ายใบแก้วแต่ริมใบบิดเล็กน้อยออกเป็นคู่ ๆ เรียงไปตามกิ่ง ใบสีเขียวสด ดอกคล้ายดอกผักบุ้ง

แต่เล็กกว่าดอกผักบุ้ง ดอกเป็นสีน้ำเงินม่วง ตรงกลางเป็นสีเหลือง บานไม่ทน แต่เมื่อดอกร่วงแล้วก็ยังมีทรงดอกเหมือนเดิม บางพันธุ์มีดอกสีขาว ออกดอกตลอดปี

ชอบอยู่ในที่มีแสง

ใบ : ใบจะคล้ายใบแก้ว ออกจะเป็นคู่ ๆ เรียงไปตามกิ่งของล้ำตน ลักษณะ ของใบมนปลายแหลม ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร มีสีเขียว ชอบใบเรียบไม่จัก

ดอก : รูปทรงของดอกเป็นรูปแตร มีสีม่วงเข้มมีอยู่ 5 กลีบตรงกลาง ดอกเป็นสีเหลืองดอกบานเต็มที่ประมาณ 8 เซนติเมตร

ลำต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มเตี้ย แตกกิ่งก้านสาขามากมายลำต้นสูงประมาณ 6 ฟุต

ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ

การขยายพันธุ์ : ตอนและปักชำ

การกระจายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ออกดอกตลอดปี ปลูกได้ทั้งกลางแจ้ง และที่ร่มรำไร ชอบดินร่วนซุยมีความชื้นตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

Streblus asper Lour.

 

 

ข่อย

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Streblus asper Lour.

ชื่อสามัญ ข่อย

ชื่อทางการค้า Siamese rough bush, Tooth brush tree

ชื่อพื้นเมือง กักไม้ฝอย (ภาคเหนือ) ข่อย (ทั่วไป) ซะโยเส่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ตองขะแหน่ (กะเหรี่ยงกาญจนบุรี) ส้มพอ (ร้อยเอ็ด) สะนาย (เขมร)

ลักษณะ ทั่วไป

ข่อย เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก - กลาง สูง 5-15 ม. ไม่ผลัดใบลำต้น ค่อนข้างคดงอ มีปุ่มปมอยู่รอบๆต้น หรือเป็นพูเป็นร่องทั่วไป อาจจะขึ้นเป็นต้นเดียว หรือเป็นกลุ่ม แตกกิ่งต่ำ กิ่งก้านสาขามาก เปลือกสีเทาอ่อน เปลือกแตกเป็นแผ่นบางๆ มียางสีขาวเหนียวซึมออกมา

ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับมีขนาดเล็ก รูปใบรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 2 - 3.5 ซ.ม. ยาว 4 - 7 ซ.ม. เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวสากเหมือนกระดาษทรายทั้งสองด้าน

ดอก เป็นช่อสีขาวเหลืองอ่อน ออกตามปลายกิ่ง ดอกเดี่ยวแต่รวมกันเป็นกระจุก ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างดอกกัน ผลสดกลม

เมล็ด มีขนาดโตเท่าเมล็ดพริกไทย มีเนื้อเยื่อหุ้ม ผลแก่จัดจะมีสีเหลือง ซึ่งมีรสหวาน นกจะชอบกินผลข่อย

สรรพคุณทางยา

กิ่งข่อย ใช้ในการแปรง ฟันแทนแปรงสีฟันได้ แต่ต้องทุบให้นิ่มๆก่อน

เปลือก สามารถรักษาแผล แก้ท้องร่วง ดับพิษภายใน ทาริดสีดวงแก้พยาธิผิวหนัง และเมื่อต้มกับเกลือจะได้เป็นยาอมแก้รำมะนาดยาง มีน้ำย่อยชื่อ milk (lotting enzyme) ใช้ย่อยน้ำนม

ราก สามารถนำมารักษาแผลได้

แก่น / เนื้อ คนเชียงใหม่ใช้แก่นข่อยหั่นเป็นฝอยมวนเป็นบุหรี่สูบแก้ริดสีดวงจมูก

เมล็ด นำมารับประทานเป็นยาอายุวัฒนะได้ และทำให้เจริญอาหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มะปราง

 

ชื่อสามัญ Maprang, Marian plum

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bouae burmanica Griff.

วงศ์ Anacardiaceae

ถิ่นกำเนิด พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย

ลักษณะ ทางพฤกษาศาสตร์

มะปรางเป็นไม้ผลเมืองร้อน ไม้ยืนต้นที่มีผู้รู้จักแพร่หลาย มีผลคล้ายฟองไข่นกพิราบ เมื่อดิบมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่มีสีเหลือง มีทั้งรสเปรี้ยว รสหวาน และรสเปรี้ยวอมหวาน (ขุนเกษตร สันทัด) ผลแก่ช่วงมีนาคม-เมษายน

ส่วนต่าง ๆ ของมะปรางมีลักษณะ ดังนี้

ลำต้น มะปรางเป็นไม้ผลที่มีทรงต้นค่อนข้างแหลม มีกิ่งก้านสาขาค่อนข้างทึบต้นโตมีขนาดสูง 15-30 เซนติเมตร มีรากแก้วแข็งแรง

ใบ มะปรางเป็นไม้ผลที่มีใบมาก ใบเรียว ขนาดใบโดยเฉลี่ยกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร ปีหนึ่งมะปรางจะแตกใบอ่อน 1-3 ครั้ง

ดอก มะปรางจะมีดอกเป็นช่อ เกิดบริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน) ดอกบานจะมีสีเหลือง ในไทยออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

ผล มีลักษณะ ทรงกลมรูปไข่และกลม ปลายเรียวแหลม มะปรางช่อหนึ่งมีผล 1-15 ผล ผลดิบมีสีเขียวอ่อน-เขียวเข้มตามอายุของผล ผลสุกมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เปลือกผลนิ่ม เนื้อสีเหลืองแดงส้มออกแดงแล้วแต่ชนิดพันธุ์ รสชาติหวาน-อมหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยว-เปรี้ยวจัด

เมล็ด มะปรางผลหนึ่งจะมี 1 เมล็ด ส่วนผิวของกะลาเมล็ดมีลักษณะ เป็นเส้นใย เนื้อของเมล็ดทั้งสีขาวและสีชมพูอมม่วง รสขมฝาดและขม ลักษณะ เมล็ดคล้ายเมล็ดมะม่วง หนึ่งเมล็ดเพาะกล้าได้ 1ต้น (นรินทร์,2537 ; สรัสวดี และปฐพีชล,2531)

 

 

 

 

 

 

 

 

ไทรย้อย

 

ชื่อสามัญ Weeping fig

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus benjamina

ตระกูล MORACEAE

ถิ่นกำเนิด ในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะทวีปเอเชีย เช่น ไทย อินเดีย มาเลเซีย

ไทยย้อยมีอยู่หลายชนิด มีทั้งใบกลมและใบยาวรี โดยทั่วไปใบของไทรย้อยจะยาวประมาณ

1 - 2 นิ้ว ก้านใบอ่อน ใบมีสีเขียวเป็นมัน เป็นไม้พุ่มขนาดกลางที่มีทรงพุ่มหนาทึบแผ่กิ่งก้าน

สาขาทิ้งใบห้อยระย้าแลดูสวยงามและมีรากอากาศแตกออกจากลำต้น ย้อยลงสู่พื้นดินเป็น

จำนวนมาก

แสง ชอบแสงมาก ควรปลูกไว้กลางแจ้ง

น้ำ ให้น้ำพอประมาณอย่าให้ขังแฉะ หรือน้อยจนดินแห้ง

ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย

ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธ์ ปักชำและเพาะเมล็ด

โรคและแมลง โรคไม่ค่อยพบที่เป็นปัญหา ส่วนแมลงที่พบบ่อยที่สุดคือ เพลี้ยแป้ง

การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยมาลาไธออนหรือไดอาซินอนตามอัตราที่แนะนำไว้ในฉลาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นนางกวัก

 

ชื่อพื้นเมือง: ต้นนางกวัก.

ชื่อวิทยาศาสตร์, Alocasia cucullata (Lour.) G.Don.

ชื่อวงศ์ , ARACEAE

ต้นนางกวัก เป็นพันธุ์ไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกมงคล กวักเงิน กวักทอง นางกวัก คล้ายกริยาของการเรียกเงิน ทองหรือ กวักมงคลต่างๆ

กวัก เป็นต้นไม้ที่มีก้านตั่งตรงจากลำต้นหนา 3-6 cm ก้านใบยาวตั้งแต่ 20-85 cm ใบลักษณะ คล้ายใบโพธิ์ขนาดกว้าง 8-30 x 6-35 cm. มีก้านใบเชื่อมถึงกัน สีเขียวแกมน้ำเงิน ใบด้านบนเป็นมัน เห็นเส้นใบโค้งตามรูปใบชัดเจน ต้นที่สมบูรณ์จะมีใบใหญ่เป็นมันก้านยาว เมื่อใบเก่าแห้งแล้วลอกทิ้งจะทำให้เห็นเป็นลักษณะ คล้ายลำต้น กวักจะแตกหน่อออกเป็นต้นใหม่ไปเรื่อยๆ แม้ปลูกเพียงต้นเดียวก็สามารถมีหน่อได้จนเต็มภาชนะปลูก

ต้นกวักที่มีอายุมากๆ เมื่อนำมาตัดแต่งลอกใบเก่าๆ ออก จะทำให้เห็นลำต้นซึ่งเมื่อนำมาปลูกแล้วดูสวยงาม

การปลูกและให้น้ำ นั้นไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อยๆ แม้กวักจะชอบชื้นแฉะ ควรตั้งไว้ในที่ร่มรำไร จะทำให้ใบสวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

ไม้กฤษณา

 

คำว่า กฤษณา หมายถึง ไม้กฤษณา หรือกฤษณา หรือต้นไม้หอม ไม้กฤษณาที่ยังเป็นต้นไม้อยู่ (ตอนที่ยังไม่เกิดบาดแผล) จะมีเนื้อไม้สีขาว แต่เมื่อเกิดบาดแผลแล้วก็จะมีน้ำมันสีดำเกิดขึ้น และขยายวงกว้างออกไป สำหรับไม้กฤษณาที่เกรดดี ๆ ที่มีราคาหลายหมื่นบาท ก็จะต้องทิ้งไว้หลายปี จนเป็นสีดำสนิท หรือสีน้ำตาล

 

การเพาะปลูก

สำหรับไม้กฤษณาสามารถขึ้นได้ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าจะให้ดีควรมีการจัดสรรที่ที่เหมาะสม สภาพดินต้องมีความชุ่มชื้น ไม่ควรเป็นดินทรายจัด ดินลูกรัง หินดาน หรือที่แห้งแล้งจนเกินไป ฝนตกไม่ต่ำกว่า 5 เดือน และต้องตัดแต่งกิ่งให้ดีด้วย จะต้องมีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 3.3 ตารางเมตร เมื่อปลูกได้แล้ว หลังจาก 5 ปี ควรจะวัดเส้นรอบวงได้ประมาณ 50 เซนติเมตร โดยวัดสูงจากพื้นดิน 1 เมตร

 

 

 

 

 

หมากเหลือง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chrysalidocarpus lutescens H. Wendl.

ชื่อวงศ์ : Palmae

ชื่อสามัญ : Golden cane palm, Butterfly palm, Yellow cane palm, Golden fruited palm, Yellow

palm, Madagascar palm

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ปาล์มแตกกอ

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 8 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ปาล์มแตกกอ ลำต้นขนาด 4-8 เซนติเมตร ลำต้นมีผิวเรียบ สีเหลืองส้มจนถึง เขียว มีข้อเห็นได้ชัดเจน

ใบ (Foliage) : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียวอ่อน กาบใบสีเหลืองจนถึงทางใบ

ดอก (Flower) : สีขาว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกยาวประมาณ 1 เมตร

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมาก ทรงกลมรี ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลแก่สี

เหลืองส้มและเปลี่ยนเป็นสีม่วงแก่เกือบดำ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ปลูกในกระถางประดับในอาคาร หรือปลูกเป็นฉากกั้น มุมอาคาร อยู่ริมทะเลได้

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 หวาย

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Calamus siamensis

วงค์ : Palmaceae

ชื่อสามัญ : Rattans

ชื่ออื่น : เสือครอง, หวายนั่ง(อีสาน) ,หวายดง,หวายหนามขาว,หวายขม(หวายเขียว,หวายน้ำ)

ลักษณะ : ลำต้นและกาบใบมีหนาม รากเป็นรากระบบรากแขนง ดอกช่อประกอบด้วยกลุ่มแขนงช่อดอกประกอบด้วยกลุ่มแขนงช่อดอก ดอกไม่สมบูรณ์เพศจะสร้างช่อดอกออกจากลำต้น ส่วนที่มีกาบหุ้มเปลือก ผล มีลักษณะ เป็นเกล็ดซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ผลค่อนข้างกลม ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว

แหล่งที่พบทั่วไป : ทั่วไป

การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด ,การแยกกอ

การปลูก : 1. การเพาะเมล็ด

นำเมล็ดหวายที่แก่จัดมาผึ่งลมให้แห้งประมาณ 1-2 วัน แล้วนำมาเพาะลงในภาชนะที่รองด้วยวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี เช่น ขุยมะพร้าว แล้วใส่ดินตามลงไป โรยเมล็ดหวายกลบดินทับหนา 1 ซม. รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยพลาสติกเพื่อไม่ให้น้ำระเหย เก็บไว้ในที่ร่มรำไร ดูแลอย่าให้ดินแห้ง เมื่อกล้าหวายสูงประมาณ 2-5 ซม. ย้ายชำลงในถุงที่เตรียมไว้ ขนาด 5x8 นิ้ว เมื่อกล้าหวายสูง 30 ซม.หรือมีใบ 4-6 ใบ นำมาปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ขนาด 30x30x30 ซม. ระยะห่าง 2x2 เมตร โดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หลุมละประมาณ ½ - 1 ปี๊บ แล้วผสมร็อกฟอสเฟต (0-3-0) หลุมละ 60 กรัม จากนั้นนำกล้าหวายที่เตรียมไว้ลงปลูก เมื่อหวายอายุได้ 6 เดือนหลังย้ายปลูก ควรทำการเสริมดินที่โคนต้น เพื่อไม่ให้รากลอย การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-70 กก./ไร่

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ:Khxxfarang_3.jpg

 

 

แคฝรั่ง

 

ชื่อสามัญเรียก Madre de Cocoa,Quick Stick

วงศ์ Fabaceae

สกุล Gliricidia

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้นผลัดใบสูง5-15เมตรเรือนยอดโปร่งเปลือกสีกระดำ กระด่าง,ใบประกอบแบบขนนกออกสลับมีใบย่อย 7-17ใบรูปรีหรือรูปใบหอกกลับแกมรูปรีกว้าง 1-2เซนติเมตรยาว3-5เซนติเมตรปลายแหลม โคนมนยอดอ่อนสีน้ำตาลดำดอกสีขาวและชมพู ออกเป็นช่อยาว5-12เซนติเมตรลักษณะ แบบ ดอกถั่วเมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1เซนติเมตรผลเป็นฝักยาวแบนโคนและปลาย แหลมเมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม แตกเป็น2ซีกเมล็ดสีดำ รูปไข่แบนมี3-8เมล็ด

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด สภาพที่เหมาะสม เติบโตได้ดีในดินที่ระบายน้ำดี ความชื้นสูง แสงแดดจัด ถิ่นกำเนิด อินเดีย, มาเลเซีย อเมริกาใต้ แมกซิโก โคลัมเบีย เวเนซูเอลา และแถบทะเลแคริเบียน

ประโยชน์

ดอกทอดไข่ ดอกตูมผัดน้ำมัน ทอดไข่ ชุบแป้งทอด ปลูกเป็นไม้ประดับ รากมีไนโตรเจนสูง ใบ ใช้ทำปุ๋ย ดอก รับประทานโดยปรุงเป็นอาหาร ใช้ปลูกเป็นร่มเงาให้แก่ต้นชา กาแฟ พริกไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไผ่หวาน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bambusa Sp.

ชื่อวงศ์ Gramineae

ชื่อสามัญ -

ชื่อทางการค้า -

ชื่อพื้นเมือง ไผ่หวาน ไผ่บงหวาน

ลักษณะ ทั่วไป

เป็นไผ่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะ กอเป็นหุ้มแน่น ลำอ่อนมีสีเขียวใบไม้ ลำแก่จะมีสีเขียวแก่ ลำต้นมักมักมีลักษณะ คดงอ มีการแตกกิ่งจำนวน 2-5 กิ่งตลอดลำ ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-5 ซม. สูงประมาณ 5-8 เมตร บริเวณเหนือข้อเล็กน้อยจะเห็นเป็นแถบวงแหวนสีขาวรอบลำชัดเจน และมีรากอากาศอยู่รอบ ๆ ข้อ ลักษณะ ที่สังเกตง่ายที่สุด คือ ครีบกาบทั้งสองข้างของกาบหุ้มลำจะมีขนาดไม่เท่ากัน และมีรูปทรงต่างกัน ซึ่งปกติครีบกาบของไผ่ชนิดอื่นจะมีขนาดเท่ากันหรือเหมือนกัน

รูปทรง (เรือนยอด)

ใบ ใบขนาดกลาง

ดอก -

สี -

กลิ่น -

ออกดอก -

ผล หน่อมีสีเขียว หนักประมาณ 200-300 กรัม

ผลแก่ -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บอระเพ็ด

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thoms. Tinospora rumphii Boerl.

Tinospora tuberculata Beaumee

วงศ์ Menispermaceae

ชื่อท้องถิ่น จุ่งจริงตัวแม่, เจ็ดมูลย่าน, เจ็ตมูลหนาม, จุ่งจิง, เครือเขาฮ่อ , ตัวเจ็ตมุลย่าน, เถาหัวด้วน , เจ็ตหมุนปลูก

ลักษณะ ทั่วไป

ลำต้น เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อย เถากลมโตขนาดนิ้วมือ ประมาณ 1-1.5 ซม เถาอ่อนผิวเรียบสีเขียว เถาแก่สีน้ำตาลอมเขียว ผิวขรุขระ เป็นปุ่มๆ ยางมีรสขมจัด ขึ้นเกาะต้นไม้อื่น มักจะมีรากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆ ห้อยลงมาเป็นสาย

ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปใบพลูหรือรูปหัวใจ โคนใบหยักเว้า มีเส้นใบ 5-7 เส้นที่เกิดจากจุดโคนใบ

ดอก ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งแก่ตรงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว, แดงอมชมพู, เขียวอ่อน, เหลืองอ่อน ช่อดอก ยาว 5-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก กลีบเลี้ยงอย่างละ 6 กลีบ

ผล มีลักษณะ เป็นรูปไข่ กลมรี สีเหลืองถึงแดง ขนาด 2-3 ซม. มีเนื้อเยื่อบางๆหุ้มเมล็ด

การขยายพันธุ์ ปลูกโดยใช้เมล็ดหรือตัดชำเถาแก่

ส่วนที่ใช้ เถาแก่

สารออกฤทธิ์

1.สารกลุ่ม terpenoid เช่น Borapetoside A ,Borapetoside B, Borapetol A , Tinocrisposide เป็นต้น

2. สารกลุ่ม Alkaloids เช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารในกลุ่มอื่นๆ อีกหลายชนิด

 

 

การใช้ประโยชน์

มีการใช้บอระเพ็ดเป็นยาสมุนไพร สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงกำลัง บำรุงไฟธาตุ ช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคฝีดาษ โรคไข้เหนือ โรคไข้พิษทุกชนิด ใบ รักษาพยาธิในท้อง รักษาฟัน ตำให้ละเอียดพอกฝี แก้ฟกช้ำ ปวดแสบปวดร้อน ผล เป็นยารักษาโรคไข้พิษอย่างแรงและเสมหะเป็นพิษ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โรคโลหิตพิการ ในทางการเกษตร มีการนำบอระเพ็ดมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น หนอนกอ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น

วิธีใช้

ใช้เถาสด 5 กิโลกรัม บดหรือโขลกละเอียด ผสมน้ำ 12 ลิตร ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดพ่นในแปลงพืช โดยฉีดพ่นติดต่อกัน 2 วัน เมื่อมีศัตรูพืชก่อนฉีดพ่นควรผสมสารจับใบ หรืออาจใช้ผงซักฟอก , น้ำยาล้างจาน , แชมพู อย่างใดอย่างหนึ่ง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร

 

 

 

 

 

 

 

http://www.wattano.ac.th/pantip/webarhan/tourpoo.htm

 

  

 

ถั่วพู

 

ชื่ออื่น ถั่วพูจีน ถั่วพูใหญ่ ถั่วพูตะขาบ บอบ่ะปะหลี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Psophocarpus tetragonolobus DC.

วงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่อสามัญ Goa Bean

แหล่งที่พบ ทั่วทุกภาคของประเทศ

ประเภทไม้ ไม้เถาล้มลุก

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นเถาเลื้อยจำพวกถั่วลำต้นเลื้อย ยาว 1-4 เมตร

ใบ ประกอบด้วยใบย่อยสีเขียว 3 ใบย่อยยาว 4-6 ซม. กว้าง 2.5-4 ซม. ปลายใบย่อยแหลมโดนใบป้อน

ดอก ลักษณะ ดอกแบบดอกถั่ว ดอกมีสีม่วงขาว

ผล เป็นฝักสี่เหลี่ยมมีปีกออก 4 ปีก ยาว 3-4 นิ้ว สีเขียวอ่อน ภายในมีเมล็ดอยู่ประมาณ 20 เมล็ด เมล็ดเรียบเป็นมัน อาจมีสีขาวน้ำตาลดำหรืออาจเป็นจุดประ

ส่วนที่ใช้บริโภค ฝักอ่อน

การขยายพันธุ์ เมล็ด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เติบโตได้ดีในประเทศแถบร้อนฝนตกชุก

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดทั้งปี

 

 

 

 

 

 

 

มะขาม

 

 

มะขาม

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Tamarindus indica

วงศ์ Fabaceae

สกุล Tamarindus

ลักษณะ เฉพาะ

มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่ แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มม. ยาว 1–2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 ซม. ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมัน และมีสีน้ำตาล

ใบของมะขามเป็นใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaves) ใบย่อยแต่ละใบแยกออกจากก้าน 2 ข้างของแกนกลาง คล้ายขนนก ถ้าปลายสุดของใบจะเป็นใบย่อยเพียงใบเดียวเรียก แบบขนนกคี่ (odd pinnate) เช่น กุหลาบ อัญชัน ก้ามปู ถ้าสุดปลายใบมี 2 ใบ เรียกแบบขนนกคู่ (even pinnate) เช่น มะขาม

การปลูกมะขาม ทำได้โดยเตรียมดินโดยขุดหลุมกว้าง ยาวและลึกด้านละ 60 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าดินรองก้นหลุมเอากิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำให้ชุ่ม มะขามเมื่อลงดินแล้วจะโตเร็ว ควรใช้ไม้หลักพยุงไว้ให้แน่น และการบำรุงรักษาหลังเริ่มปลูก ควรเอาใจใส่ดายหญ้ารอบต้น และรดน้ำทุกวัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกต้น (ทั้งสดหรือแห้ง) เนื้อในเมล็ด

สรรพคุณและวิธีใช้

แก้อาการท้องผูก ใช้เนื้อฝักแก่หรือมะขามเปียก 10–20 ฝัก (หนักประมาณ 70–150 กรัม) จิ้มกับเกลือรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำคั้นดื่ม

แก้อาการท้องเดิน ใช้เปลือกต้น ทั้งสดหรือแห้งประมาณ 1–2 กำมือ (15–30 กรัม) ต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำรับประทาน ถ่ายพยาธิลำไส้ ใช้เมล็ดคั่วกะเทาะเปลือกเอาออกเนื้อในเมล็ดแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20–30 เมล็ด เหมาะสำหรับถ่ายพยาธิไส้เดือน แก้ไอขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน

การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ติดตาหรือต่อกิ่ง เพราะได้ผลเร็วและไม่ทำให้กลายพันธุ์

สภาพดินฟ้าอากาศ : ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดแม้แต่ดินเลว เช่นดินลูกรัง เจริญได้ดีในดินร่วนปนดินเหนียว ทนแล้งได้ดี ฤดูปลูกที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน ควรหาเศษหญ้าฟางคลุมโคนจนกว่าต้นจะแข็งแรง ควรฉีดยาป้องกันโรคราแป้งและแมลงพวกหนอนเจาะฝัก ด้วงเจาะเมล็ด ในระยะที่เป็นดอกอยู่

คุณค่าทางโภชนาการ : ยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามิน เอ มาก มะขามเปียกรสเปรี้ยว ทำให้ชุ่มคอ ลดความร้อนของร่างกายได้ดี เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด เรียกว่า "มะขามเปียก" ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ออกฤทธิ์ ระบายและลดความร้อนของร่างกายลงได้ แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวนี้จะกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มะยม

 

ชื่อสามัญ Star Gooseberry

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus acidus Skeels

ตระกูล -

วงศ์ EUPHORBIACEAE

ถิ่นกำเนิด เอเซียเขตร้อน

ชื่ออื่นๆ มะยม ยม (ภาคใต้)

ลักษณะ โดยทั่วไป

มะยมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 3 – 10 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขาบริเวณปลายยอด กิ่งก้านจะเปราะและแตกง่าย เปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล ใบ เป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็น 2 แถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20 – 30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อตามกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองอมน้ำตาลเรื่อๆ ผล เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด

การปลูก

มะยมเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีทั้งที่แดดจัด หรือในที่ร่มรำไร ปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีความชื้นพอเหมาะ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

การขยายพันธุ์

เพาะเมล็ด

ข้อควรรู้และควรระวัง

รากมีพิษ ใช้เป็นยาเบื่อสัตว์ใหญ่ โดยตำผสมกับอาหาร ถ้าคนกินจะเกิดอาการเมาและอาเจียนได้

 

 

 

 

 

 Image:มะกอกป่า2.gif

 

 มะกอกป่า

 

ชื่ออื่น กอกกัก มะกัก หมักกัก กอกกุก กูก กอกหมอง กอกเขา กอก มะกอดง ไพแซ หมากกอก มะกอกฝรั่ง กะไพ้ย ไพ้ย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Spondias pinnata Kurz.

วงศ์ ANACARDIACEAE

ชื่อสามัญ Hog Plum

แหล่งที่พบ -

ประเภทไม้ ไม้ยืนต้น

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 10-40 เมตร ลำต้นตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่งๆ เปลือกสีเทาเรียบ กิ่งอ่อนจะมีรอยแผลเนื่องจากการหลุดร่วงของใบปรากฏอยู่ และมีต่อมระบายอากาศอยู่มาก

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกเป็นช่อชั้นเดียว ใบย่อยออกเป็นคู่ตรงข้ามกันหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปไข่หรือรูปขอบขนาน 4-6 คู่ ขนาดใบกว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-12 ซม. โคนเบี้ยวปลายใบมีใบยอด 1 ใบ ใบอ่อนสีน้ำตาลอมแดงเรื่อๆ ใบแก่สีเขียว เนื้อในค่อนข้างหนาเกลี้ยงและเป็นมัน

ดอก เป็นดอกช่อสีขาวออกตามซอกใบ หรือเหนือรอยแผลในตอนปลายๆ กิ่ง กลีบดอกและกลีบรองดอก มีอย่างละ 5 กลีบ

ผล รูปไข่ขนาดกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 3.5-4.5 ซม. ผลอ่อนสีเขียวและเมื่อแก่เป็นสีเหลืองอมเขียวและเหลืองจัดในที่สุด เนื้อหุ้มเมล็ดเปรี้ยว

เมล็ด มีขนาดใหญ่แข็งมากและมีเสี้ยนขรุขระ

ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน ผลแก่

การขยายพันธุ์ เมล็ด ตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พบตามป่าดิบแล้งทั่วไป ป่าทุ่ง ขึ้นกลางแจ้งและทนต่อแสงแดดได้ดี

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน (ยอดอ่อน / ใบ ) ฤดู (ผล)

 

 

 

 

 

 

 

 

เล็บครุฑ

 

ชื่อสามัญ Polyscias

ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyscias spp.

ชื่อวงศ์ ARALIACEAE

ลักษณะ ทั่วไป ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีผิวเปลือกสีเขียวหรือสีน้ำตาล

ลำต้นเป็นข้อเล็กๆ ผิวเปลือกเรียบหรือมีจุดเล็กๆ ประอยู่ทั่วต้น

ใบ เป็นใบประกอบ มีใบย่อยติดอยู่ที่ก้านใบประมาณ 5-7 ใบ ขอบใบเป็นหยัก ใบมีสีเขียวเมื่อ

ขยี้ใบดูจะมีกลิ่นฉุน ลักษณะ ของใบและขนาด ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์

การขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ

การกระจายพันธุ์ เจริญได้ดีในดินร่วนซุยมีการระบายน้ำได้ดี ขึ้นได้ดีในที่ที่มีแสงแดดรำไร

ประโยชน์ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเล็บครุฑไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครองและป้องกันภัย

เพราะ ครุฑ หรือ คุตติ คือการคุ้มครองรักษาให้เกดความสงบสุขและปลอดภัย นอกจากนี้

ลักษณะ ของใบเล็บครุฑ ยังมีลักษณะ คล้ายเล็บของพญาครุฑ ซึ่งโบราณเชื่อว่าสามารถ

ช่วยป้องกันภัยอันตราย

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบทองมงคล

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:

Graptophyllum pictum ( L.) Grif. cv. Gloden

ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE

ชื่อสามัญ: Caricature Plant

ชื่อท้องถิ่น: ใบทอง ใบรวยทอง

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ ทั่วไป: มีใบคู่ตรงกันข้าม ใบมักมีสีสันสวยงาม ดอกจะมีลักษณะ เป็นหลอด ปลายหลอดจะแยกเป็น 5 กลีบ

ต้น ลำต้นมักเปราะบางหักง่าย มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร ชอบแสงมาก ชอบน้ำปานกลาง

ดอก เป็นหลอด มักออกปลายยอด มีเกสรตัวผู้ยื่นออกมา

ประโยชน์: ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสวน ไม้กระถางมีลักษณะ เด่นสะดุดตา อยู่ที่ใบ เป็นไม้มงคลนิยมปลูกในบ้าน

ใช้ในพิธีมงคลสมรสแบบไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

เทียนหยด

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Duranta erecta L.

ชื่อวงศ์ : Verbenaceae

ชื่อสามัญ : Duranta, Golden dew drop, Sky flower,Pigeon berry

ชื่อพื้นเมือง : ฟองสมุทร เครือออน ช่อม่วง

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 2-3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีม่วง ม่วงเข้ม หรือขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทุกขนิด

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-ต่ำ

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นแตกกิ่งก้านจำนวนมาก กิ่งลู่ลง ทรงพุ่มแน่นทึบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กลับ กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ขอบจักฟันเลื่อย ก้านใบสั้น

ดอก (Flower) : สีม่วง ม่วงเข้ม หรือขาว ออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยก 5 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสด ออกเป็นช่อห้อยลง รูปกลม ขนาด 0.5-0.8 เซนติเมตร สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ดอกสวย ปลูกประดับเป็นไม้ประธาน หรือเป็นแนวรั้วบังสายตา ตัดเเต่งเป็นรูปทรงต่างๆได้ ปลูกริมถนน ทางเดิน ริมทะเล ผลเป็นพิษไม่ควรปลูกใกล้สนามเด็กเล่น

ประโยชน์ : ใบตำพอกแก้ห้อเลือด ห้ามเลือด แก้อักเสบบวมเป็นหนอง

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบนาค

 

ชื่อสามัญใบนาคP. kewense

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseuderanthemum atropurpureum.

วงศ์ ACANTHACEAE

ชื่ออื่น นาคนอก ทองสัมฤทธิ์

ลักษณะ ทั่วไป

ใบนาคเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลักษณะ เป็นพุ่ม ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกจากโคนต้น และเจริญพุ่งตรงขึ้นไปข้างบน ลำต้นกลมเล็กสีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้ามลักษณะ ใบคล้ายรุปหอก ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ขอบใบ

เรียบพื้นใบมีสีเขียวอมม่วงสีขาวม่วงสีชมพูเข้มปนคละกันไม่เป็นระเบียบขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อสั้นออกตามส่วนยอดลักษณะ เป็นหลอดยาวประมาณ2-3 เซนติเมตร โคนหลอดจะมีกลีบดอก 3 กลีบ ปลายดอกบานมีสีม่วง

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดอ่อน รำไร

 

น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง การให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

 

ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นสูง

 

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ 4-5 ครั้ง/ปี

การขยายพันธ์ การปักชำ การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี การปักชำ

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบและมีปัญหาเรื่องโรค แมลง จะพบไรแดง

อาการ ใบสีเหลือง และแห้งเป็นจุดสีน้ำตาล

 

การป้องกันกำจัด รักษาความสะอาดบริเวณพื้นที่ปลูก ใช้กำมะถันผง หรือ

 

ฉีดพ่นด้วยยาไอโซทอกซ์ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลากยา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จันทร์กระจ่างฟ้า

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mandevilla sp. and hybrid

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ชื่อสามัญ : -

ชื่อพื้นเมือง : -

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้เลื้อย

ขนาด [Size] : เถาขนาดกลาง

สีดอก [Flower Color] : สีเหลือง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้เถาเลื้อย เนื้อแข็ง อายุหลายปี กิ่งอ่อนสีเขียว และมีสีเเดงเรื่อ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร ปลายและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวสดเป็นมัน

ดอก (Flower) : สีเหลืองสด ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกรูปแตร โคนกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยก 5 แฉก รูปกลมซ้อนเกยกัน ดอกบานเต็มที่กว้าง 4-5 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : -

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ดอกสีเหลืองสะดุดตา ให้ดอกดก ปลูกขึ้นซุ้มขนาดเล็กหรือรั้วตัดแต่งเป็นพุ่มได้ ปลูกเลี้ยงง่าย

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดอกหิรัญญิการ์

 

 หิรัญญิการ์

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Beaumontia Grandiflora

วงศ์ : Apocynaceae

ชื่อสามัญ : Nepal Trumpet flower

ชื่ออื่น ๆ : Easter Lily Vine, หิรัญญิการ์

ข้อมูลทั่วไปและประวัติ

พบขึ้นอยู่ทั่วไปตามชายป่าดงดิบหรือในป่าเบญจพรรณเกือบทุกภาคทั่วประเทศไทย ปลูกเป็นไม้ประดับรั้วประดับซุ้ม

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์

หิรัญญิการ์เป็นไม้เถาขนาดใหญ่มักเลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่นสูงตั้งแต่ 3-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่สลับทางกัน ใบหยาบหนารูปใบมนปลายใบแหลมเป็นติ่งขอบใบเรียบยาวประมาณ 15-20 ซม. ดอกขนาดใหญ่สีขาวหรือเหลืองอ่อน ๆ ออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมี 6-11 ดอกมีกลิ่นหอม รูปดอกคล้ายถ้วย ตอนปลายดอกบานกว้างออกเป็น 5 แฉก เกสรตัวผู้เกิดจากเนื้อโคนกลีบยาวเป็นเส้นแยกออกจากกกันกลีบละ 1 เส้น รวมเป็น 5 เส้น ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 ซม. ออกดอกตลอดปี

การขยายพันธุ์

-การเพาะเมล็ด

-การตอนกิ่ง

การปลูกและการดูแลรักษา

-หิรัญญิการ์เป็นไม้ที่ไม่มีการพักตัว หากได้รับการบำรุงรักษา พรวนดิน ใส่ปุ๋ย และตัดแต่งกิ่ง ก็จะมีดอกขนาดใหญ่ขึ้นและออกดอกได้ตลอดปี

-ควรมีไม้หลักปักไว้สำหรับพยุงต้นและให้หิรัญญิการ์ได้เลื้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กวนอิมเงินหรือหวายด่าง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ribbon plant

ชื่อสามัญ Dracaena sonderiana"silver"

วงศ์ LILIACEAE

ในประเทศคาเมรูนและคองโก ลักษณะ ทั่วไปกวนอิมเงินเป็นพรรณไม้ยืนต้น คล้ายกับสกุลหวายลำต้นโตประมาณ 1-2 เซนติเมตร ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร

ลำต้นกลมตรงเล็กลำต้นเป็นข้อๆสีเขียวไม่มีกิ่งก้านสาขามีการเจริญการยืดตัวของข้อใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากส่วนยอด ของลำต้น มีกาบใบหุ้มห่อลำต้น สลับกันเป็นชั้นๆ ตามข้อของลำต้น ใบแคบเรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบลงมาถึงกาบ

ใบพื้นใบมีสีเขียวหรืมีสีขาวพาดตามยาวของใบ ขนาดความกว้างของใบประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตรการเป็นมงคลคนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีฐานะดี เกิดความร่ำรวย เพราะต้นกวนอิมเป็นไม้นำเงินเข้ามาหมุนเวียนให้คนในบ้าน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า ต้นกวนดิมเงินเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนโบราณใช้ต้นกวนอิมประกอบในพิธีบูชาพระเจ้า และพิธีมงคลทางศาสนาดียิ่งนักตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคารการปลูกการปลูกมี 2 วิธี1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร ใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วนอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถาง1-2ปี/ครั้งเพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและการแตกกอของทรง พุ่มโตขึ้นนอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเปลี่ยนดินปลูกใหม่ เพื่อทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้บริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้บริเวณหน้า บ้าน เพราะจะได้เป็นเสน่ห์แก่บ้าน ขนาดหลุมปลูก 20 x 20 x 20 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูกการดูแลรักษาแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือ แสงร่มรำไร

น้ำ ชอบน้ำมาก การให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นสูง

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ 1-2 เดือน/ครั้ง หรือการใส่ปุ๋ยเคมีใช้สูตร 16-16-16 อัตรา 100-300 กรัม/กอ ใส่ปีละ 4-5 ครั้ง

การขยายพันธ์ การปักชำ

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบและมีปัญหาเรื่องโรค แมลง จะพบเพลี้ยแป้ง

อาการ ซอกใบหรือโคนใบจะมีกลุ่มผงสีขาว หลังจากนั้นใบจะเหลือกซีด แคระแกร็น

การป้องกันกำจัด รักษาความสะอาดบริเวณพื้นที่ปลูก ฉีดพ่นด้วย ยาไดซินอนตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลากยา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หวายเขียว

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracaena reflexa (Decne) Lam.

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ชื่อสามัญ: Song of Thailang

ชื่อท้องถิ่น: หวายเขียว

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ : ใบมีสีเขียวเข้ม ใบแตกเป็นพุ่มเรียงวนสลับดูคล้ายวงกลมใบยาวปลายใบแหลมรูปทรงแจกัน

ลำต้นแคบสีน้ำตาล มีเนื้อมาก ออกดอกสีขาวปลายยอด

หวายไทยเป็นไม้ที่ชอบแสงน้อย

การขยายพันธุ์: โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ

ประโยชน์: เหมาะที่จะจัดตกแต่งภายใน หรือปลูกบังแนวกำแพง หรือปลูกเป็นแนวทางเดิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฟักทอง

 

วงศ์ Cucurbitaceae

ฟักทอง (Pumkins(ทอง), Kabocha (เขียว)) เป็นพืชชนิดหนึ่ง มักจัดเป็นพวกผัก เนื่องจากนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร แต่ก็ยังนำไปทำของหวานเป็นอาหารว่างได้ด้วย ปกติฟักทองเมื่อแก่จัดจะมีสีเหลืองอมส้ม เป็นพืชมีเถา ปลูกได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อนและเขตหนาว ในทางพฤกษศาสตร์ จัดอยู่ในสกุล Cucurbita วงศ์ Cucurbitaceae ถือว่าเป็นพืชดั้งเดิมของโลกตะวันตก

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์

ฟักทองเป็นไม้เถาเลื้อยไปตามดิน มีมือสำหรับยึดเกาะ ลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปห้าเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน ดอกสีเหลืองรูปกระดิ่ง ผลฟักทองมีด้วยกันหลายลักษณะ บางครั้งเป็นผลเกือบกลมก็มี แต่โดยทั่วไปเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวขรุขระเล็กน้อย เมื่อยังดิบเนื้อค่อนข้างแข็ง นอกจากเนื้อของผลฟักทองจะใช้เป็นอาหารแล้ว เมล็ดฟักทองก็ใช้เป็นอาหารว่างได้ด้วยในประเทศตะวันตก นิยมนำฟักทองมาเจาะเป็นช่อง มีจมูก ตา แล้วใส่เทียน หรือดวงไฟข้างในเพื่อฉลองในวันฮาโลวีน เรียกว่า แจคโอแลนเทิน' (Jack-o'-lantern pumpkin)ฟักทองมีกากใยสูง อุดมด้วยวิตามินเอและสารต่อต้านการผสมกับออกซิเจนกับเกลือแร่ และมี “กรดโปรไพโอนิค” กรดนี้ทำให้ทำให้เซลล์มะเร็งให้อ่อนแอลง ในเนื้อฟักทองมีแคโรทีนและแป้ง ใช้แต่งสีขนมเช่น ขนมฟักทอง ลูกชุบ โดยนำเนื้อนึ่งสุกมายีกับแป้งหรือถั่วกวน

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

เถาแตงกวา

 

 

แตงกวา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cucumis sativus L.

วงศ์ Cucurbitaceae

สกุล Cucumis

แตงกวา เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับแตงโม ฟักทอง บวบ มะระ น้ำเต้า ซึ่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ มีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวสั้น โดยใช้เวลาเพียง 30-45 วัน หลังจากปลูกเมื่อเปรียบเทียบรายได้จากการปลูกแตงกวากับพืชอื่นๆ หลายชนิดแล้ว แตงกวาเป็นพืชหนึ่งที่สามารถทำรายได้ดีทีเดียว สำหรับในแง่ของผู้บริโภคแล้ว แตงกวาที่สามารถนำไปปรุงอาหารได้มากมายหลายชนิด เช่น การนำไปแกงจืด ผัด จิ้มน้ำพริก หรืออาจแปรรูปเป็นแตงกวาดอง จะเห็นได้ว่าแตงกวาเป็นพืชที่เข้ามามีบทบาทต่อการค้าทั้งในและต่างประเทศ

ลักษณทางพฤกษศาสตรื

แตงกวามีจำนวนโครโมโซม 2n = 14 เป็นพืชผสมข้ามตามธรรมชาติโดยอาศัยลมและแมลง แต่พบอัตราการผสมตัวเอง 1-47 เปอร์เซ็นต์ โดยธรรมชาติมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกดอกแต่อยู่ภายในต้นเดียวกัน เป็นพืชฤดูเดียว เถาเลื้อยหรือขึ้นค้าง

ระบบรากเป็นระบบรากแก้ว (tap root system) รากแขนงเป็นจำนวนมาก รากสามารถแผ่ทางด้านกว้างและหยั่งลงได้ลึกถึง 1 เมตร

ลำต้นเป็นเถาเลื้อย เป็นเหลี่ยม มีขนขึ้นปกคลุมทั่วไป มีข้อยาว 10-20 ซม. มือเกาะเกิดออก มาตามข้อ โดยส่วนปลายของมือเกาะไม่มีการแตกแขนงเป็นหลายเส้น ใบมีก้านใบยาว 5-15 ซม. ใบหยาบมีขนใบมีมุมใบ 3-5 มุม ปลายใบแหลม ใบใหญ่แบบ palmate มีเส้นใบ 5-7 เส้น ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวเกิดจากบริเวณมุม ใบหรือข้อมีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ รังไข่มีลักษณะ กลมยาว 2-5 ซม. มีปุ่มนูนของหนามและขนชัดเจน ส่วนของยอดเกสรตัวเมียมี 2-5 แฉก ส่วนดอกเพศผู้อาจเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกเพศเมีย ละอองเกสรตัวผู้ 3 อัน และมีก้านชูเกสรสั้น ๆ ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้บานในตอนเช้าและพร้อมรับการผสมเกสรดอกจะหุบ ตอนบ่ายภายในวันเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ:ฟักเขียว1.gif

 

 

ฟักเขียว

 

ชื่ออื่น ฟัก ฟักขาว ฟักจีน แฟง ฟักขี้หมู ฟักจิง มะฟักขม มะฟักหม่น มะฟักหม่น มะฟักหม่นขม มะฟักหอม ขี้พร้า ดีหมือ ลุ่เค้ล่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ตังกวย (จีน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Benincasa hispida Cogn.

วงศ์ CUCURBITACEAE

ชื่อสามัญ Chinese Watermelon, Wax gourd

แหล่งที่พบ พบทั่วไปทุกภาค

ประเภทไม้ ไม้เถาเลื้อย

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์

ต้น ไม้เถาเลื้อยที่มีลำต้นแข็งแรง เลื้อยไปตามพื้นหรือค้าง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นมีสีเขียวและมีขนค่อนข้างแข็งขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วต้น ขนมีสีเหลืองอมเทา

ใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับกันไปตามข้อต้น ใบกว้างและยาวเท่าๆ กันประมาณ 5-15 ซม. ลักษณะ ของใบคล้ายกับฝ่ามือ ขอบใบแยกออกเป็น 5-7 แฉก ปลายแฉกแหลมโคนใบเว้าเข้าหาก้านใบ ผิวใบมีขนปกคลุมทั้งสองข้างมีสีเขียว ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม.

ดอก ดอกเดี่ยวออกตามข้อต้น ดอกตัวผู้และเมียอยู่กันคนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้เป็นหลอดยาว 5-10 ซม. และตรงปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ส่วนดอกตัวเมียนั้นก้านดอกสั้นกว่า ส่วนปลายแยกออกเป็น 3 แฉก มีรังไข่อยู่ภายในดอก ดอกมีสีเหลือง

ผล รูปกลมยาวเปลือกสีเขียวและเนื้อในผลสีขาว ผลกว้างประมาณ 20-30 ซม. ยาว 30-60 ซม. เมล็ดอยู่ภายในผลมีสีขาวหรือสีขาวออกเหลือง

ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ผลแก่

การขยายพันธุ์ เมล็ด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เป็นไม้กลางแจ้งเจริญเติบโตดีในดินร่วนซุย การปลูกต้องหาหลักให้ยึดเกาะ

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูหนาว

 

 

 

 

 

 

น้ำเต้า bottle gourd

 

 

น้ำเต้า (bottle gourd)

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagenaria siceraria Standl.

ชื่อเรียกในท้องถิ่น : คิลูส่า,

มะน้ำเต้าเป็นไม้เถา ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีความยาวกว่า 10 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีมือเกาะที่แยกออกเป็น 2 ทาง ใบมีขนาดใหญ่คล้ายรูปหัวใจ ผิวใบ ขนนุ่มทั้ง 2 ด้าน มีรอยหยักบริเวณใบ 5-9 หยัก ก้านใบยาวประมาณ 20 ซม. รากจะเป็นระบบรากตื้น ในส่วนของผลมีตั้งแต่ ขนาด เล็กจนถึงขนาดใหญ่

“ผลมีเนื้อในสีขาวหรือสีเขียวค่อนข้างจะนุ่ม เปลือกมีสีเขียวเป็นลาย จริง ๆ แล้วน้ำเต้ามีอยู่หลายสายพันธุ์ อาทิ น้ำเต้าพื้นบ้าน น้ำเต้าทรงเซียน ซึ่งเป็นทรงที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ถ้าเราดูหนังจีนจะเห็นว่ามีน้ำเต้าทรงเซียนที่นักแสดงนำมาประกอบฉาก แต่น้ำเต้าพื้นบ้านเราก็สามารถนำมาตากแห้งเคลือบแล็กเกอร์ทำเป็นเครื่องประดับ ก็ได้แต่ไม่ค่อยนิยม กันเท่าไรนัก เนื่องจากผิดกัน ตามรูปทรง ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานมากกว่า”

แหล่งที่พบน้ำเต้า

จะเห็นว่าน้ำเต้าสามารถปลูกที่ใดก็ได้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินและถ้านำไปปลูกก็จะขึ้นอยู่กับ ผู้ที่ปลูกว่ามีการดูแลรักษามาก น้อยเท่าใด นิยมใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์

การปลูกน้ำเต้า

จะต้องเตรียมดินให้มีการไถพรวน และยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 4 เมตร จะนิยมขุดหลุมปลูกให้กว้าง 15-20 เซนติเมตร ลึก 2-3 เซนติเมตร ขุดหลุมห่างกัน 2 เมตร แล้วนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมารองก้นหลุม หลังจากนั้นก็หยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้เมล็ดน้ำเต้าจำนวน 1.5 กิโลกรัม หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินร่วนให้มีความหนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำฟางข้าวแห้งหรือหญ้าคาคลุมบนหลุมเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มากที่สุด หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มไปเรื่อย ๆ ประมาณ 7- 10 วัน จนกว่าน้ำเต้าจะงอก หมั่นดูแลหากต้นน้ำเต้าขึ้นมาทั้งหมดให้ถอนทิ้งให้เหลือเพียง 2 ต้นก็พอ เพื่อให้เจริญเติบโตเต็มที่

การดูแลรักษาน้ำเต้าหลังการปลูก

น้ำเต้าเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ต้องการความชื้นปานกลาง หลังจากต้นโตให้รดน้ำประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของ ดินปลูก ว่ามีความแห้งแล้งเพียงใด ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ ดินปลูกเริ่มแห้งก็ ต้องรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่ต้องคอยดูไม่ให้ดินแฉะมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรครากเน่า หลังปลูกไปได้ประมาณ 25-30 วัน หรือเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ จึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่บริเวณโคนต้น ไม่ควรพรวนดินให้ลึกเกินไป เพราะอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรากไปจนถึงต้นเลยทีเดียว

การกำจัดวัชพืช

ควรจะมีการกำจัดวัชพืชให้น้ำเต้า อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในช่วงที่น้ำเต้ายังเล็กอยู่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะคลุมพื้นที่ปลูกทั้งหมด จะช่วยลดการกำจัดวัชพืชลงได้บ้างบางส่วน

โรคและแมลง

น้ำเต้ามีโรคและแมลงรบกวนค่อนข้างน้อย เนื่องจากใบของน้ำเต้ามีกลิ่นเหม็น แมลงไม่ชอบ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือ เรื่องของการให้น้ำอย่าแฉะเกินไปจนทำให้เกิดโรคราก-โคนเน่า

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 55-60 วัน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้เราเลือกผลที่เหมาะที่จะนำมารับประทานมากที่สุดให้สังเกตในช่วง หลังดอกบาน 6-7 วัน ให้เริ่มทยอยเก็บ จะเก็บในลักษณะ วันเว้นวัน ทำเช่นนี้ไปจนหมดผลผลิต

การใช้ประโยชน์ของน้ำเต้า

ผลน้ำเต้าสามารถนำมารับประทานกับน้ำพริก ผัดกับหมูและไข่ แกงส้ม สรรพคุณทางยา ใบ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เริม เป็นต้น

คุณสมบัติในการใช้รักษาโรคของน้ำเต้า

1. โรคเบาหวาน

2. ท่อปัสสาวะอักเสบ

3. โรคปอดอักเสบ จะใช้ส่วนที่เป็นเปลือกสดรับประทาน

4. แก้ปวดฝีในเด็ก โดยใช้น้ำเต้าหั่นเป็นชิ้น ๆ ผสมขิงต้มเป็นน้ำซุปรับประทาน

5. โรคลูกอัณฑะบวมให้ใช้ลูกน้ำเต้ามาต้มรับประทาน

6. โรคทางลำคอให้ใช้ลูกน้ำเต้าที่แก่ ๆ ตัดจุก แล้วใส่น้ำไว้รับประทานเป็นโรคประจำจะสามารถป้องกันรักษาโรคทางลำคอได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แปรงล้างขวด

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Callistemon lanceolatus DC.

ชื่อวงศ์ : Myrtaceae

ชื่อสามัญ : Bottle brush tree

ชื่อพื้นเมือง : หลิวดอก

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้ต้น

ขนาด [Size] : สูง 10-18 เมตร

สีดอก [Flower Color] : กลีบดอกสีเขียวมีเกสร

จำนวนมากเป็นเส้นยาวๆ สีแดง

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Tiem] : ตลอดปี ม.ค.-ต.ค.

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-ช้า

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่แคบสูง เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึกตามยาว กิ่งอ่อนมีขน กิ่งก้านลู่ลง

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ใบรูปใบหอกเรียวแคบ กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 4-5 เซนติเมตร ปลายและโคนใบแหลมเรียงตัวเป็นเกลียวถี่ๆ รอบกิ่ง ใบอ่อนมีขน

ดอก (Flower) : สีเขียว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดยาว รอบปลายกิ่งห้อยย้อยลง ช่อดอก กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 5-20 เซนติเมตร กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้จำนวนมากเป็นเส้นยาวๆ สีแดง ยาวประมาณ 2 เซนติเมตรปลายมีอับเรณูสีเหลือง

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก ทรงกลม หรือรูปถ้วย สีแดง เมล็ดสีน้ำตาล มีขนาดเล็กมาก

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ดอกมีสีสัน ปลูกประดับสวนให้ร่มเงา ลานจอดรถ ริมถนน ริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล ถ้าปลูกในที่อากาศเย็นจะให้ดอกสวยสะดุดตา ทนแล้ง ทนน้ำท่วมขัง

 

 

 

 

 

 

 

  

อโศกอินเดีย

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia longifolia (Benth.) Hook. f. var. pandurata

ชื่อวงศ์ : Annonaceae

ชื่อสามัญ : Asoke tree, Cemetary tree, Mast tree

ชื่อพื้นเมือง : อโศกเซนต์คาเบรียล โสกอินเดีย

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้ต้น

ขนาด [Size] : สูง 10 - 25 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีครีมหรือเขียวอ่อน

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Tiem] : มี.ค.-พค.

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแคบสูงรูปพีระมิด กิ่งก้านลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาล มีขีดแคบยาวสีขาว

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปใบหอกแคบ กว้าง 3- 5 เซนติเมตร ยาว 15- 20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก (Flower) : สีครีมหรือเขียวอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ช่อละ 3-6 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงเป็นรูปสามเหลี่ยมยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกรูปดาว 6 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 3-3.5เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสด เป็นแบบผลกลุ่ม รูปไข่กลับ กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 2-2.5 เซนติเมตร ผลแก่สีเหลืองอมเขียว มีเมล็ดเดียว

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ แคบ ช่วยบังลม บังสายตาหรือปลูกเป็นแนวขอบเขตพื้นที่ ควบคุมความสูงได้ตามต้องการด้วยการตัดยอด

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การะเกด

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Pandanus tectorius Blume

วงศ์ Pandanaceae

เป็นไม้พุ่มกึ่งยืนต้น รูปทรงคล้ายต้นเตย สูง ๓-๗ เมตร ใบเรียวยาวคล้ายใบสับปะรด ขอบใบเป็นหนามห่างๆ เป็นใบเดี่ยวเรียงวนรอบลำต้นเป็นเกลียว รากงอกจากลำต้นส่วนบนหยั่งลงถึงพื้นดินช่วยค้ำยันลำต้น ใบสีเขียวยาว ๑-๒ เมตร ปลายใบเรียวแหลม

ดอกเป็นช่อตั้งออกตามกลางยอด กาบหุ้มดอกสีเหลืองนวล หุ้มเกสรอยู่ภายในอย่างมิดชิด กลิ่นหอมเย็น ติดผลมีก้านยาว รูปร่างคล้ายผลสับปะรด ห้อยลงมาข้างต้น เมื่อแก่จัดมีผิวสีแดง กินได้ รสคล้ายผลสับปะรด การะเกดชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ เป็นไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งของไทยและเขตร้อนชื้นของทวีปเอเชีย คนไทยในอดีตชอบการะเกดกันมาก จะเห็นได้จากวรรณคดีไทยแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ต่างมีบทชมสวนชมป่าบรรยายถึงต้นการะเกด และยังนิยมนำมาตั้งชื่อกันอีกด้วย หนังสืออักขราภิธานศัพท์ ของหมอปรัดเล พ.ศ.๒๔๑๖ บรรยายไว้ว่า “การะเกด : ดอกไม้สีเหลือง กลิ่นหอมดี ดูงาม ต้นเท่าด้ามพาย ใบเป็นหนาม ขึ้นอยู่ที่ดินเปียกริมน้ำ” แสดงว่าดอกการะเกดเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

ปัจจุบันมีการะเกดอีกชนิดหนึ่งได้รับการนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ คือการะเกดด่าง เป็นการะเกดที่มีใบสีเหลืองเป็นทางยาว แลดูงดงามกว่าการะเกดที่มีใบสีเขียว เป็นพันธุ์ไม้จากต่างประเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus variegates Miq. มีใบสวยงาม แต่ไม่มีดอกหอมเหมือนการะเกดไทย

ประโยชน์ของการะเกด

ตามตำราสรรพคุณสมุนไพรของไทย ระบุสรรพคุณทางยาว่า

ดอก : รสสุขุมหอม แก้โรคในอก เจ็บอก บำรุงหัวใจ แก้เสมหะ บำรุงธาตุ ปรุงเป็นยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ

ยอด : ใช้ต้มกับน้ำให้สตรีดื่มหลังคลอดบุตรใหม่ๆ ดอกของการะเกดมีกลิ่นหอมชื่นใจ ใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม นำไปเคี่ยวกับน้ำมันใส่ผมในสมัยก่อนการะเกดเป็นไม้ประดับได้ดี เพราะมีรูปทรงเฉพาะตัวที่งามแปลกตา ปลูกง่าย ทนทาน อายุยืนยาว หาพันธุ์ได้ง่าย

ใบการะเกดนำมาจักสานเป็นเครื่องใช้สอยต่างๆ ได้ดี เช่น เสื่อ กระสอบ หมวก กระเป๋า เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

ราชพฤกษ์

 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia fistula Linn.

วงศ์ Leguminosae

ชื่อท้องถิ่น ลมแล้ง(ภาคเหนือ) ลักเกลือ ลักเคย (ปัตตานี) ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ (ภาคกลาง) กุเพยะ (กระเหรี่ยง

ลักษณะ ของพืช

คูนเป็นไม้ยืนต้นมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบรูปไข่ปลายแหลมดอกเป็นช่อระย้าสีเหลืองและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฝักกลมยาวเวลาฝักอ่อนจะมีสีเขียวใบไม้ แก่จัดจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

เนื้อในฝักแก่

ช่วงเวลาที่เก็บ

เก็บในช่วงฝักแก่ เปลือกเป็นสีน้ำตาลเข้ม

รสและสรรพคุณ

รสหวานเอียนเล็กน้อย สรรพคุณเป็นยาระบาย ไม่ปวดมวนในช่องท้อง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

เนื้อในฝักคูนมีสารประเภท Anthraquinones หลายตัว เช่น Aloin, Rhein,Sennoside A, B และยังมี Organic acid สาร Anthraquinoneทำให้เนื้อฝักคูนมีฤทธิ์เป็นยาระบายได้ โดยมีฤทธิ์ไปกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เหมาะสำหรับผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำใช้เนื้อในฝักคูนแล้วไม่จำเป็นต้องไปรับประทานยาถ่ายอีกเพราะเนื้อฝักคูนเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ดีมาก

วิธีใช้

เนื้อในฝักคูน แก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี โดยการนำเอาเนื้อฝักคูนที่แก่แล้วเอามาสักก้อนหนึ่งขนาดนิ้วหัวแม่มือ หรือขนาดประมาณ 4 กรัมเอามาต้มกับน้ำ ใส่เกลือเข้าไปเล็กน้อย ดื่มต้นเช้าก่อนอาหาร สำหรับสตรีมีครรภ์ สามารถเอาพืชสมุนไพรนี้มาใช้ได้โดยไม่เป็นอันตราย

 

 

 

 

 

 

 

 

ปาล์มหางหมาป่า

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wodyetia bifurcata Irvine

ชื่อวงศ์ : Palmae (Arecaceae)

ชื่อสามัญ : Foxtial Palm

การกระจายพันธุ์ :

ประโยชน์ : ไม้ประดับ

ลักษณะ : ต้นสีน้ำตาล มีทั้งแบบหน่อและไม่มีหน่อ เป็นไม้ยืนต้นสูง 2 เมตร ใบสีเขียว , ใบเลี้ยงเดี่ยว ,ดอกบางเรียวสีขาว

ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ข้อมูลจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นไม้ประดับที่มีความทนต่อแสงแดด ปลูกเพื่อความสวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไผ่ฟิลิปินส์ด่าง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracaena surculosa Lindl.

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ชื่อสามัญ: Blgian Evergreen

ถิ่นกำเนิด: อยู่ในคองโก

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ ทั่วไป: เป็นพันธ์ไม้พุ่มขนาดเล็ก เจริญเติบโตกันเป็นกอ แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนโคนของต้น ลักษณะ ของต้นจะกลมและตรง จะแตกใบตรงส่วนยอด

ของลำต้น ครั้งละ 2-3 ใบ ลักษณะ ของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ พื้นใบเป็นสีเขียวเข้ม และจะมีจุดสีขาวอมเหลือง หรือสีเหลืองเล็ก ๆ

ประกระจายอยู่ทั่วไปของใบ มีก้านใบที่สั้น

การกระจายพันธุ์ : เป็นไม้ที่ชอบอยู่แสงแดดรำไร ถ้าปลูกไว้ในห้องก็มีแสงสว่างเพียงพอ และนำออกมารับแสงแดดเป็นบางครั้ง ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย

มีการระบายน้ำได้ดี และจะต้องการน้ำมาก ความชื้นปานกลาง

การขยายพันธุ์: โดยการแยกหน่อ และปักชำ

ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อากาเว่

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Agave spp.

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ชื่อสามัญ: อากาเว่บุญชู

ลักษณะ วิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะ :

เป็นพรรณไม้ประเภทอวบน้ำ ที่ลำต้นค่อนข้างแข็งแรง จัดอยู่เป็นพรรณไม้จำพวกศรนารายณ์อย่างหนึ่ง ใบมีลักษณะ หนาแข็ง อวบน้ำ

ใบจะเรียวยาว มีสีเขียวแก่ พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ยาวประมาณ 24 นิ้ว ริมขอบใบมีหยัก เป็นหนาม แหลมเล็กๆ

เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ทนต่อแสงได้ดี ต้องการน้ำและความชื้นน้อย เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย

การขยายพันธุ์: โดยวิธีการแยกหน่อ เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจาก แม็กซิโก ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับ ทำรั้วกันขโมยเพราะมีหนามจึงไม่ควรใช้ในสนามเด็กเล่นเส้นใยทำเชือก กระเป๋าถือ เสื้อผ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Image:มะขามป้อม.gif

 

มะขามป้อม

 

ชื่ออื่น สันยาส่า มั่งลู่ (กะเหรี่ยง -แม่ฮ่องสอน) กำทวด (ราชบุรี) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) อิ่ว อำโมเหล็ก(จีน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica Linn.

วงศ์ EUPHORBIACEAE

ชื่อสามัญ Emblic Myrabolan ,Malacca Tree

แหล่งที่พบ พบทั่วไปทุกภาค

ประเภทไม้ ไม้ยืนต้นขนาดกลาง

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 7 เมตร ลักษณะ ของเปลือกค่อนข้างเรียบเกลี้ยง

ใบ ใบออกเป็นใบรวมมีใบย่อยออกเรียงกันเป็น 2 แถว คล้ายขนนก ลักษณะ ใบย่อยเป็นใบขนาดเล็กยาวประมาร 1 ซม. ปลายใบแหลมยาวรีมีสีเขียวเข้ม

ดอก ดอกออกเป็นช่อหรือเป็นกระจุกเล็กๆ ลักษณะ ของดอกเป็นดอกขนาดเล็ก ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 5-6 กลีบ กลางดอกมีเกสรตัวผู้สั้นๆ 3-5 อัน ดอกมีสีเหลืองๆ เขียวๆ ก้านดอกสั้น

ผล มีลักษณะ กลมเกลี้ยง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. มีรอยแยกแบ่งเป็น 6 ซีก เนื้อในผลสีเหลืองออกน้ำตาลเมื่อผลแก่ ผลอ่อนมีสีเขียวออกเหลืองข้างในเนื้อผลมีเมล็ดสีน้ำตาล ผลมีรสฝาด

ส่วนที่ใช้บริโภค ผล

การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ให้ผลประมาณเดือน ตุลาคม-พฤษภาคม

 

 

 

 

 

 

 

http://suan-theva.igetweb.com/index.php?mo=3&art=180269

 

เศรษฐีเรือนใน Spider Plant

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Chlorophytum Comosum

วงศ์ Liliaceae (Lily)

ถิ่นกำเนิด แอฟริกาใต้

แสงแดด กึ่งแดด กึ่งร่ม

อุณหภูมิ 18–24 องศาเซลเซียส

ความชื้น ต้องการความชื้นต่ำ

น้ำ ต้องการน้ำน้อย

การดูแล ชอบแสงแดดอ่อนๆ ไม่ชอบแสงแดดตรงๆ ไม่ต้องการน้ำมากสัปดาห์ละครั้งก็พอ หรือให้สังเกตจากหน้าดินว่าแห้งเกินไปหรือไม่ ให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกละลายน้ำรด 2 เดือนต่อครั้ง

การปลูก ชอบดินร่วนซุย โดยใช้ดินที่มีส่วนผสม ดินร่วน 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน เศษอิฐละเอียด 1 ส่วน

การขยายพันธุ์ โดยการตัดแยกต้นอ่อน

อัตราการคายความชื้น ปานกลาง

อัตราการดูดสารพิษ ปานกลางถึงมาก

เศรษฐีเรือนใน เป็นไม้ประดับชนิดแรกๆ ที่ได้รับการเผยแพร่จากองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติในการดูดสารพิษภายในอาคารได้เป็นอย่างดี เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็กที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งในและนอกอาคาร โดยปลูกในกระถางแขวนหรือปลูกเป็นพืชคลุมดินก็ได้ ใบมีลักษณะ คล้ายใบหญ้า ขอบใบมีสีเขียวยาวตลอดใบ กลางใบเป็นสีขาว ใบมีความยาว 15–30 ซม. โค้งงอลงด้านล่าง

เศรษฐีเรือนใน มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน เมื่อแก่เต็มที่จะมีลำต้นอ่อนแตกออกมาเป็นกิ่ง มีต้นอ่อนเล็กๆ เป็นกระจุกอยู่ตรงปลายของกิ่ง ดูน่ารักดี ฝรั่งจึงเรียกว่า ต้นแมงมุม (Spider Plant) หรือ ต้นเครื่องบิน (Airplane Plant) เนื่องจากเวลาลมพัดต้นอ่อนจะแกว่งไปมาเหมือนเครื่องบิน ต้นอ่อนที่แตกออกมานี้สามารถตัดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย

เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ไม่ค่อยคายน้ำเท่าใดนัก แต่มีการดูดสารพิษจากอากาศภายในอาคารได้ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผักเป็ดเขียว, ผักเป็ดแดง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ / ชื่อวงศ์ : Ahernanthera ficoides (L.) R. Br.

Ex R.S var. betteckiana

ลักษณะ วิสัย : ไม้คลุมดิน

ลักษณะ พิเศษของพืช : ไม้ประดับ

บริเวณที่พบ : หน้าหอประชุม 1

ชื่ออื่น ผักเป็ดฝรั่ง พรมมิแดง ผักโหมแดง

รูปลักษณะ

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง สูง 10-20 ซม. ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสีเหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปใบหอกกลับ กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 1-5 ซม. สีแดง ดอกช่อ รูปกระบอก หรือทรงกลมออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบรวมสีขาวนวล ผลแห้ง รูปคล้ายโล่ เมล็ดสีน้ำตาล

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

ทั้งต้น - รับประทานเป็นผักช่วยขับน้ำนม ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ ตำพอกรักษาแผล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซุ้มกระต่ายด่าง

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ophiopogon jaburan (Kunth) Lodd.

ชื่อวงศ์ : Convallariaceae

ชื่อสามัญ : Variegated mondo grass

ชื่อพื้นเมือง : เศรษฐีไซ่ง่อน

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้คลุมดิน

ขนาด [Size] : สูง 15- 35 เซนติเมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะ นิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-สูง

แสง [Light] : ร่มรำไร

ลักษณะ ทั่วไป (Characteristic) : ไม้คลุมดิน ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้น แบบสลับโดยรอบ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแน่น ใบรูปแถบ กว้าง 0.5- 1 เซนติเมตร ยาว 15- 35 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเส้นกลางใบ และเส้นใบเป็นร่องเล็กน้อย สีขาว หม่น ขอบใบเป็นเส้นสีขาว ผิวใบด้านล่าง เส้นกลางใบและเส้นใบนูนมีสีเขียวสลับกับแผ่นใบที่มีสีขาวชัดเจน

ดอก (Flower) : สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะจากกอ ก้านช่อดอกแบน ชูตั้งขึ้นส่วนปลายโค้งลงเล็กน้อย ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ช่อละ 6-20 ดอก

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อ รูปขอบขนาน สีฟ้าอมม่วง มีเมล็ดจำนวนมาก

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกคลุมดินประดับแปลงสวนหย่อม ปลูกเป็นไม้กระถางแขวนได้ เลี้ยงง่ายเหมาะสมในการจัดสวนทั่วไป ปลูกริมทะเลได้

ประโยชน์ : -

 

 

 

 

 

 

 

ลั่นทม

 

 

ลีลาวดี

 

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ชื่อสามัญ : Frangipani , Pagoda tree, Temple tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria spp.

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์
          ลีลาวดีมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน
          ลีลาวดีเป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนา ต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น
          ใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะ แตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกัน
ช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบ บางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
          ลักษณะ ของ ดอก โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกมีลักษณะ คล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเอง
          ฝัก มีลักษณะ คล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โป๊ยเซียน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Euphorbia milli Desmoul)

ชื่อสามัญของคือ Cronw of thorns, Christ Thorn

วงศ์ Euphorbiaceae

สกุล Euphorbia

ลักษณะ โดยทั่วไป

โป๊ยเซียนเป็นไม้อวบน้ำที่มียางและหนามบริเวณลำต้น ทรงต้นเป็นทรงพุ่ม มีอายุยืนนับสิบปี เป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศเนื่องจากสามารถสะสมน้ำไว้ตามลำต้นและใบ จึงทำให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนประกอบโดยทั่วไปของโป๊ยเซียนมีดังนี้

ลำต้น มีลักษณะ เป็นไม้อวบน้ำมีหนามแหลมรอบลำต้น อาจมีรูปร่างกลมหรือเหลี่ยมบิดเป็นเกลียวแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เมื่อโป๊ยเซียนมีอายุมากขึ้นเนื้อไม้จะแข็งแต่ไม่มีแก่นเหมือนไม้ยืนต้นทั่วไป สีของลำต้นมีสีเทาอมน้ำตาลถึงเทาอมดำ

หนาม เกิดรอบลำต้น มีลักษณะ ฐานใหญ่ปลายเรียวแหลม อาจงอขึ้นหรือชี้ลงไม่แน่นอน การแตกของหนามอาจแตกเป็นหนามเดี่ยว หนามคู่ หรือหนามกลุ่มตั้งแต่สามหนามขึ้นไป กลุ่มของหนามอาจจะเรียงกันเป็นระเบียบตามแนวลำต้นเป็นเส้นตรงหรือบิดเป็นเกลียวรอบต้นก็ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ใบ ส่วนใหญ่พื้นใบเป็นสีเขียวถึงเขียวอมเทา บางทีใต้ใบอาจมีสีแดงถึงแดงเข้มขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รูปใบมีหลายแบบ ได้แก่ รูปไข่ปลายใบมน ใบรีรูปหยดน้ำหรือรูปใบพาย ฯลฯ บางสายพันธุ์ใบอาจบิดเป็นเกลียว เป็นคลื่นหรือโค้งงอเล็กน้อย

ดอก โป๊ยเซียนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบดอกสองกลีบ มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ตรงกลางกลีบดอก โป๊ยเซียนออกดอกเป็นช่อ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเป็นคู่ ตั้งแต่ สองดอก สี่ดอก แปดดอก สิบหกดอก สามสิบสองดอก หรือมากกว่านั้น สีของดอกมีหลายสี เช่น แดง ขาว ครีม เหลือง ส้ม เขียว นอกจากนี้ยังมีหลายสีและลายในดอกเดียวกันแตกต่างกันไปขึ้นกับสายพันธุ์ รูปทรงของดอกมีทั้งทรงกลม ยาว รี เหลี่ยม กลีบดอกตั้งขึ้นคล้ายกรวยหรือผายลงคล้ายร่ม ขนาดของดอกบางสายพันธุ์มีขนาดเล็กกว่า 1 ซม. แต่บางสายพันธุ์มีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่พัฒนาโดยคนไทยบางสายพันธุ์มีขนาดใหญ่กว่า 6 ซม.

ผลและเมล็ด ดอกโป๊ยเซียนหลังจากที่มีการผสมเกสรติดแล้ว จะพบว่าที่บริเวณกลางดอกจะมีกระเปาะนูนขึ้นมาเป็นผลสีขาว มีลักษณะ เป็นพูเล็กๆ 3 พู แต่ละพูจะมีเมล็ดอยู่หนึ่งเมล็ด เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลคล้ายเมล็ดพริกไทยและจะแตกออกพร้อมกับดีดเมล็ดกระเด็นออกไป

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

ขาไก่ดำ

 

ชื่ออื่นๆ : ปีกไก่ดำ ขาไก่ แข้งไก่ดำ ขาไก่เขียว

ชื่อสามัญ : Flame flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Justicia fragilis Wall

วงศ์ : Acanthaceae

ถิ่นกำเนิด : เขตร้อนทั่วโลก

ลักษณะ พฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มต้นสูงประมาณ 1 เมตร เรือนยอดไม่แน่นอน มักแตกเป็นกอ หรือตัดเพื่อให้แตกเป็นกอได้ดี เปลือกต้นอายุมากสีเทา กิ่งอ่อนมีสำน้ำตาลดำที่โคนปล้อง สีเขียวที่ปลายปล้อง แตกกิ่งก้านสาขามากและมักโค้งลงสู่พื้นดิน การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเป็นคู่ตรงกันข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยวรูปรีแกมใบหอก ปลายและโคนใบเรียวแหลม ออกดอกเป็นช่อที่บริเวณปลายยอด ดอกย่อยเป็นหลอด ปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ

การขยายพันธุ์ : การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง

การปลูก : ปลูกชิดเพื่อทำแนวรั้ว กลุ่มพุ่มไม้ โดยปลูกให้ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร ปลูกเป็นกลุ่มรอบวัตถุต่างๆ ที่ประดับในสวนที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 80 เซนติเมตร

การดูแลรักษา : ปลูกในพื้นที่ๆ มีแสงแดดส่องเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ หรือไม่น้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมง

การตัดแต่งกิ่ง ต้องได้รับการตัดแต่งกิ่งอยู่เป็นประจำ ประมาณ 40 วันต่อครั้ง

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างเพียงพอทุกวัน หรือ 3 วันต่อครั้ง เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการน้ำและความชื้นค่อนข้างสูง

การใช้ประโยชน์ด้าน : ภูมิสถาปัตย์ ช่วยในการลบความแข็งของวัสดุประดับและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้ความรู้สึกเป็นแนวบังสายตาสีเขียวที่แข็งแรง

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

ยางบง

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Persea kurzii

วงศ์ Lauraceae

ชื่อสามัญที่เรียกทั่วๆไปแตกต่างๆกันไปตามท้องถิ่นในเมืองไทยว่า บงปง มง หมี ยางบง (Yangbong)

ไม้บงเป็นพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจมีประโยชน์หลายประการกล่าวคือเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ง่าย แตกหน่อได้ดี เนื้อไม้เหมาะสำหรับใช้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้และใช้ทำเชื้อเพลิงเปลือกนำไปทำธูป และผสมสารกำมะถันทำยากันยุงได้ ยางใช้อุดรอยรั่วต่างๆได้ดี ปัจจุบันต้นบงธรรมชาติได้ถูกทำลายลงไปมาก เนื่องจากราษฎรต้องการขูดลอกเปลือกนำไปขาย โดยการตัดโคนต้นบงลงมาเพื่อทำการขูดเปลือก สำหรับไม้บงจัดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ข. ส่วนเปลือกของไม้บงก็เป็นของป่าหวงห้ามด้วย

ไม้บงเป็นไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ความสูงประมาณ 10 – 15 เมตร (ตาม พ.ร.บ. ไม้หวงห้าม มีขนาดจำกัด 100 ซม.) ไม้บงเป็นไม้ที่มีเรือนยอดเป็นพุ่มกว้างเปลือกค่อนข้างหนาสีเทาแก่ เปลือกในมีสีขาวและสีแดง

ลักษณะ ใบ ใบมีขนาดกลางเป็นรูปไข่โคนเรียวปลายใบแหลม ผลิออกจากกิ่งสลับกัน เนื้อใบหนา แสดงลักษณะ อุ้มน้ำมาก มีเส้นใบ 7 – 11 คู่

ลักษณะ ดอก – ผล ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่งผล กลมเล็กคล้ายผลหว้า มีเยื่อหุ้มผล เมล็ดมีเมล็ดเดี่ยว สามารถผลิตกล้าไม้ได้กล้าเดียวต่อหนึ่งผล เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ0.4 – 0.7 ซม. เปลือกเมล็ดเมื่อแก่ล่อนได้ผิวในมีน้ำมันเล็กน้อย จากการสอบถามทราบว่าเมล็ดที่มีขนาดใหญ่จะได้ต้นบงที่มีลักษณะ เปลือกหนากว่าต้นบงที่เกิดจากเมล็ดที่มีขนาดเล็กกว่า เมล็ดจะแก่และร่วงประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน หากไม่เก็บนำไปเพาะจะงอกเองใต้โคนต้น เมล็ดมีชีวิตการงอกสั้นไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

ถิ่นกำเนินและการกระจายพันธุ์

ไม้บงเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรังเป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบ มีมากในบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในแถบที่มีฝนตกชุกมากๆ แถบจังหวัดมุกดาหาร นครพนม อุบลราชธานี และบางท้องที่ในภาคเหนือ มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นทั่วๆไป เช่น บง ยางบง หรือหมี ไม้บงขึ้นในป่าดงดิบ ดังนั้นจึงชอบความชื้นมาก ปริมาณน้ำฝนในเขตที่จะปลูกไม้บงควรอยู่ระหว่าง1,200 – 2,000 ม.ม./ปี ดินที่ชอบ คือ ดินร่วนปนทราย อุ้มน้ำได้ดีและเป็นดินลึกสามารถขึ้นในที่น้ำขังเป็นครั้งคราวในฤดูฝน เช่นที่นาหรืออาจจะปลูกบนคันนาก็ได้

การขยายพันธุ์

ไม้บงเป็นไม้ที่ชอบขึ้นในที่ชื้น และมิได้มีการกระจัดกระจายโดยทั่วไป ดังนั้นการเก็บหาพันธุ์ไม้อาจจะได้จากแหล่งที่ขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคเหนือโดยเก็บเมล็ดไปเพาะเมล็ดเมื่อแก่ มีสีดำ และร่วง (หากไม่เก็บบนต้น) ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน เมล็ดที่ร่วงและเก็บไปเพาะเลยโดยไม่มีการเก็บไว้ค้างปี เมล็ดก็จะงอกดี มีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 80-90 % โดยเมล็ดจะเริ่มงอกหลังจากเพาะแล้วประมาณ 15-30 วัน การเก็บเมล็ดไม้บงมี 2 วิธี คือ

1. เก็บจากต้นโดยตัดช่อผล หรือใช้บันไดพาดโคนต้นช่วยในการเก็บผลขณะที่ผลยังไม่แก่จัดถึงกับร่วงหล่นเมล็ดจะยังมีเนื้อเยื่อหุ้มอยู่ ซึ่งก่อนจะเพาะต้องเอาเนื้อเยื่ออกก่อน

2. เก็บตามโคนต้นที่ร่วงหล่นตามโคนต้นแม่ หรือโคนต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง หากไม่เก็บเมล็ดที่ร่วงหล่นจะงอก เราสามารถถอนกล้ามาชำลงถุงได้ด้วย

ไม้บงขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เนื่องจากมีเมล็ดขนาดใหญ่ สามารถจะเพาะลงถุงพลาสติกโดยตรงได้ การเพาะเมล็ดควรจะเพาะจากเมล็ดทันที ไม่เกิน 30 วัน

วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผลและเมล็ด

ผลที่เก็บมาซึ่งมีเนื้อเยื่อหุ้มอยู่นั้น ถ้าเพาะทั้งผล เปอร์เซ็นต์การงอกจะต่ำ เพราะว่าก่อนเมล็ดจะงอกเนื้อของผลจะเกิดการหมักเน่ามีเชื้อราเกิดขึ้นมาทำลายการงอกของเมล็ดวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดด้วยการนำผลที่มีเนื้อเยื่อหุ้มมาขยำด้วยมือ (ห้ามใช้เท้าเหยียบเป็นอันขาดเพราะเปลือกเมล็ดมีลักษณะ บางมากจะทำให้เกิดอันตรายแก่ต้นอ่อนที่อยู่ภายในเมล็ด) แล้วล้างน้ำเพื่อให้เนื้อเยื่อหลุดออกไปแล้วนำไปเพาะ หรือจะนำเมล็ดไปผึงลมในที่ร่มให้แห้งเสียก่อนแล้วนำไปเพาะก็ได้เมล็ดที่เพาะตามที่กล่าวมาแล้วจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 80 – 90% ขึ้นไปสำหรับการเพาะเมล็ดนั้นสามารถทำการเพาะได้ 2 วิธี คือ

1. การเพาะเมล็ดลงถุงพลาสติกโดยตรง โดยใช้ถุงพลาสติกขนาด 4x6 นิ้ว เจาะรูด้านข้างเพื่อระบายน้ำได้บรรจุดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวผสมทรายหรือแกลบเผาในอัตราส่วน 1:1 ให้เต็มถุง บนปากถุงอาจโรยด้วยทรายหยาบเล็กน้อยเพื่อกันดินไหลด้วยก็ได้แล้วนำถุงไปไว้ใต้ร่มไม้หรือเรือนเพาะชำรดน้ำให้ชุ่มแล้วจึงใช้เมล็ดบงฝังลงไปในดินลึกประมาณ 3 - 4 เดือน จึงนำออกไปปลูกหรือกล้าไม้มีความสูงประมาณ 30 – 45 ซม.

2. การเพาะลงแปลงเพาะ การเพาะโดยวิธีนี้จะต้องจัดเตรียมแปลงเพาะขนาดความกว้าง 0.75 – 1 เมตรขนาดความยาวแล้วแต่สภาพของพื้นที่ ปกติใช้แปลงเพาะขุดยกสูงเป็นหลังเต่าประมาณ 20 ซม. พรวนดินให้ร่วน รอบแปลงปักฟากไม้ไผ่โดนรอบเพื่อกันดินไหลหนีเมื่อรดน้ำ แปลงเพาะควรจะอยู่กลางแจ้งจากนั้นโรยเมล็ดไม้บงลงบนแปลงให้สม่ำเสมอ เกลี่ยดินให้กลบเมล็ดขนาดหนาประมาณ 0.5 ซม.ใช้ฟางแห้งหรือหญ้าคาคลุมทับบนแปลงเพื่อรักษาความชื้น รดน้ำทุกวันเช้า – เย็น จนเมล็ดงอก เมื่อใบแท้เริ่มปรากฏประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ จึงย้ายชำลงถุงพลาสติกที่เตรียมไว้ รดน้ำทุกวันจนกว่าจะได้กล้าขนาดปลูก ความสูงประมาณ 30 – 40 ซม. ซึ่งใช้วันเวลาประมาณ 3 – 4 เดือน

การเตรียมพื้นที่ปลูกและการปลูก

ตอนต้นฤดูฝนก่อนการดำเนินการปักหลักกำหนดระยะปลูกและดำเนินการปลูก ควรใช้รถแทรกเตอร์เข้าไถพรวนดินเสียก่อน เพื่อจะได้ลดการแก่งแย่งของวัชพืชในระยะแรกของการปลูกต้นบง อีกทั้งจะช่วยให้กล้าบงตั้งตัวอย่างรวดเร็วและสามารถต่อสู้กับรากของวัชพืชได้

การปักหลักกำหนดระยะการปลูกและขุดหลุมปลูก สำหรับการปักหลักระยะปลูกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้หมายที่ปลูกตรวจสอบการรอดตายของไม้ที่ปลูก และสะดวกในการปลูกซ่อมในภายหลัง นอกจากนี้จะทำให้เกิดความสวยงามและเป็นระเบียบ การเตรียมหลุมปลูกหากสามารถจัดเตรียมหลุมให้กว้างและลึกยี่งเป็นการดี แต่จำทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น พื้นที่ที่มีการจัดเตรียมอย่างดีโดยมีการไถพรวน ไม่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างและลึก ขนาดของหลุมที่พอเหมาะในการปลูกควรมีขนาด กว้าง 30 ซม. ยาว 30 ซมลึก 40 ซม. ก็เป็นการเพียงพอกับพื้นที่ที่มีการไถพรวนแล้ว สำหรับก้นหลุมให้ใช้ฟางข้าวแห้ง หญ้าแห้งใบไม้แห้ง หรือวัสดุอื่นใดในท้องถิ่นรองก้นหลุม เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดี และรากไม้หยั่งลงไปได้สะดวกแล้วใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอกกลบลงในหลุมจากนั้นใช้กล้าไม้หย่อนลงในหลุม (ให้ฉีกถุงพลาสติกออกเสียก่อน) ให้ส่วนที่เป็นดินทั้งหมดจมต่ำกว่าระดับพื้นดินเล็กน้อย จากนั้นกลบดินให้แน่นพอสมควรการปลูกควรปลูกในฤดูฝน หรือปลูกหลังจากฝนตกหนัก ระยะปลูกควรเป็น 4x4 เมตร (ไร่ละ 100) ควรมีการถางวัชพืชทุกๆ 3 เดือน หรือเมื่อปรากฏว่ามีวัชพืชปกคลุมมาก

 

การเจริญเติบโต

การเจริญเติบโตของไม้บง ในแต่ละท้องถิ่นจะมีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกันไป อาจจะเนื่องมาจากปัจจัยที่เกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนสภาพพื้นที่ดิน ซึ่งในการปลูกจะต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ให้มาก

ประเทศไทยขณะนี้ยังไม่มีการเก็บตัวเลขเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของต้นบงจากการสังเกตและสอบถามจากชาวบ้าน

ที่ปลูกไม้บงเพื่อการขูดลอกเปลือกขายที่บ้านดงบัง ตำบลน้ำปลีก อำเภออำนาจเจริญจังหวัดอุบลราชธานี โดยการตรวจวัดแล้วปรากฏว่า ไม้บงมีอัตราการเจริญเติบโตดังนี้

ต้นบง อายุ 1 – 2 ปี มีความสูงประมาณ 0.50 – 1.50 เมตร

ต้นบง อายุ 3 – 5 ปี มีความสูงประมาณ 2 – 3 เมตร

ต้นบง อายุ 6 – 7 ปี มีความสูงประมาณ 4 – 7 เมตร

ต้นบง อายุ 6 – 7 ปี มีเส้นรอบวงประมาณ 50 – 100เซนติเมตร ซึ่งสามารถจะขูดลอกเอาเปลือกนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว

การปลูกยางบงระบบวนเกษตร สวนอนุรักษ์พันธุ์ไม้ป่าสะแกราช กิ่งอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การใช้ประโยชน์

1. ประโยชน์ของเนื้อไม้ จากการสอบถามจากชาวบ้านนิยมใช้ไม้บงทำเครื่องมือเครื่องใช้เพราะไม้บงมีความทนทานพอสมควร

2. ประโยชน์ของเปลือกไม้ ไม้บง เปลือกใช้บดให้ละเอียดผสมขี้เลื่อยและการช่วยทำธูป และผสมกำมะถันใช้ทำยากันยุงได้ดีด้วย โดยปกติจะใช้เปลือกไม้บง เมื่อต้นไม้บงที่ปลูกแล้วมีอายุ 6 – 7 ปี ซึ่งต้นไม้บงจะมีเส้นรอบวงประมาณ 50 – 100 ซม. แต่ก็แล้วแต่สภาพพื้นที่ที่ปลูกการขูดลอกเปลือกจะขูดลอกเปลือกเพียงหนึ่งในสี่ของลำต้นตลอดความยาว ของลำต้นหาก

ขูดลอกเปลือกทั้งหมดทั้งต้น ต้นเดิมจะตายเช่นเดียวกับการถางต้นไม้ ในปีต่อมาก็สามารถขูดลอกเปลือกได้อีก โดยขูดลอกเปลือกเพียงหนึ่งในสี่ของลำต้นอีกด้านหนึ่ง ตลอดความยาวของลำต้นขูดลอกเปลือกสลับกันไปเช่นนี้ทุกปี จนถึง

ปีที่ 5 ก็สามารถย้อนกลับมาขูดบริเวณที่ขูดในปีแรกอีก ในการขูดแต่ละครั้งต่อหนึ่งต้นเราสามารถขูดเปลือกแล้วนำมาตากแห้ง จะได้ประมาณ 20–30 กก. ราคาขายประมาณ กก.ละ5 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 100 – 150 บาทต่อการขูดแต่ละครั้งภายในหนึ่งต้น

หากมีการปลูกสร้างสวนป่า ในเนื้อที่ 1 ไร่ ระยะปลูก 4x4 เมตร จำนวน 100 ต้น ปีที่ 6 – 7 เราสามารถขูดลอกเปลือกไม้บงจำนวน 100 ต้น โดยทำการขูดลอกเปลือกเป็นรอบหมุนเวียนได้ทุกปีฉะนั้นจะมีรายได้จากการขูดลอกเปลือกขายประมาณ 10,000 – 15,000 บาท/ไร่/ปี

 

 

3. ประโยชน์ของยางไม้บง มีน้ำยางเมือกใสขาวเหมือนนมสด ใช้อุดรอยรั่วต่างๆ ได้ดี ใช้เป็นส่วนผสมในการทำฟิล์มภาพยนตร์ จากการสอบถามจากชาวบ้านในสมัยก่อนใช้ยางบงโอบรอบโคนเสาไม้ซึ่งสามารถป้องกันปลวก มอด มด เจาะกินเนื้อไม้ และยังใช้ไม้ยางบนเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างก่อสร้าง เช่นเดียวกับการใช้ปูนซีเมนต์ในปัจจุบัน

บทสรุป

เนื่องจากขณะนี้ไม้บง กำลังเป็นที่นิยมปลูกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ราษฎรจะทำการปลูกไม้บงเพื่อต้องการขูดลอกนำไปขาย แต่ในการที่จะทำเปลือกไม้บงไปขาย ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ กล่าวคือ เปลือกไม้บง (ที่ขึ้นในป่า) เป็นของป่าหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2505 อัตราค่า

ภาคหลวง ร้อยละ 10 ของราคา ราษฎรสามารถครอบครองได้ไม่เกิน 10 กก. แต่ขณะนี้เปลือกไม้บงที่ราษฎรซื้อขายกันในท้องตลาด (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ส่วนใหญ่เป็นเปลือกไม้บงที่ราษฎรปลูกขึ้นเอง ไม่ได้นำมาจากป่า ซึ่งตามสภาพความเป็นจริงในป่าท้องที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบจะไม่มีไม้บงเหลืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่

ทำการจับกุมโดยกล่าวหาว่าราษฎรนำเปลือกไม้บงมาจากป่าซึ่งถือเป็นของป่าหวงห้ามอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการตราพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 จึงเปิดโอกาสให้ราษฎรผู้ปลูกไม้บงสามารถนำเปลือกไม้บง ซึ่งขูดลอกจากต้นบงที่ปลูกขึ้นเองในที่ดินกรรมสิทธิ์ไปขายได้ถูกต้องตามกฎหมายได้แล้ว